หลังจากที่นายกฯ ออกมาบอกตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 64 ว่าจะนับถอยหลัง “เปิดประเทศ 120 วัน” เพื่อให้นักท่องเที่ยวเข้ามาได้โดยไม่ต้องกักตัว
พอถึงตอนนี้ก็มีคำถามที่เกิดในหัวพี่ทุยทันทีว่าไทยเราพร้อมจริงมั้ย แล้วต่อให้เราบอกว่าพร้อม แต่ถ้าต่างชาติเค้าบอกว่าไม่พร้อมและไม่เดินทางเข้ามาก็ไม่มีประโยชน์อยู่ดี
ทีนี้พี่ทุยเลยพามาดูข้อมูลจากทาง Bloomberg ที่พูดถึง “ผลการประเมินความพร้อมการกลับมาเปิดประเทศ (Reopening Progress)” ที่มีรายละเอียดที่น่าสนใจที่พี่ทุยอยากจะมาสรุปให้ทุกคนฟังกัน
จากข้อมูลที่พี่ทุยสรุปมาให้ สรุปว่าสหรัฐฯ มีความพร้อมมากที่สุด (76 คะแนน) ตามมาด้วยอันดับที่ 2 คือ นิวซีแลนด์ (73.7 คะแนน) และอันดับที่ 3 ก็คือสวิตเซอร์แลนด์ (72.9 คะแนน) แต่ที่น่าเป็นห่วงก็คือ “ประเทศไทย” ของเราไม่ได้จัดรวมอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความพร้อมหรือแปลง่าย ๆ ก็ต่างชาติยังมองว่าเราไม่พร้อมสำหรับการเปิดประเทศเลย
ซึ่งผลการประเมินความพร้อมในการเปิดประเทศนี้ เลือกใช้ 4 เกณฑ์หลักเป็นตัวชี้วัด ได้แก่
1. สัดส่วนประชาชนที่ได้รับวัคซีน
การที่ประชาชนได้รับวัคซีนจำนวนมากอย่างทั่วถึง รวดเร็ว และมีคุณภาพทำให้พลเมืองในประเทศสามารถกลับไปดำเนินวิถีชีวิตได้ตามปกติมากขึ้น เช่น ไม่ต้องบังคับสวมหน้ากาก และไม่ต้องถูกจำกัดจำนวนคนเข้าใช้บริการตามร้านค้า
และก็ยังเป็นสิ่งที่ทำให้หลายประเทศอย่างสวิตเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส และสเปน กล้าเปิดรับนักท่องเที่ยวที่ฉีดวัคซีนแล้วจากต่างประเทศมากขึ้น
เราจะเห็นได้ชัดเจนเลยว่า กลุ่มประเทศที่มีความพร้อมจะมีประชากรที่ได้รับการฉีดวัคซีนเป็นจำนวนมาก แต่ถ้าเราไปดูประเทศที่มีอันดับรั้งท้าย ๆ อย่าง ไทย ที่มีคนฉีดวัคซีนไปแล้วแค่ 6.4% หรือ 3 อันดับสุดท้ายอย่าง มาเลเซีย (10.8%) ฟิลิปปินส์ (3.2%) และอาร์เจนตินา (21.7%)
2. ความเข้มข้นของมาตรการปิดเมือง (Lockdown)
ปัจจัยการฉีดวัคซีนของประชากรก็ไม่ได้เป็นปัจจัยชี้ขาดหลักเพียงหนึ่งเดียว เพราะในกลุ่มประเทศที่มีความพร้อมสูง ก็ยังมีประชากรที่ได้รับวัคซีนต่ำอย่างนิวซีแลนด์ (10.3%)
แต่กลุ่มประเทศนี้มีการใช้มาตรการผ่อนคลายการปิดเมืองอย่างมีประสิทธิภาพจนทำให้ประชาชนเริ่มกลับมาใช้ชีวิตแบบใกล้เคียงปกติ
สาเหตุที่กลุ่มประเทศนี้ทำได้ เพราะอาศัยมาตรการปิดพรมแดน และคุมเข้มการเข้าออกประเทศ เพื่อทำให้ยอดผู้ติดเชื้อในประเทศอยู่ในระดับต่ำ จึงสามารถผ่อนคลายมาตรการปิดเมืองได้
3. จำนวนผู้โดยสารบนเครื่องบิน
อย่างตอนนี้สหรัฐฯ มียอดจองที่นั่งบนเครื่องบินใกล้จะกลับมาเข้าสู่ปกติเหมือนก่อนโควิด-19 ระบาดแล้ว แต่ก็ยังมีการกำหนดเงื่อนไขเล็ก ๆ น้อย ๆ ว่าจะต้องเป็นผู้ที่ฉีดวัคซีนครบแล้วเท่านั้น
ซึ่งตัวเลขที่พี่ทุยสรุปมาให้ดูในภาพด้านบน คือ ตัวเลขที่นั่งบนเครื่องบินเทียบกับปี 2019 จะเห็นได้ว่าสหรัฐฯ มาเป็นอันดับ 1 เพราะมีที่นั่งลดลงไปเพียงแค่ -20.1% เท่านั้น
4. เงื่อนไขความเป็นอิสระในการท่องเที่ยว
ข้อนี้พูดง่าย ๆ คือเป็นการกำหนดเงื่อนไขการท่องเที่ยวที่มันยุ่งยาก ยิ่งมีข้อกำหนดในการเดินทางเข้ามาเที่ยวมาก ก็ยิ่งมีคะแนนต่ำนั่นเอง
ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยจัดการกับโควิด-19 ได้ดีกว่า
สำหรับบางคนอาจจะคิดว่าประเทศที่ใช้ระบอบอำนาจนิยม หรือ เผด็จการ จะมีแนวโน้มจัดการกับวิกฤตโควิด-19 ได้ดีกว่ากลุ่มประเทศเสรีประชาธิปไตย เพราะสามารถออกคำสั่งและบังคับใช้กฎหมายในการจำกัดสิทธิเสรีภาพเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดได้โดยทันที
แต่จากข้อมูลของ Bloomberg พิสูจน์แล้วว่าประเทศที่ใช้ระบบเสรีประชาธิปไตยก็สามารถประสบความสำเร็จในการจัดการกับวิกฤตโควิด-19 ได้ดีเช่นกัน ยืนยันได้จากจำนวนประเทศที่อยู่ในอันดับ Top10 ที่มีความพร้อมเปิดประเทศ ส่วนใหญ่เป็นประเทศเสรีประชาธิปไตย
เพราะยิ่งรัฐบาลสามารถสื่อสารและทำความเข้าใจกับประชาชนถึงสถานการณ์ที่เป็นอยู่ด้วยเหตุและผล ประชาชนก็พร้อมจะปฏิบัติตามด้วยความเต็มใจ
หลายคนคิดว่าพี่ทุยกำลังมาตอกย้ำความล้มเหลวของไทยหรือเปล่า จริง ๆ แล้วพี่ทุยอยากเอาข้อมูลที่ทั่วโลกกำลังมองดูเราอยู่มากกว่าว่าเป็นแบบไหน และเอาบทเรียนของต่างประเทศมาบอกเล่าต่อเพื่อให้มาถอดรหัสกันว่าประเทศอื่นเค้าทำยังไงกัน
ถึงตรงนี้ หลายคนน่าจะพอตอบได้แล้วแหละว่า นับถอยหลัง “เปิดประเทศ 120 วัน” มันเป็นไปได้แค่ไหน..
อ่านเพิ่มเติม