"ฉีดวัคซีน" เท่านี้ การท่องเที่ยวฟื้นตัวแค่ไหน ?

“ฉีดวัคซีน” เท่านี้ การท่องเที่ยวฟื้นตัวแค่ไหน ?

4 min read  

ฉบับย่อ

  • โลกอาจต้องสูญเสียรายได้มากกว่า 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบในช่วงโควิดแพร่ระบาด ช่วงปี 2563-2564
  • ประเทศที่มีการฉีดวัคซีนสูงเริ่มฟื้นฟูการท่องเที่ยว แม้จะเปิดรับนักท่องเที่ยวที่ฉีดวัคซีนแล้วเท่านั้น
  • ประเทศไทยต้องเร่งฉีดวัคซีนให้ได้ 70% ใน 10 จังหวัดนำร่องถึงจะพร้อมเปิดประเทศ ใน 120 วัน หรือประมาณเดือนตุลาคม 2564
  • ธปท. (แบงก์ชาติ) มองว่า หากไทยสามารถจัดหาและกระจายวัคซีนได้ 100 ล้านโดสในปี 2564 จะเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ในไตรมาสแรกปี 2565 และจะทำให้มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาในไทย 1.2 ล้านคนในปีนี้ และ 15 ล้านคนในปีหน้า

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
"ภัทร ลีสซิ่ง" Phatra Leasing
"ภัทร ลีสซิ่ง" Phatra Leasing

ช่วงนี้ทุกประเทศก็ต้องเร่ง “ฉีดวัคซีน” กันให้ได้มากที่สุดเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ ซึ่งการฉีดวัคซีคไม่ได้สำคัญแต่กับชีวิต แต่ยังสำคัญกับเศรษฐกิจอย่างมากด้วย โดยเฉพาะการทำให้การท่องเที่ยวฟื้นตัวกลับมาลืมตาอ้าปากได้อีกครั้ง

จากข้อมูลของ statista.com พบว่า ในปี 2562 รายได้จากการท่องเที่ยวคิดเป็น 3.3% ของ GDP โลก ซึ่งเป็นช่วงที่ยังไม่มีโควิด-19 ระบาด และถ้านับทั้งรายได้ทางตรงและทางอ้อม การท่องเที่ยวมีส่วนสร้างรายได้ให้ GDP โลกถึง 10.4% ทีเดียว

"ฉีดวัคซีน" เท่านี้ การท่องเที่ยวฟื้นตัวแค่ไหน ?

พี่ทุยพากลับมาดูที่ประเทศไทยกันบ้าง ภาคส่วนที่ขับเคลื่อน GDP ของประเทศ หลัก ๆ มาจาก 2 ภาค คือ การท่องเที่ยวและการส่งออก โดยข้อมูลจากธนาคารโลก พบว่า ประเทศไทยมีสัดส่วนการส่งออกสินค้าและบริการ คิดเป็น 59.77% ของ GDP ขณะที่การท่องเที่ยวคิดเป็นสัดส่วน 21.9%

รายได้จากการท่องเที่ยวขาดหายไปกว่า 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2563-2564

จากข้อมูลขององค์กรการท่องเที่ยวโลก (UNWTO) และการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) บอกว่าเศรษฐกิจโลกอาจต้องสูญเสียรายได้มากกว่า 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการท่องเที่ยวที่เป็นอัมพาตในช่วงปี 2563-2564

แบ่งเป็นความเสียหายในปี 2563 อยู่ที่ 2.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และปี 2564 ที่คาดว่าน่าจะอยู่ที่ 1.7-2.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยประเทศกำลังพัฒนาอาจได้รับความเสียหายมากกว่า เพราะการฉีควัคซีนให้กับประชากรในประเทศมีตั้งแต่ 1% ไปจนถึงมากกว่า 60%

ประเทศที่กระจายวัคซีนสูง การท่องเที่ยวเริ่มฟื้นตัว

ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวคาดว่าจะฟื้นตัวอย่างรวดเร็วในประเทศที่มีอัตราการฉีดวัคซีนสูง เช่น ฝรั่งเศส เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา

ข้อมูลจาก UNWTO (วันที่ 1 มิ.ย. 64) บอกว่า 29% ของประเทศท่องเที่ยวทั่วโลกยังปิดประเทศ และมากกว่าครึ่งนึงนั้นไม่รับนักท่องเที่ยวตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2563

และตัวเลขด้านล่างนี้ พี่ทุยพามาดูว่าในแต่ละภูมิภาค มีประเทศที่ปิดประเทศมากน้อยแค่ไหน

70% เอเชีย
13% ยุโรป
20% อเมริกา
19% แอฟริกา
31% ตะวันออกกลาง

ทั่วโลกฉีดวัคซีนกันอยู่ที่ 25.6% ส่วนไทย 13.75% จากประชากรทั้งหมด

พี่ทุยพาทุกคนไปดูข้อมูลจากเว็บไซต์ Ourworldindata ที่เกี่ยวกับอัตราการฉีดวัคซีนในแต่ละประเทศกันบ้าง

ข้อมูลวันนี้ (15 ก.ค. 64) พบว่า มีประชากรทั้งโลกที่ได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 โดส อยู่ที่ 25.6% แต่ถ้าดูในประเทศที่มีรายได้น้อย มีเพียงแค่ 1% เท่านั้น

แต่ถ้าลองคำนวณเป็นจำนวนโดส พบว่าทั่วโลกกระจายวัคซีนไปแล้ว 3,510 ล้านโดส หรือคิดเป็นอัตราการฉีดเฉลี่ยที่ 29.67 ล้านโดสต่อวัน

ตัวอย่างประเทศที่มีอัตราการฉีดวัคซีนเกิน 60% ของประชากร ได้แก่ สหราชอาณาจักร แคนาดา อิสราเอล และสิงคโปร์ ส่วนจีน ซึ่งเป็นพื้นที่แรกที่มีการแพร่ระบาด (มีข้อมูลล่าสุดถึงวันที่ 10 มิ.ย. 64) ฉีดวัคซีนให้ประชากรไปแล้ว 43.21%

สหรัฐอเมริกา ที่มียอดผู้ติดเชื้อสูงที่สุดในโลก ฉีดวัคซีนไปแล้ว 55.18% ซึ่งประเทศเหล่านี้ก็เริ่มผ่อนคลาย เปิดให้คนในประเทศเดินทางท่องเที่ยวกันได้มากขึ้นแล้ว

พี่ทุยพากลับมาดูเฉพาะในภูมิภาคอาเซียนกันบ้าง แต่ละประเทศอาจจะอัปเดตข้อมูลรวดเร็วไม่เท่ากัน พบว่า

สิงคโปร์ = 68.76% (สูงที่สุด)
กัมพูชา = 30.53%
มาเลเซีย = 25.84%
บรูไน = 20.83%
ลาว = 13.15%
อินโดนีเซีย = 13.31%
ไทย = 13.75%
ฟิลิปปินส์ = 8.92%
เวียดนาม = 3.90%
เมียนมาร์ = 3.38% (ต่ำที่สุด)

พูดง่าย ๆ ว่าในย่านอาเซียนนี้ มีแค่สิงคโปร์เท่านั้น ที่ฉีดวัคซีนให้ประชากรในสัดส่วนที่สูงมาก ส่วนประเทศอื่น ๆ ยังค่อนข้างห่างไกล และน่าจะเป็นความท้าทายมากที่กว่าที่การท่องเที่ยวฟื้นตัวได้

เมื่อการฉีดวัคซีนแต่ละประเทศทั่วโลกมีอัตราที่แตกต่างกันมาก องค์การอนามัยโลก (WHO) จึงเรียกร้องให้ผู้ผลิตวัคซีน รวมถึงประเทศที่ร่ำรวยบริจาควัคซีนให้กับประเทศที่รายได้น้อยถึงปานกลาง เพื่อให้เข้าถึงวัคซีนมากขึ้น ผ่านโครงการที่ชื่อว่า COVAX โดยตั้งเป้าหมายว่า โครงการนี้จะสนับสนุนให้มีประชากรทั่วโลกได้รับวัคซีนประมาณ 30% ภายในสิ้นปี 2564 นี้

Travel Bubble แนวคิดฉีดวัคซีนแล้วมาเที่ยวไม่ต้องกักตัว

ในช่วงที่ผ่านมา มีหลายประเทศเริ่มให้ความสนใจจัดโครงการ Travel Bubble หรือการเปิดให้นักท่องเที่ยวระหว่างประเทศที่ทำข้อตกลง Travel Bubble ร่วมกัน สามารถเดินทางไปเที่ยวข้ามพรมแดนระหว่างกันได้โดยไม่ต้องกักตัว 14 วัน

ข้อแม้สำคัญของโครงการนี้ คือ นักท่องเที่ยวที่จะร่วมโครงการได้ ต้องฉีดวัคซีนครบ 2 โดส หรือตามจำนวนโดสที่วัคซีนตัวนั้นกำหนดแล้ว เช่น สิงคโปร์-ฮ่องกง วางแผนทำ Travel Bubble ตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา แต่ก็เลื่อนแล้วเลื่อนอีก เพราะเมื่อใกล้ช่วงกำหนดเริ่มโครงการ ประเทศที่จะทำข้อตกลงด้วยก็มีการติดเชื้อเป็นคลัสเตอร์ ทำให้มีการประกาศเลื่อนออกไปก่อน

ส่วนประเทศไทย ล่าสุดก็เพิ่งเริ่มทำ “ภูเก็ต แซนบ็อกซ์ (Phuket Sandbox)” เป็นโครงการที่ให้นักท่องที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาได้โดยไม่ต้องกักตัว ก่อนที่จะเริ่มต้นทำโครงการนี้ ภูเก็ตก็มีการเร่งฉีดวัคซีนให้คนในพื้นที่ ซึ่งตอนนี้คนในภูเก็ตฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 ไปแล้ว 84% และฉีดครบ 2 เข็มไปแล้ว 67% (ข้อมูล วันที่ 4 ก.ค. 64)

แต่หลังจากที่เปิดโครงการไป 9 วัน มียอดจองห้องพักตั้งแต่เดือน ก.ค. – ก.ย. 64 รวม 155,736 คืน (เป็นของเดือน ก.ค. 89%) และมีนักท่องเที่ยวสะสม 9 วัน อยู่ที่ 3,287 คน 

พี่ทุยว่าเราก็น่าจะต้องมาลุ้นกันอีกว่าโครงการนี้จะสำเร็จตามที่หวังไว้หรือเปล่า

เป้าหมายของไทย คือ ฉีดวัคซีนให้ได้เกิน 70% ของประชากรใน 10 จังหวัดนำร่อง

ไทยเรามีการประกาศเปิดประเทศ ใน 120 วัน (เดือนตุลาคม 2564) จะเปิดได้จริงมั้ย ก็ขึ้นอยู่กับว่าจะฉีดวัคซีนได้มากน้อยแค่ไหน ถ้าฉีดได้เกิน 70% ใน 10 จังหวัดก็น่าจะเปิดได้ พี่ทุยว่าเราคงต้องมารอลุ้นกันอีกเฮือกใหญ่ ๆ เลย

ถ้าเปิดประเทศได้แล้ว นักท่องเที่ยวหลักก็จะเป็นนักท่องเที่ยวจีนที่น่าจะเข้ามาประมาณ 3 ล้านคน และสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 212,000 ล้านบาทในปี 2564 นี้

“ฉีดวัคซีน” เท่านี้ การท่องเที่ยวฟื้นตัวได้มากแค่ไหน ?

หลังจากที่แบงก์ชาติมีการประชุมกัน เค้าก็มีการคาดการณ์การฟื้นตัวเอาไว้อยู่ 3 แบบ พี่ทุยสรุปมาให้ฟังแบบเข้าใจง่าย ๆ กัน

"ฉีดวัคซีน" เท่านี้ การท่องเที่ยวฟื้นตัวแค่ไหน ?

กรณีที่ 1

  • จัดหาและกระจายวัคซีนได้ 100 ล้านโดสในปี 2564
  • เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ในไตรมาสแรกปี 2565
  • มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาในไทย 1.2 ล้านคนในปีนี้ และ 15 ล้านคนในปีหน้า

กรณีที่ 2

  • จัดหาและกระจายวัคซีนได้ตามแผนเดิม คือ 64.6 ล้านโดส ภายในปี 2564
  • เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ ได้ในไตรมาสที่ 3 ปี 2565
  • มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาในไทยใสปีนี้ได้ 1 ล้านคน และ 12 ล้านคนในปีหน้า
  • ทำให้ประเทศต้องสูญเสียรายได้ไปถึง 4.6 แสนล้านบาท (3% ของ GDP)

กรณีที่ 3

  • จัดหาและกระจายวัคซีนได้ช้ากว่าแผนเดิม คือ น้อยกว่า 64.6 ล้านโดส ภายในปี 2564
  • เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ในไตรมาสที่ 4 ปี 2565
  • มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเพียง 8 แสนคน ในปีนี้ และปีหน้า 8 ล้านคน
  • ทำให้ประเทศสูญเสียรายได้ 8.9 แสนล้านบาท (5.7% ของ GDP)

สรุป

จะเห็นได้ว่าการฉีดวัคซีนมีความสำคัญต่อการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวมาก ถ้าประเทศไหนมีภูมิคุ้มกันหมู่ (Herd Immunity) จากการฉีดวัคซีนแล้ว ก็ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติมั่นใจอยากเดินทางมาเที่ยวมากขึ้น ในทางกลับกันคนในประเทศก็ต้องการมีงานทำ มีรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติเหมือนกับที่ผ่าน ๆ มา 

สุดท้ายแล้ว ก็เป็นตัวเราเองนี่แหละ ที่จะต้องดูแลตัวเอง ไม่ประมาท ส่วนที่เหลือก็ได้แต่หวังพึ่งพาการบริหารงานของรัฐบาลที่จะต้องจริงจังกับการทำเพื่อชีวิตและเศรษฐกิจของประเทศชาติ

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
"Forex" FXTM
"Forex" FXTM
error: