คนไทยเจอค่าไฟแพงหูฉี่ตลอดหน้าร้อนปี 2566 นี้ ซึ่งช่วงหาเสียงพรรคการเมืองหลายพรรคก็แสดงนโยบายเพื่อแก้ปัญหา หนึ่งในนั้นก็คือพรรคก้าวไกล ผู้นำจัดตั้งรัฐบาลในตอนนี้ แนวทางของก้าวไกลคือ ลดค่าไฟ 70 สตางค์ต่อหน่วย คำถามคือ จะทำได้ด้วยวิธีการอะไร วันนี้พี่ทุยพาวิเคราะห์สาเหตุค่าไฟแพงในรอบนี้และวิธีแก้ปัญหาของก้าวไกล
สาเหตุค่าไฟแพงช่วงฤดูร้อนปี 2566
1. ค่า Ft ขยับสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด
ถ้าย้อนไปดูค่า Ft หรือค่าไฟฟ้าผันแปร ที่ปี 2566 ปรับขึ้นหลายเท่า เดิมในช่วงปี 2559 – 2564 ค่า Ft มีค่าติดลบ แต่ปี 2565 ค่า Ft เริ่มขยับขึ้น จาก 1.39 สตางค์ต่อหน่วย ช่วงต้นปี จนปี 2566 ค่า Ft อยู่ที่ 93.43 สตางค์ต่อหน่วย สูงที่สุดในรอบ 10 ปี
และในเดือน พ.ค. – ส.ค. 2566 ค่า Ft จะสูงขึ้นอีกเป็น 98.27 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งจะทำให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยจากหน่วยละ 4.72 บาทต่อหน่วย ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 4.77 บาทต่อหน่วย
2. เครื่องใช้ไฟฟ้าในฤดูร้อนจะกินไฟมากกว่าปกติ ทำให้ปริมาณหน่วยการใช้ไฟสูงขึ้น
ข้อมูลจากการไฟฟ้านครหลวง ถ้าอากาศร้อนขึ้น 1 องศาเซลเซียส จะทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าใช้ไฟฟ้ามากขึ้นประมาณ 3%
ดังนั้น หากเราเปิดเครื่องปรับอากาศด้วยอุณหภูมิ 26 องศา เท่าเดิมในระยะเวลาเท่าเดิม แต่หากอุณภูมินอกห้องอยู่ที่ 35 องศา เครื่องแอร์จะกินไฟที่ 0.69 หน่วย/ชม. ถ้าค่าไฟหน่วยละ 4.72 บาท จะต้องเสียค่าไฟ 3.25 บาทต่อชั่วโมง
แต่ถ้าอุณภูมิภายนอก 41 องศา จะต้องเสียค่าไฟเพิ่มขึ้นเป็น 3.73 บาทต่อชั่วโมง ซึ่งหากเราใช้งานแอร์จำนวนชั่วโมงเพิ่มขึ้นเพราะอากาศร้อน เราก็ต้องเสียเงินเพิ่มขึ้นตามรายชั่วโมงที่เพิ่มขึ้น
3. วางแผนผลิตไฟฟ้าสำรองเกินความจำเป็นอย่างมาก
การวางแผนผลิตพลังงานไฟฟ้าที่คำนึงถึงความมั่นคงทางด้านพลังงานเกินความจำเป็น ไม่มีความยืดหยุ่นต่อสภาวะการเปลี่ยนแปลงในสถานการณ์ต่าง ๆ ของประเทศและของโลก จึงทำให้เกิดปัญหาปริมาณสำรองไฟฟ้าที่มากเกินจำเป็นหรือมีโรงไฟฟ้าในระบบล้นเกินความต้องการ
ปัจจุบันไทยมีกำลังผลิตไฟฟ้ารวมทั้งสิ้น 46,163.4 เมกะวัตต์ แต่มียอดใช้ไฟฟ้าสูงสุดที่เกิดขึ้นในแต่ละปีช่วงปี 2562 – 2565 เพียงปีละประมาณ 30,000 เมกะวัตต์ เท่านั้น หรือมีปริมาณเกินไปปีละ 10,000 เมกะวัตต์ คิดเป็นกำลังการผลิตสำรองสูงถึง 50% ขณะที่กำลังการผลิตสำรองไฟฟ้าที่เหมาะสมควรอยู่ที่ประมาณ 15% เท่านั้น
4. แม้โรงไฟฟ้าไม่ผลิตไฟฟ้า แต่ก็ได้เงินจาก “ค่าความพร้อมจ่ายไฟฟ้า”
กฟผ. ทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าในลักษณะ “ไม่ซื้อก็ต้องจ่าย” (Take or Pay) ทำให้ไฟฟ้าไทยมีการทำสัญญา “ค่าความพร้อมจ่ายไฟฟ้า” (Availability Payment) ซึ่งทำให้แม้โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ (IPPs) มีโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ (IPPs) ที่มีกำลังผลิตไฟฟ้าล้นเกินความต้องการใช้ ไม่ต้องเดินเครื่องผลิตไฟฟ้า แต่ยังได้เงินค่าไฟฟ้า ที่เรียกว่า “ค่าความพร้อมจ่ายไฟฟ้า” (Availability Payment)
ประมาณการว่าที่ผ่านมา มีโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ 8 ใน 12 แห่งไม่ได้เดินเครื่องผลิตไฟฟ้าหรือเดินเครื่องไม่เต็มศักยภาพ แต่ยังได้รับเงินค่าความพร้อมจ่ายไฟฟ้าแบบไม่ซื้อก็ต้องจ่าย โดยคาดว่าค่าภาระไฟฟ้าส่วนเกินนี้เป็นเงินมากถึง 49,000 ล้านบาทต่อปี
โดยสาเหตุที่ กฟผ. ก็ได้ทำสัญญาให้มี “ค่าพร้อมจ่ายไฟฟ้า” เพื่อสร้างความมั่นใจต่อนักลงทุนว่า ผลผลิตด้านไฟฟ้าว่าเอกชนจะได้รับเงินค่าผลิตไฟฟ้าไม่ว่าจะมีการนำไฟฟ้านั้นออกมาใช้หรือไม่ก็ตาม
โดยต่อมา แม้สถานการณ์แสดงให้เห็นว่ามีโรงงานไฟฟ้าเอกชนมากเกินความจำเป็น แต่รัฐบาลยังมีการทำสัญญาให้เอกชนเปิดโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นการเอื้อประโยชน์ให้เอกชนได้รับประกันการลงทุน
ประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าจึงต้องรับภาระ “ค่าความพร้อมจ่ายไฟฟ้า” หรือ “ไม่ใช้ก็ต้องจ่าย” ที่รวมอยู่ในบิลค่าไฟฟ้าที่ผู้ใช้ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าในแต่ละรอบบิล มูลค่า “ไม่ใช้ก็ต้องจ่าย” มีประมาณกี่เปอร์เซ็นต์ของค่าไฟฟ้า
5. โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่เดินเครื่องไม่เต็มที่ เป็นโรงเล็กผลิตไฟฟ้าแทน
เมื่อโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ไม่ได้เดินเครื่องผลิตไฟฟ้าอย่างเต็มศักยภาพ เพราะกำลังผลิตไฟฟ้าล้นระบบ จึงถ่ายการผลิตไฟฟ้าไปให้โรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPPs) เดินเครื่องผลิตไฟฟ้าแทน
ตามประมาณการค่า Ft ในช่วงเดือน พ.ค. – ส.ค. 2565 ค่าไฟฟ้าของโรงฟ้าขนาดเล็กมีอัตราสูงถึง 4 บาทต่อหน่วย มีปริมาณไฟฟ้าที่ซื้อมากถึง 18,014 ล้านหน่วย เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 73,261 ล้านบาท นับเป็นอัตราค่าไฟฟ้า ปริมาณซื้อไฟฟ้า และเกิดเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงที่สุดในการซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าภาคเอกชนทั้งหมด
โดยโรงไฟฟ้าขนาดเล็กจากจำนวนทั้งหมด 155 โรง ไม่ได้เป็นโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนทั้งหมดอย่างที่เข้าใจกันโดยทั่วไป แต่เป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงมากถึง 76 โรง หรือคิดเป็น 49% ของจำนวน SPPs ทั้งหมด ซึ่งมีกำลังผลิตไฟฟ้ารวมกันประมาณ 6,200 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็น 66% ของกำลังผลิตไฟฟ้า SPPs ทั้งหมด
6. ราคาก๊าซธรรมชาติแพงขึ้น
ปริมาณก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยลดลงต่อเนื่อง ซึ่งก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงต้นทุนต่ำที่เคยใช้ผลิตไฟฟ้าจากเดิม 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เหลือ 200 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน หรือลดลง 20-30%
ประกอบกับปี 2565 LNG มีราคาแพง ซึ่งเป็นผลจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน และช่วงฤดูหราวของยุโรปมีความต้องการ LNG มาก และไทยต้องนำเข้า LNG ราคาแพงมาทดแทนปริมาณก๊าซต้นทุนต่ำจากอ่าวไทยที่ขาดหายไป
7. ไม่ได้ใช้ราคาก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย แต่ใช้ราคา Pool ก๊าซ ซึ่งแพงกว่า
ประชาชนไม่ได้ใช้ราคาก๊าซธรรมชาติที่ผลิตจากอ่าวไทยที่มีราคาต่ำที่สุด เมื่อเปรียบเทียบราคาก๊าซจากแหล่งอื่น ๆ แต่ต้องใช้ราคา Pool ก๊าซ หรือราคาผสมจากทุกแหล่ง ทั้งก๊าซที่ออกจากโรงแยกก๊าซ ก๊าซนำเข้าจากประเทศพม่าและ LNG ที่ขยับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซ้ำยังมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่าสถานีบริการและค่าผ่านท่อที่ขยับสูงขึ้นต่อเนื่องเช่นกัน
ขณะที่มีเพียงกลุ่มโรงแยกก๊าซธรรมชาติและกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเท่านั้นที่ได้ใช้ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยตามราคาก๊าซธรรมชาติในประเทศ ที่ไม่ต้องไปรวมในราคา Pool ก๊าซ จึงเป็นการใช้ก๊าซธรรมชาติในราคาที่ต่ำ
8. รัฐยังไม่การปรับแก้แผนการซื้อไฟฟ้าที่ล้นเกินไม่สอดคล้องกับสถานการณ์
รัฐยังไม่ตระหนักถึงปัญหาปริมาณไฟฟ้าสำรองที่ล้นเกินอย่างจริงจัง รัฐยังไม่มีการยังยั้งหรือลดการรับซื้อไฟฟ้าเพิ่มเติมเพื่อไม่ให้เกิดเป็นภาระต่อประชาชนอีก
แต่รัฐเดินหน้ารับซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนไฟฟ้าในประเทศลาวเข้ามาอีก 2 โรง คือ เขื่อนไฟฟ้าหลวงพระบาง มีอัตราค่าไฟฟ้า 2.8432 บาทต่อหน่วย และเขื่อนปากแบง อัตราค่าไฟฟ้า 2.9179 บาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นอัตราค่าไฟฟ้าที่สูงกว่าอัตราค่าไฟฟ้าฐานขายส่งของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่ 2.5683 บาทต่อหน่วย
จึงย่อมบ่งชี้ได้ว่าค่าไฟฟ้าที่ต้องจ่ายให้กับสองเขื่อนนี้เป็นภาระค่า Ft ของประชาชนในประเทศได้ในอนาคต นอกจากนี้การก่อสร้างโครงการเขื่อนทั้งสอง และเขื่อนอื่น ๆ ยังมีปัญหาการร้องเรียนจากผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและการอยู่อาศัยของประชาชนไทยและลาวตามมาอีกด้วย
ผลกระทบจากค่าไฟแพง
ค่าไฟฟ้าที่แพงขึ้นกระทบกับประชาชนทุกภาคส่วน ทั้งครัวเรือนและภาคธุรกิจ ส่งผลทำให้ค่าครองชีพของประชาชนเพิ่มขึ้น ประชาชนต้องรัดเข็มขัด ลดค่าใช้จ่ายส่วนอื่นเพื่อจ่ายค่าไฟ กระทบต่อเนื่องคือการบริโภคชะลอตัว เศรษฐกิจเติบโตช้า
ส่องนโยบาย ลดค่าไฟ 70 สตางค์ต่อหน่วย ของก้าวไกล
- ลดค่าไฟให้กับประชาชนได้อย่างน้อย 70 สตางค์ต่อหน่วย (เฉลี่ยบ้านละ 150 บาท)
- เปลี่ยนนโยบายพลังงาน ให้สัดส่วนก๊าซธรรมชาติที่กลุ่มปิโตรเคมี ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ใช้ก๊าซธรรมชาติที่มากที่สุดใช้อยู่ ต้องมาร่วมอยู่ใน Energy pool เพื่อให้อุตสาหกรรมปิโตรเคมีมาร่วมหารต้นทุนของก๊าซนำเข้า LNG ด้วย ซึ่งจะช่วยลดภาระต้นทุนก๊าซธรรมชาติสำหรับโรงไฟฟ้าลงไปได้ถึง 40,000 ล้านบาทต่อปี
- เปลี่ยนนโยบายให้อุตสาหกรรมหันไปใช้น้ำมันเตาเป็นเชื้อเพลิงแทนก๊าซธรรมชาติ โดยกำหนดนโยบายให้ ปตท. ที่อยู่ภายใต้การกำกับและบริหารของรัฐบาล ต้องตั้งราคาขายก๊าซธรรมชาติให้เป็นราคาเดียวกับ LNG พร้อมตั้งวงเงินสนับสนุนให้อุตสาหกรรม เปลี่ยนอุปกรณ์ Burner จากก๊าซเป็นน้ำมันเตาด้วย ซึ่งจะช่วยให้ประเทศไทยลดภาระต้นทุนค่าไฟฟ้าลงไปได้ 100,000 ล้านบาทต่อปี จากการลดการนำเข้า LNG สำหรับผลิตไฟฟ้า
- เจรจาสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับสัมปทานทุนใหญ่พลังงานใหม่ เพื่อลดต้นทุนที่เกิดขึ้นจากค่าความพร้อมจ่ายของโรงไฟฟ้าที่ไม่ได้เดินเครื่อง
ซึ่งจากนโยบายของก้าวไกล ที่จะมีการทบทวนสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับสัมปทานทุนใหญ่พลังงานใหม่ อาจจะกระทบผลกำไรของโรงไฟฟ้าที่ปัจจุบันได้สัมปทานอยู่
ข่าวล่าสุด 24 พ.ค. 2566 ปลัดกระทรวงพลังงานได้ให้ข้อมูลว่า ราคาไฟฟ้าน่าจะลดลงในอีกไม่ช้า เพราะราคาพลังงานตลาดโลก เริ่มคลี่คลายลง ทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG โดยราคา SPOT LNG อยู่ที่ประมาณ 10.5 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู เมื่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่ำลง ก็สามารถลดค่าไฟฟ้าได้ ไม่ว่าเร็ว ๆ นี้ พรรคไหนจะได้เป็นรัฐบาลก็ตาม
แต่อย่างที่เห็นกันว่า ค่าไฟแพงที่คนไทยเผชิญนั้นมาจากหลายสาเหตุ การที่ราคาพลังงานโลกลดลงอาจทำให้ค่าไฟถูกลงบางส่วน แต่หากส่วนอื่น ๆ ที่ก็เป็นปัจจัยค่าไฟแพงเช่นกัน ไม่ถูกสะสางปรับแก้ใหม่ให้เหมาะสมขึ้นในระยะยาว ปัญหาค่าไฟก็จะวนเวียนมากวนใจชาวไทยไม่เลิกราแน่นอน
อ่านเพิ่ม