นโยบายสุราก้าวหน้า ดูเหมือนจะมีวี่แววที่ชัดเจนและมีโอกาสเกิดขึ้นจริง หลังจากที่พรรคก้าวไกลกำลังอยู่ในช่วงจัดตั้งรัฐบาล ถึงแม้ว่าจะต้องรอลุ้นว่าจะมีเสียงรับรองนายกรัฐมนตรีครบ 376 เสียงหรือเปล่า
แต่ไม่ว่ายังไงก็ตาม สิ่งที่พี่ทุยอยากชวนทุกคนมาแกะรายละเอียดนั่นก็คือนโยบายสุราก้าวหน้า ที่สร้างเสียงฮือฮาที่พรรคก้าวไกลได้หาเสียงเอาไว้อีกนโยบาย จากที่ก่อนหน้านี้พูดถึงนโยบายค่าแรง 450 บาทไปแล้ว
พี่ทุยมาสรุปให้ฟังแบบเข้าใจง่าย ๆ กัน
นโยบายสุราก้าวหน้า มีไปทำไม ?
จุดประสงค์ที่ต้องมีเพราะต้องการแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ รวมทั้งเกษตรกรไม่มีอำนาจต่อรองในตลาด ด้วยการส่งเสริมการแปรรูปสินค้าเกษตร สร้างมูลค่าเพิ่มโดยนำผลผลิตทางการเกษตรไปใช้ในกระบวนการผลิตสุรา
ตัวอย่าง
- นำข้าวไปหมักเป็นเบียร์-สุรา
- นำพืชผลไม้ไปหมักเป็นไวน์
สิ่งที่จะได้กลับมา นั่นก็คือ
- ปลดล็อกให้ผู้ผลิตรายย่อยหรือชุมชนผลิตสุราได้ เพื่อให้ประโยชน์ตกมาสู่เกษตรกร
- ปลดล็อกศักยภาพและความสร้างสรรค์ของนักปรุงสุราในพื้นที่ต่าง ๆ ที่จะทำหน้าที่คิดค้นวิธีเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ทำให้เกษตรกรต้นน้ำมีรายได้สูงขึ้น
อ่านที่มาของนโยบายนี้ ได้ที่เว็บไซต์ของพรรคก้าวไกล
ผลผลิตเกษตรอะไรบ้างที่ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ ?
พี่ทุยต้องบอกว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เราดื่มได้เป็นเอทิลแอลกอฮอล์ (เอทานอล) ซึ่งผลิตได้จากการหมักคาร์โบไฮเดรต เช่น น้ำตาล แป้ง ดังนั้น พืช ผลไม้ต่าง ๆ ที่มีน้ำตาลหรือแป้งเป็นส่วนประกอบก็สามารถใช้ในกระบวนการผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ทั้งสิ้น
ตัวอย่างพืชที่ใช้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
- ข้าว (ข้าวบาร์เลย์ ข้าวไรย์ ข้าวสาลี)
- ข้าวโพด
- อ้อย
- องุ่น
- มัน (มันสำปะหลัง มันฝรั่ง มันเทศ)
- มะพร้าว
- ตาลโตนด
- ว่านหางจระเข้
- มะกอก
- เชอร์รี่
นี่เป็นแค่ตัวอย่างส่วนหนึ่งเท่านั้น จริง ๆ ยังมีพืช ผลไม้อีกเยอะเลยที่ใช้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ อยู่ที่ผู้ผลิตจะเลือกใช้อะไรเท่านั้นเอง
ทีนี้พี่ทุยจะพาไปดูกันว่า ตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของโลกเรามันกว้างใหญ่ขนาดไหน ถ้าเดินหน้านโยบายสุราก้าวหน้าแล้ว เราจะมีโอกาสสักแค่ไหนในตลาดนี้
ตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โลก
คาดการณ์ปี 2566
- มูลค่าตลาดแอลกอฮอล์ทั่วโลก = 1.6 ล้านล้านดอลลาร์
- เบียร์มีส่วนแบ่งตลาดสูงที่สุด = 6.1 แสนล้านดอลลาร์
- จีนเป็นตลาดที่สร้างรายได้จากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากที่สุดในโลก = 3.36 แสนล้านดอลลาร์
- 1 คนบนโลก ดื่มแอลกอฮอล์ 36.73 ลิตร สร้างรายได้ให้ตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 209.4 ดอลลาร์/คน
- ยอดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาจากออนไลน์ 6.6%
คาดการณ์ ปี 2566-2570
- ตลาด +5.42% ต่อปี
- ปี 2570 คาดว่า 42% ของมูลค่าการใช้จ่าย และ 25% ของปริมาณเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ดื่ม จะมาจากการบริโภคนอกบ้าน
- ปริมาณเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ดื่มในปี 2570 จะอยู่ที่ 3.06 แสนล้านลิตร
- คาดว่าปี 2567 ปริมาณเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะเติบโต 2.2%
ที่มา: เว็บไซต์ Statista
ตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในไทย
- มีแนวโน้มเติบโตค่อยเป็นค่อยไปตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า
- ผู้ผลิตไทยทยอยออกไปลงทุนตั้งฐานการผลิตในตลาดส่งออกหลัก ทำให้การส่งออกจากแหล่งผลิตในไทยมีความสำคัญน้อยลง
- ปี 2563 มีโรงงานผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในไทย 80 แห่ง คิดเป็น 19% ของโรงงานผลิตเครื่องดื่มทั้งหมด
- 49% ของโรงงานผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นโรงงานขนาดใหญ่ เน้นผลิตสุรา (แอลกอฮอล์ 28 ดีกรี) และเบียร์
- 51% ของโรงงานผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นโรงงานขนาดกลาง-เล็ก ผลิตสุราขาว สุราพื้นบ้านและไวน์
ส่วนแบ่งตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในไทย (ข้อมูลปี 2563)
เบียร์ (มูลค่า 260,000 ล้านบาท)
57.9% – บจก.บุญรอดบริวเวอรี่
34.3% – บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ
4.7% – บจก.ไทย เอเชียแปซิฟิค
3.1% – บริษัทอื่น ๆ
สุรา (มูลค่า 180,000 ล้านบาท)
59.5% – บมจ. ไทยเบฟเวอเรจ
8.0% – บจก.ดิอาจิโอ โมเอ็ท เฮนเนสซี่ (ประเทศไทย)
4.4% – บจก.รีเจนซี่ บรั่นดีไทย
28.1% – บริษัทอื่น ๆ
ที่มา: Krungsri.com
ภาพรวมการผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในไทย

ตลาดส่งออกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของไทย ปี 2565

ปัจจัยที่ส่งผลต่อตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในไทย ปี 2566
ปัจจัยบวก (+)
การฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว ทั้งจากนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ
ปัจจัยลบ (-)
การฟื้นตัวของกำลังซื้อในประเทศที่ยังเปราะบาง โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย กดดันความต้องการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้เติบโตต่ำกว่าคาดการณ์ได้
ที่มา: สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม
ถ้าดูจากข้อมูลตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งหมดในไทยที่พี่ทุยหยิบมานำเสนอ ก็จะพบว่าหลัก ๆ แล้วมีแค่ 2 ยักษ์ใหญ่ที่กินตลาดนี้ไปเกือบหมด ผู้ผลิตรายย่อยมีส่วนแบ่งตลาดน้อยมาก
รู้หรือไม่ ? รัฐบาลชุดก่อนก็ปรับปรุงกฎหมายการผลิตสุรามาแล้ว
ถ้าย้อนไปเมื่อปลายปี 2565 ที่ผ่านมา รัฐบาลชุดเดิมมีการปรับปรุงกฎกระทรวงการผลิตสุรา พ.ศ. 2565 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 2 พ.ย. 2565
โดยใจความหลัก ๆ ของกฎหมายฉบับนี้ คือ ส่งเสริมความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับสุรา รวมถึงปรับปรุงขั้นตอนและวิธีขอใบอนุญาตผลิตสุรา ซึ่งจะทำให้ผู้ผลิตสุรารายเล็ก ๆ เช่น ครัวเรือน ผลิตไม่เกิน 200 ลิตรต่อปี จะไม่นับว่าเป็นการผลิตเพื่อการค้า
รวมถึงการทำให้กลุ่มชุมชนมีโอกาสผลิตได้มากขึ้น เนื่องจากกฎกระทรวงฉบับนี้ เปิดทางให้ผู้ผลิตรายเล็ก ซึ่งก็คือ สุราชุมชนขนาดเล็ก สามารถขยายกำลังการผลิตเป็นผู้ผลิตระดับกลางได้ โดยเดิมกำหนดให้ผู้ผลิตรายเล็กใช้เครื่องจักรผลิตได้ไม่เกิน 5 แรงม้า กำลังคนไม่เกิน 7 คน
แต่ในกฎกระทรวงใหม่เปิดทางให้ผู้ผลิตรายเล็ก ขยายตัวเองเป็นผู้ผลิตขนาดกลางได้ โดยใช้เครื่องจักรผลิตได้มากกว่า 5 แรงม้า แต่ไม่เกิน 50 แรงม้า และมีกำลังคนมากกว่า 7 คน แต่ไม่เกิน 50 คนได้
กฎหมายนี้แตกต่างจาก นโยบายสุราก้าวหน้า ยังไง ?
ช่วงที่กฎหมายฉบับนี้ออกมาก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เหมือนกันว่า นี่เป็นกฎหมายที่ออกมาเพื่อเตะตัดขา กฎหมาย สุราก้าวหน้า ชัด ๆ
ซึ่งความแตกต่างก็คือ กฎหมายสุราก้าวหน้า จะเสนอแก้ไขที่ตัว พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต เนื่องจากมองว่า จะเป็นการเปิดเสรีที่ตรงจุดจริง ๆ ซึ่งพอเปลี่ยนรัฐบาลแล้วก็คงต้องมาติดตามกันว่า จะมีการแก้ พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต อีกหรือเปล่า
แน่นอนว่าทุกนโยบายก็มีทั้งคนที่สนับสนุนและคัดค้าน ซึ่งคนที่คัดค้านก็มองว่าจะเป็นการสนับสนุนให้ประชาชนมอมเมาหรือไม่ แต่ประเด็นนี้ทีมเศรษฐกิจของพรรคก้าวไกลอย่าง ศิริกัญญา ตันสกุล ตัวเต็ง รมต. การคลัง ก็ออกมาบอกว่า ยังมีการรณรงค์ไม่ให้ดื่มมากจนเกินไปอยู่เหมือนเดิม เพียงแต่สร้างทางเลือกให้เยอะขึ้น ส่งเสริมธุรกิจรายย่อยมากขึ้นเท่านั้นเอง
นโยบายสุราก้าวหน้า จะช่วยผู้ประกอบการสุรารายย่อยได้จริงมั้ย ?
นโยบายสุราก้าวหน้าจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยก้าวไกลได้จริงหรือเปล่า ก็คงขึ้นอยู่กับความสร้างสรรค์ของธุรกิจรายย่อยว่าถ้ามีการเปิดทางให้แล้ว จะมีการผลิตให้มีรสชาติถูกปากคนทั่วโลกได้มากแค่ไหน
เรื่องของรสชาติเป็นแค่ส่วนหนึ่ง แต่ช่องทางการจัดจำหน่ายก็เป็นสิ่งที่ต้องได้รับการส่งเสริมเช่นกัน เพราะถ้าของดี แต่ไม่มีช่องทางก็ขายไม่ออก ซึ่งก็เป็นโจทย์ที่ท้าทายของรัฐบาลชุดใหม่ ที่จะทำให้ปลาเล็กสู้กับปลาใหญ่ที่กินตลาดมาอย่างยาวนานได้หรือไม่
หรือว่าจะเป็นปลาใหญ่ที่ลงมาช่วยให้ปลาเล็กโกอินเตอร์ เหมือนที่ ปิติ ภิรมย์ภักดี ทายาทรุ่นที่ 4 ของบุญรอดที่ก็ออกมาสนับสนุนนโยบายนี้ที่พร้อมปรับตัวให้กับธุรกิจของตัวเองเช่นกัน
อ่านเพิ่ม
