ข่าว สงครามเมียนมา กลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง หลังจากกองกำลังกระเหรี่ยง KNU และฝ่ายต่อต้านรัฐบาลสามารถบุกยึดเมืองเมียวดี ซึ่งเป็นเมืองการค้าชายแดนสำคัญที่ของเมียนมาและมีอาณาเขตติดต่อกับอำเภอแม่สอด จังหวัดตากของไทยได้สำเร็จ
นำมาซึ่งแรงกระเพื่อมที่ต่อเนื่องในหลาย ๆ เหตุการณ์เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น กรณีการส่งเครื่องบินเหมาลำจากเมียนมามารับคนและสิ่งของที่หนีภัยสงครามกลับ ณ สนามบินแม่สอดของไทย ไปจนถึงประเด็นความเคลื่อนไหวการค้าขายบริเวณชายแดน
อย่างไรก็ดี หากว่ากันตามจริงแล้วสถานการณ์วิกฤตในเมียนมาไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ในระดับพื้นที่ตรงชายแดนอย่างเดียวเท่านั้น หากแต่มีความหมายลึกซึ้งต่อระบบเศรษฐกิจและปากท้องความเป็นอยู่ของชาวไทยทั้งประเทศในภาพรวมอยู่ไม่น้อยทีเดียว
วิกฤตในเมียนมาสำคัญกับประเทศไทยอย่างไร และกระทบกับเศรษฐกิจและปากท้องคนไทยแค่ไหน วันนี้พี่ไปรวบรวมมาให้แล้ว
เมียนมาแหล่งพลังงานสำคัญของไทย
แม้สถานการณ์สู้รบจะเป็นเรื่องภายในประเทศเมียนมา แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าด้วยความที่ไทยและเมียนมามีชายแดนติดกันยาวกว่า 2,000 กว่ากิโลเมตร ทำให้ปัญหาดังกล่าวกลายเป็นเรื่องสำคัญต่อไทยไปโดยปริยาย โดยเฉพาะในเชิงเศรษฐกิจและปากท้อง
เรื่องแรกเลยคือ “พลังงาน” เนื่องจากเมียนมาเป็นหนึ่งในแหล่งพลังงานนำเข้าสำคัญจากต่างประเทศ เพื่อนำมาผลิตกระแสไฟฟ้าใช้ในประเทศ โดยมีกำลังการผลิตสูงถึง 6,500 MW
เทียบให้เห็นภาพคือ เมียนมาเป็นแหล่งจ่ายไฟฟ้าให้กับความต้องการสูงสุดของไทยได้มากถึง 1 ใน 5 ของช่วงพีคในการใช้ไฟฟ้าในประเทศไทยเมื่อปี 2565 ซึ่งอยู่ที่ 33,177 MW เลยทีเดียว
ด้วยปริมาณการนำเข้าที่สูงมาก แต่ราคาไม่ได้แรงนักเมื่อเทียบกับแหล่งนำเข้าอื่น ๆ จึงทำให้ไทยพึ่งพาแหล่งก๊าซจากเมียนมามาก
ดังนั้นสถานการณ์สู้รบในเมียนมาจึงสำคัญกับไทย เพราะนี่อาจนำไปสู่การเปลี่ยนโฉมหน้ารัฐบาล หรือ รูปแบบการปกครอง ซึ่งก็จะทำให้สิทธิสัมปทานพลังงานเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม และนั่นก็จะกระทบต่อการเข้าถึงแหล่งพลังงานในราคาถูกของไทยไปด้วย หรือ อีกนัยหนึ่งคือคนไทยมีแนวโน้มต้องจ่ายค่าไฟแพงขึ้นนั่นเอง
และล่าสุด กลุ่มเชฟรอน ถอนการลงทุนโครงการยาดานา ในประเทศเมียนมา ที่ส่งก๊าซธรรมชาติเข้ามาในประเทศไทย ให้ปตท.สผ. ถือหุ้นใหญ่สุด ซึ่งสาเหตุการถอนการลงทุน ก็เนื่องจากสงครามในเมียนมาที่ปะทุขึ้นและละเมิดสิทธิมนุษยชน
สงครามเมียนมา ทำให้มีผู้อพยพตามชายแดน
เรื่องที่สอง การดูแลผู้อพยพ เพราะไทยเป็นที่พักพิงในการลี้หนีภัยสงครามอันดับต้น ๆ ของชาวเมียนมา แถมยังเป็นแหล่งหางานทำเพื่อยังชีพของชาวเมียนมาอีกด้วย
โดยข้อมูลกระทรวงแรงงานเผยว่ามีแรงงานเมียนมาที่ทำงานในประเทศไทยสูงถึง 1.8 ล้านคน ซึ่งหากนับรวมกับแรงงานที่ไม่ได้อยู่ในระบบอย่างเป็นทางการจะมากกว่านี้อีก
การหลั่งไหลเข้ามาของผู้คนจากเมียนมาเป็นจำนวนมาก สร้างความท้าทายต่อระบบการจัดการและดูแลผู้อพยพของประเทศไทยเป็นอย่างมาก เพราะการดูแลดังกล่าวใช้ต้นทุนที่สูง ทั้งข้าวปลาอาหาร ยาเวชภัณฑ์ และของใช้จำเป็นต่าง ๆ
ดังนั้น ภาวะสงครามในเมียนมาจึงส่งผลกระทบต่องบประมาณของไทยที่อาจต้องแบ่งไว้มาดูแลเหล่าผู้ลี้ภัยสงครามเหล่านี้
นอกจากนี้ การลี้ภัยสงครามของชาวเมียนมายังกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาอสังหาริมทรัพย์ในไทยสูงขึ้นอีกด้วย เพราะในช่วงไตรมาส 1 ที่ผ่านมามีข่าวว่าชาวเมียนมามาเหมาซื้อห้องชุดและคอนโดหรูในไทยต่อหน่วยสูงสุด เฉลี่ย 6.5 ล้านบาทต่อหน่วย สะท้อนชัดว่าเหล่าเศรษฐีและผู้มั่งมีในเมียนมากำลังขนทรัพย์สินเงินทองมาเก็บไว้ในไทยกันแล้ว และมีแนวโน้มว่าจะมากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วย
แหล่งนำเข้าสินค้าเกษตรและประมง
เรื่องที่สาม “สินค้าเกษตร ประมง และไม้” ล้วนเป็นสินค้าสำคัญที่ไทยนำเข้าจากเมียนมา แต่ด้วนภาวะสงคราม และการเปลี่ยนขั้วโฉมหน้าผู้ถืออำนาจรัฐ โดยเฉพาะตามเมืองบริเวณตะเข็บชายแดนเมียนมา-ไทย อาจทำให้ระบบการค้า และรูปแบบการเสียภาษีต่าง ๆ แตกต่างไปจากเดิมที่เคยจ่ายหรือเคยตกลงไว้ในระดับรัฐบาล
ความหมายคือความตกลงเดิมที่รัฐบาลไทยและเมียนมายึดถือมาตลอด โดยเฉพาะการเป็นเขตหารค้าเสรีอาเซียนร่วมกัน ซึ่งจะไม่คิดภาษีนำเข้า ยกเว้นบางรายการ อาจต้องเปลี่ยนไป เช่น การจ่ายภาษีให้กับชนกลุ่มน้อยที่ถือครองอำนาจตรงบริเวณชายแดน เป็นต้น
ดังนั้นระบบการค้าและนำเข้าสินค้าจากเมียนมาอาจเปลี่ยนแปลงรูปโฉมไปจากสถานการณ์สงครามที่กำลังเกิดขึ้นนี้
ผลของ สงครามเมียนมา เหตุการณ์ที่เมียวดี
นับเป็นความเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายในเชิงยุทธศาสตร์อย่างมาก เพราะเมืองเมียวดีเป็นเมืองการค้าชายแดนสำคัญระหว่างไทย-เมียนมา โดยมีมูลค่าการค้าชายแดนสูงเป็นอันดับที่ 3 รองจากด่านศุลกากรสะเดา ที่ 1.3 แสนล้านบาท
ซึ่งเหตุการณ์นี้อาจทำให้ปริมาณการค้าสะดุดลงชั่วคราวในช่วงสั้น ๆ เพราะฝ่ายไทยคงต้องประเมินดูท่าทีและความปลอดภัยในฝั่งเมียนมาเป็นสำคัญ
ส่วนในระยะยาว ถ้ากองกำลังกระเหรี่ยงสามารถสถาปนาอำนาจรัฐได้อย่างเต็มที่แล้ว คงต้องถึงเวลาที่รัฐบาลไทยอาจต้องมีความตกลงเป็นการเฉพาะเพื่อทำการค้าและการลงทุนกับอำนาจรัฐใหม่ในเมืองเมียวดี และเมืองอื่น ๆ ที่จะไม่ได้ขึ้นอยู่กับรัฐบาลกลางของเมียนมา
จุดยืนของไทย
เป็นเรื่องที่น่าลำบากใจยิ่งสำหรับรัฐบาลไทยต่อการวางตัวในสถานการณ์เช่นนี้
เพราะหากจะยึดหลักความสัมพันธ์อันดันระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาล ก็ดูจะไปต่อได้ยาก หลังจากที่เหล่าบรรดาเมืองตามชายแดนตกไปอยู่ในมือของกลุ่มชาติพันธุ์และฝ่ายต่อต้านรัฐบาลกันไปเยอะแล้ว
แต่ครั้นจะมาปฏิสัมพันธ์กับชาติพันธุ์และกลุ่มต่อต้านรัฐบาลก็อาจทำให้รัฐบาลกลางของเมียนมขุ่นข้องหมองใจเอาได้ และพลอยจะทำให้ความตกลงต่าง ๆ ที่ทำไว้ในระดับรัฐบาลเกิดปัญหา
ดังนั้นท่าทีที่ดีสุดสำหรับไทยคือการติดต่อและข้องเกี่ยวอย่างระมัดระวัง โดยสนับสนุนให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน แล้วแก้ปัญหาด้วยกันบนความสันติ และยึดประโยชน์ประชาชนเป็นที่ตั้ง
ด้วยเหตุนี้ปัญหาสงครามในเมียนมาจึงไม่ใช่แค่เรื่องของเมียนมาอย่างเดียว หากแต่มีผลกระทบมาถึงไทย และปากท้องของประชาชนไทยไปเกี่ยวข้องด้วย
อ่านเพิ่ม
