ตั้งแต่เปิดปี 2567 มา ราคาทองคำก็ยังคงเดินหน้าขึ้นแบบไม่หยุดยั้ง ใครจะไปคิดว่า วันนี้จะซื้อทองคำสักบาท ต้องใช้เงินมากกว่า 36,000 บาท ซึ่งก็คือเท่าตัวหนึ่งเลยเมื่อเทียบกับเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ซึ่งถ้าไปดูราคาทองคำในตลาดโลก ณ ปัจจุบัน กับ 10 ปีก่อน ก็ปรับขึ้นมาไกลจริง ๆ วันนี้พี่ทุยเลยอยากชวนทุกคนมา วิเคราะห์ราคาทองคำ 2567 กันหน่อยว่า ราคาทองคำปรับขึ้นไปเพราะอะไรกัน และปีนี้และปีหน้าราคาทองมีแนวโน้มพุ่งขึ้นอีกแค่ไหน หรือหมดรอบแล้ว
ทั้งนี้ หากดูเฉพาะในปี 2567 นับตั้งแต่ต้นปี ถึงวันที่ 17 มี.ค. 2567 ตามข้อมูลของเว็บไซต์ macrotrend พบว่า ราคาทองคำในตลาดโลก ปรับขึ้นมาประมาณ 4.5% แล้ว โดยในช่วงที่ราคาปรับขึ้นไปสูงสุดในระดับ 2,183.49 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เคยให้ผลตอบแทนสูงถึง 5.75%
ถ้าดูจากข้อมูลนี้ ก็จะเห็นได้ว่า ราคาทองคำในเดือน มี.ค. ปรับขึ้นมามากพอสมควรเมื่อเทียบกับเดือน ก.พ. จะเรียกว่า ทำสถิติสูงสุดใหม่ในประวัติศาสตร์อย่างไม่หยุดยั้งก็ได้
เปิดโครงสร้างตลาดทองคำ ที่กำหนดราคาทอง
ทั้งนี้ ก่อนที่พี่ทุยจะส่องที่มาที่ไปของราคาทองคำที่ขยับขึ้นมาต่อเนื่องนี้ ขอชวนทุกคนมาทบทวนกันอีกครั้งว่า โครงสร้างตลาดทองคำนั้น มีใครมาเกี่ยวข้องบ้าง เพราะผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในตลาดทองคำเหล่านี้นี่แหละที่มีส่วนทำให้ราคาทองคำปรับขึ้นหรือลงได้
สำหรับกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับตลาดทองคำนั้นมี 3 ส่วนด้วยกัน
1. กระบวนการก่อนจะกลายเป็นทองคำแท่ง
ในกระบวนการนี้ เริ่มจากการขุดค้นหาโดย บริษัทเหมืองแร่ ทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก และนักขุดทองทั่วไป ก่อนจะนำทองคำที่ค้นพบมาร่อนแร่ ผลิตและหลอมออกมาเป็นทองคำแท่งเพื่อเข้าสู่ตลาดค้าทองคำแท่ง
2. กระบวนการค้าทองคำแท่ง ซึ่งจะดำเนินการผ่านตลาดที่เจรจาซื้อขายกันเอง (OTC) ได้แก่ ตลาดลอนดอน และซูริก กับตลาดแลกเปลี่ยนโลหะ เช่น SGE, DGCX, LME
3. กระบวนการนำไปใช้งาน ซึ่งจะแบ่งเป็น 3 กลุ่มย่อย คือ
3.1) นำไปประดิษฐ์ เช่น นำไปทำเป็นเครื่องประดับ ไปเป็นส่วนประกอบอยู่ในสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เป็นส่วนหนึ่งในอุปกรณ์สำหรับทันตกรรม และอื่น ๆ เป็นต้น จากนั้นก็จะนำไปจำหน่าย ให้กับผู้ค้าส่ง เพื่อกระจายต่อไปยังผู้ค้าปลีก และขายต่อให้กับผู้บริโภค และในที่สุดก็จะถูกนำไปรีไซเคิล จากการถูกขายต่อให้โรงจำนำ หรือผู้ขายเศษเหล็ก
3.2) นำไปเป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงิน โดยบริษัทที่ให้บริการทางการเงิน ก็จะมีการสร้างกองทุนรวมดัชนี (ETF) ซึ่งอ้างอิงกับทองคำขึ้นมา เพื่อนำไปซื้อขายผ่านตลาดหุ้น เช่น NYSE หรือตลาดซื้อขายล่วงหน้า (ฟิวเจอร์ส) เช่น COMEX, TOCOM โดยมีนักลงทุนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ และผู้ให้บริการด้านการลงทุนเป็นผู้ซื้อจำหน่าย
3.3) นำไปใช้งานเลย โดยในกลุ่มนี้ ผู้ใช้งาน ได้แก่ ธนาคารกลาง ที่ซื้อทองคำเพื่อเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศ และกองทุนความมั่งคั่งของประเทศ ที่นำรายได้ส่วนเกินของรัฐบาลเข้ามาซื้อทองคำเพื่อลงทุนสร้างความมั่งคั่งให้กับประเทศ
จากข้อมูลของ World Gold Council พบว่า ในปี 2022 สัดส่วนการซื้อทองคำนั้น มาจาก กลุ่มจิวเวลลี่ (ค้าเพชรพลอย) 46% การลงทุนส่วนบุคคล 22% ถือครองโดยทางการ 17% และอื่น ๆ 15% จากทองคำทั้งหมดที่มีประมาณ 208,874 ตัน
ปี 2566-2567 ทองแพงเพราะใครกัน
ทั้งนี้ WorldGold Council สรุปสถานการณ์ความต้องการและราคาทองคำในปี 2566 ที่ผ่านมาไว้ว่า ถ้าดูความต้องการซื้อทองคำในปี 2566 ที่ไม่นับรวมการตั้งโต๊ะซื้อขายระหว่างกันนั้นอยู่ที่ 4,448 ตัน ลดลง 5% จากปีก่อนหน้า แต่ถ้านับรวมด้วย ก็จะอยู่ที่ 4,899 ตัน ทำสถิติสูงสุดใหม่ โดยการลงทุนเป็นตัวแปรสำคัญที่สนับสนุนให้ราคาทองคำเฉลี่ยในปี 2566 สูงเป็นประวัติการณ์
ขณะที่ ธนาคารกลาง ยังคงซื้อทองคำเข้าเป็นทุนสำรองต่อเนื่องจากปี 2565 โดยความต้องการซื้อทองคำในปี 2566 มาจากธนาคารกลาง 1,037 ตัน ซึ่งเป็นระดับความต้องการสูงอันดับ 2 เป็นรองจากปี 2565 เพียง 45 ตันเท่านั้น
ในส่วนของ ETF ในปี 2566 ยังคงเป็นยอดเงินไหลออก โดยคิดเป็นการขายสุทธิทองคำ 244 ตัน หลัก ๆ แล้วเงินที่ไหลออกมาจากตลาดยุโรป ในขณะที่ความต้องการซื้อจากจีนกลับเพิ่มขึ้น หลังโควิด-19 โดยความต้องการจากจีนนั้น เพิ่มขึ้น 28% เป็น 280 ตัน ส่วนในอินเดีย เพิ่มขึ้น 185 ตัน ตุรกี 160 ตัน และสหรัฐฯ 113 ตัน
สำหรับตลาดจิวเวลลี่โลกนั้น ถือว่ามีความยืดหยุ่นท่ามกลางราคาที่สูงเป็นประวัติการณ์ โดยมีจีนเป็นผู้เล่นหลักในตลาดนี้ ที่มีความต้องการทองคำเพิ่มขึ้น 17% ขณะที่ความต้องการจากอินเดีย ลดลง 9%
ทางด้านการขุดค้นหาและผลิตทองคำในปี 2566 ค่อนข้างทรงตัว เพิ่มขึ้นเพียง 1% ส่วนการรีไซเคิล นำทองคำเก่ากลับมาหลอมใหม่นั้น เพิ่มขึ้น 9% ต่ำกว่าที่คาดการณ์ จึงมีส่วนที่ทำให้ราคาทองคำสูงขึ้น
วิเคราะห์ราคาทองคำ 2567
ส่วนปัจจัยที่จะส่งผลต่อราคาทองคำในปี 2567 ได้แก่ นโยบายการเงิน ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยความขัดแย้งทางการค้าที่เกิดขึ้นบนโลก รวมถึงการเลือกตั้งในมากกว่า 60 พื้นที่ทั่วโลก ที่เกิดขึ้นในปี 2567 จะทำให้นักลงทุนมองหาทองคำ ในฐานะที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe haven) มากเป็นประวัติการณ์อีก
โดยเฉพาะธนาคารกลาง ที่มักจะซื้อทองคำเพิ่มขึ้นในช่วงเวลาที่มีวิกฤต ซึ่งในปีนี้ก็คาดว่าความต้องการที่มาจากธนาคารกลางจะสูง และชดเชยความต้องการของผู้บริโภคที่ชะลอตัวเนื่องจากราคาทองคำสูงขึ้นมากและเศรษฐกิจเติบโตชะลอตัวได้
ธนาคารกลางไหนบ้างที่ตุนทองคำ ดันความต้องการตลาดเพิ่ม
อย่างที่รายงานของ World Gold Council บอกว่า ธนาคารกลางนั้น มีส่วนสำคัญค่อนข้างมากทีเดียวกับการทำให้ความต้องการทองคำเพิ่มขึ้นในปีที่ผ่านมา และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในปีนี้ มาดูกันดีกว่าว่า ธนาคารกลางที่ไหนบ้างเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ที่ผลักดันตลาดในเวลานี้
จากข้อมูลของ World Gold Council พบว่า ในเดือน ม.ค. 2567 ธนาคารกลางทั่วโลกมีการซื้อทองคำเข้าไปเป็นทุนสำรองเพิ่มขึ้นแล้วถึง 39 ตัน โดยมีตุรกี และจีน เป็นผู้นำการซื้อ
ถ้านับดูการเข้าซื้อขายทองคำในทุนสำรองระหว่างประเทศตั้งแต่ปีที่ผ่านมา จนถึงเดือน ม.ค. 2567 ก็พบว่า ธนาคารกลางซื้อสุทธิติดต่อกัน 8 เดือนแล้ว
วิเคราะห์ราคาทองคำ 2567 : สรุปข้อมูลการซื้อทองคำเป็นทุนสำรองในเดือน ม.ค. 2567 ของธนาคารกลาง แต่ละแห่งที่เป็นผู้ซื้อรายสำคัญ
- ธนาคารกลางตุรกี ซื้อเพิ่ม 12 ตัน ถือครองทองคำรวม 552 ตัน
- ธนาคารกลางจีน ซื้อสุทธิทองคำต่อเนื่อง 10-15 ตันต่อเนื่อง โดยถือครองทองคำรวม 2,245 ตัน เพิ่มขึ้นเกือบ 300 ตัน เมื่อเทียบกับสิ้นเดือน ต.ค.2565
- ธนาคารกลางอินเดีย ซื้อทองคำเพิ่ม 9 ตัน ทำให้ยอดถือครองทองคำอยู่ที่ 812 ตัน โดยเดือน ม.ค. 2567 ถือเป็นเดือนแรกที่มีทองคำในทุนสำรองเพิ่มขึ้น นับตั้งแต่เดือน ต.ค. 2566 และมีมากที่สุดนับตั้งแต่ ก.ค. 2022
- ธนาคารกลางคาซัคสถาน ซื้อทองคำ 6 ตัน เป็นเดือนแรกที่ซื้อเพิ่มนับตั้งแต่เดือน ม.ค. 2566
- ธนาคารกลางจอร์แดน ซื้อทองคำ 3 ตัน ในเดือน ม.ค. 2567 เป็นการซื้อต่อเนื่องเดือนที่สอง ส่งผลให้ถือครองทองคำรวม 75 ตัน
- ธนาคารกลางเช็ค ซื้อทองคำเพิ่ม 2 ตัน เป็นการซื้อต่อเนื่องเดือนที่ 11 ซึ่งเมื่อรวมแล้ว การซื้อต่อเนื่องนี้ทำให้ทองคำในทุนสำรองเพิ่มขึ้น จาก 12 ตัน เป็นมากกว่า 32 ตัน หรือ +170%
- ธนาคารกลางที่ขายสุทธิทองคำจากทุนสำรอง มีไม่มาก โดยแรงขายหลักมาจาก ธนาคารกลางรัสเซีย ที่ทองคำในทุนสำรองลดลงไป 3 ตัน
จากข้อมูลการซื้อขายทองคำในทุนสำรองที่เกิดขึ้นในเดือน ม.ค.2567 นั้น ทำให้ World Gold Council คาดการณ์ว่า ปีนี้จะเป็นอีกปีที่ความต้องการทองคำจากธนาคารกลางค่อนข้างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะธนาคารกลางจากตลาดเกิดใหม่ ซึ่งนับตั้งแต่ปี 2553 ธนาคารกลางตลาดเกิดใหม่นั้นมีกลยุทธ์ระยะยาวในการสะสมทองคำเพิ่มขึ้นมาตลอด
ทั้งนี้ World Gold Council มีการทำสำรวจธนาคารกลางต่างๆ เกี่ยวกับปัจจัยที่ทำให้ธนาคารกลางยังคงซื้อทองคำเป็นทุนสำรองเพิ่มขึ้น โดยพบว่า ปัจจัยสำคัญ ๆ คือ ธนาคารกลางมองว่า การถือทองคำจะสามารถรักษามูลค่า ตอบสนองต่อภาวะวิกฤตได้ รวมทั้งช่วยกระจายความเสี่ยง รับมือกับเงินเฟ้อได้
กราฟแสดงการซื้อสุทธิทองคำเป็นทุนสำรองของธนาคารทั่วโลก ซึ่งพบว่าซื้อต่อเนื่อง 8 เดือนแล้ว (มิ.ย. 2566 – ม.ค. 2567)
ในเมื่อธนาคารกลางมีแนวโน้มซื้อทองคำเป็นทุนสำรองเพิ่มแบบนี้ ซึ่งพบว่าซื้อต่อเนื่อง 8 เดือนแล้ว (มิ.ย. 2566 – ม.ค. 2567) ลองมาดูกันดีกว่าว่า ความต้องการทองคำส่วนอื่น ๆ กันดีกว่า
สำหรับการซื้อขาย ETF ทองคำ จากข้อมูลของ Goldmand Sachs พบว่า ในอดีตการถือ ETF ทองคำมักจะได้รับแรงกระตุ้นมาจากเหตุการณ์ความเสี่ยงที่สำคัญ และในวงจรที่นโยบายกาารเงินผ่อนคลาย ซึ่งนักวิเคราะห์ของ Goldman Sachs คาดการณ์ว่า การถือครอง ETF ทองคำจะกลับมาปรับขึ้นอีกครั้งหลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เริ่มลดดอกเบี้ย ซึ่งน่าจะเกิดขึ้นในช่วงต้นเดือน พ.ค. 2567
ในส่วนของความต้องการซื้อทองคำของรายย่อยสามารถผลักดันราคาโลหะให้สูงขึ้นได้ ขณะเดียวกัน จากการที่ประชาชนในประเทศตลาดเกิดใหม่มีรายได้เพิ่มขึ้น มีความมั่งคั่งมากขึ้น ก็เป็นอีกปัจจัยที่ผลักดันความต้องการทองคำ โดยเฉพาะในกลุ่มจิวเวลลี่ อย่างเช่น กลุ่มผู้บริโภคอินเดีย ที่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในความต้องการจิวเวลลี่ นอกจากนี้ ทองคำยังได้รับแรงสนับสนุนจากการขาดการลงทุนทางเลือกในบางประเทศ ที่มีการเปลี่ยนแปลงใหญ่ด้านนโยบาย เช่น ตุรกี และจีน ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
ทั้งนี้ Goldman Sachs คาดการณ์ไว้ในเดือน ก.พ. 2567 ว่า ราคาทองคำยังมีแนวโน้มไต่ระดับขึ้นต่อได้ประมาณ 6% ใน 12 เดือนข้างหน้า หรือไปอยู่ที่ 2,175 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากปัจจัยเรื่องการลดดอกเบี้ยนโยบายของ Fed ขณะที่ความเสี่ยงที่ราคาทองคำจะปรับลดลงมีจำกัด ด้วยปัจจัยสนับสนุนจากการซื้อทองคำของธนาคารกลางที่ยังแข็งแกร่ง ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังสูง ความต้องการลงทุนทองคำของรายย่อยที่อยู่ในช่วงใกล้ฟื้นตัว และความต้องการทองคำของรายย่อย ที่มีแรงขับเคลื่อนมาจากความมั่งคั่งที่สูงขึ้น
ขณะที่ J.P.Morgan Research คาดการณ์ว่า ราคาทองคำมีแนวโน้มปรับขึ้น จากการที่ Fed จะลดดอกเบี้ย โดยคาดว่า Fed จะลดดอกเบี้ยตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2567 เป็นต้นไป ซึ่งการลดครั้งนี้ น่าจะลดรวม 1.25% โดยคาดว่าจะเป็นแรงส่งสำคัญที่ทำให้ราคาทองคำจะปรับขึ้นไปสู่ระดับสูงสุดใหม่อีกครั้ง ที่ 2,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในปี 2568
คาดการณ์ราคาทอง ปี 2024-2025
ผู้ค้าทองคำไทย วิเคราะห์ราคาทองคำ 2567 มองระยะยาวยังมีทิศทางเป็นบวกอยู่
คราวนี้กลับมาดูที่ไทยกันบ้างดีกว่าว่า หลังจากเห็นราคาทองคำยังทะยานต่อเนื่อง แล้วประเมินทิศทางราคาทองคำในอาคตยังไง โดย ศูนย์วิจัยทองคำ เปิดเผยในรายงานดัชนีความเชื่อมั่นราคาทองคำเดือน มี.ค. 2567 ว่า ผู้ค้าทองคำรายใหญ่ มองว่า หลังจากราคาทองคำทำจุดสูงสุดใหม่ ในระยะสั้นอาจจะมีแรงขายทำกำไรสลับออกมาบ้าง
แต่ภาพรวมแล้วราคาทองคำระยะยาวยังมีทิศทางเป็นบวกอยู่ ด้วยปัจจัยสนับสนุนจากดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มเป็นขาลง และเศรษฐกิจที่ผันผวนในสหรัฐฯ ประกอบกับธนาคารกลางทั่วโลกถือครองทองคำเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ขณะที่ ศูนย์วิจัยทองคำ ยังได้ทำการสำรวจมุมมองของฝั่งผู้เชี่ยวชาญ และนักลงทุนในตลาดทองคำ ว่ามีมุมมองต่อทิศทางราคาทองคำอย่างไรบ้าง สำหรับการซื้อขายทองคำในระหว่างวันที่ 18-24 มี.ค. 2567 ก็พบว่า ทั้ง 2 ฝั่งยังมองราคาทองคำมีโอกาสปรับขึ้นต่อไปอีกเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็เริ่มมีบ้างแล้วที่คิดว่า ราคาทองจะปรับลดลงมาบ้าง
หลังจากนี้ก็คงต้องมาติดตามกันว่า ราคาจะไปในทิศทางขึ้นหรือลง ไม่แน่ใจว่า เร็ว ๆ นี้ เราอาจจะต้องซื้อทองแท่งกันในราคาบาทละ 40,000 บาทก็ได้
อ่านเพิ่ม
