โครงการ “คนละครึ่ง” 4 เฟสที่ผ่านมา ช่วยเศรษฐกิจมากแค่ไหน - แล้ว “เฟส 5” เป็นยังไง ?

โครงการ “คนละครึ่ง” 4 เฟสที่ผ่านมา ช่วยเศรษฐกิจมากแค่ไหน – แล้ว “เฟส 5” เป็นยังไง ?

3 min read  

ฉบับย่อ

  • โครงการคนละครึ่ง 4 รอบที่ผ่านมาถือว่าช่วยกอบกู้เศรษฐกิจไทยได้มากอยู่ เพราะช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยประชาชนได้มากถึง 4.36 แสนล้านบาท ครอบคลุมประชาชนกว่า 26.38 ล้านคน
  • โครงการรอบที่ 5 อาจไม่ปังเหมือนที่ผ่านมา เพราะเงินต่อหัวได้น้อยลง แถมเงื่อนไขปัจจุบันต่างออกไปจากปีที่ผ่านมาทั้งเงินเฟ้อและหนี้สิน
  • ความคุ้มค่าในภาพรวมค่อประเทศชาติบ้านเมืองยังไม่สามารถตอบได้ชัด ๆ ในตอนนี้ แต่พี่ทุยขอให้แง่คิดว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ที่ใช้อยู่ในโครงการมาจากการกู้หนี้ยืมสินของรัฐบาล ดังนั้นพึงใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง และคำนึงถึงความจำเป็นเป็นหลัก 

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

ประกาศออกมาแล้วสำหรับโครงการ “คนละครึ่ง เฟส 5” หลังคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 26 ก.ค.2565 ซึ่งในรอบนี้จะต่างออกไปจากรอบที่ผ่านมาหน่อยก็ตรงที่ ยอดเงินที่จะได้รับโดนลดลงมาเหลือที่ 800 บาทต่อคน แต่นอกนั้นแนวทางยังคงเดิมหมด ใช้งบประมาณแผ่นดินทั้งสิ้น  6,227 ล้านบาท ครอบคลุมผู้มีสิทธิ 26.5 ล้านคน 

ที่ผ่านมาโครงการคนละครึ่งมีส่วนช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนไม่น้อยเลยทีเดียว แถมยังช่วยพลิกฟื้นกิจกรรมการซื้อการขายสินค้าให้แก่ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก รวมถึงราย่ยอยให้กับมาคึกคักขึ้น จนทำให้หลายต่อหลายคนเรียกร้องให้รัฐบาลทำโครงการนี้ออกมาอย่างต่อเนื่อง

วันนี้พี่ทุยจะพาย้อนไปดูว่า 4 ครั้งที่ผ่านมา โครงการคนละครึ่งของรัฐบาลประสบความสำเร็จแค่ไหน และเฟสที่ 5 จะปังหรือไม่ โดยเฉพาะการลดวงเงินที่ให้ต่อหัวเหลือเพียง 800 บาท

โครงการฯ 4 เฟสที่ผ่านมาประสบความสำเร็จแค่ไหน

ประเดิมด้วยเฟสที่ 1 เดือน ต.ค. – ธ.ค. 2563 โดยรัฐให้เงินคนละ 3,000 บาท ใช้วงเงินงบประมาณทั้งสิ้น 20,922 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลเคลมว่า สามารถช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนได้ 49,049.8 ล้านบาท และมีผู้ใช้จ่ายที่เข้าร่วมโครงการประมาณ 9.5 ล้านคน 

เฟสที่ 2 เดือน ม.ค. – มี.ค. 2564 โดยรัฐบาลเพิ่มขึ้นเป็นคนละ 3,500 บาท ใช้งบประมาณไป 20,635 ล้านบาท แต่ผู้ที่จะได้รับวงเงินเต็มจะเป็นผู้เข้าร่วมโครงการครั้งแรก แต่ผู้ที่ได้รับสิทธิมาแล้วตั้งแต่เฟสแรกจะได้รับเพิ่ม 500 บาท ทั้งนี้ รัฐบาลเคลมว่าช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนได้กว่า 102,065 ล้านบาท มีผู้ใช้จ่ายที่เข้าร่วมโครงการกว่า 14 ล้านคน 

เฟสที่ 3 เดือน มิ.ย. – ธ.ค. 2564 ภาครัฐให้ที่ 3,000 บาท แต่รอบนี้แบ่งเป็นทยอยให้ โดยรอบ 3 เดือนแรก (ก.ค – ก.ย 2564) ให้ 1,500 บาท และอีก 3 เดือนหลัง (ต.ค – ธ.ค 2564) รวมทั้งปรับระบบให้ชำระผ่านผู้ให้บริการส่งอาหารในแพลตฟอร์มต่าง ๆ ได้ ใช้วงเงินรวม 28,885 ล้านบาท  ซึ่งสร้างเม็ดเงินให้หมุนเวียนในระบบรวมที่ 223,921 ล้านบาท แถมยังมีผู้ใช้สิทธิรวมเพิ่มขึ้นอีกกว่าเท่าตัวที่ 26.35 ล้านคน

เฟสที่ 4 เดือน ก.พ. – เม.ย. 2565 ภาครัฐปรับลดวงเงินเหลือคนละ 1,200 บาท  ใช้งบประมาณไปทั้งสิ้น 8,070 ล้านบาท สร้างเม็ดเงินจากการจับจ่ายใช้สอยที่ 61,835.1 ล้านบาท มีผู้เข้าร่วมรวมเป็น 26.38 ล้านคน  

กล่าวโดยสรุปคือ หลังจากดำเนินโครงการคนละครึ่งมาได้เกือบ 2 ปี สามารถกระตุ้นเม็ดเงินให้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้กว่า 436,870.8 แสนล้านบาท ครอบคลุมประชาชนกว่า 26.38 ล้านคน

โครงการ “คนละครึ่ง” 4 เฟสที่ผ่านมา ช่วยเศรษฐกิจมากแค่ไหน - แล้ว “เฟส 5” เป็นยังไง ?

หากว่ากันตามทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์แล้วพี่ทุยก็ถือว่าโครงการคนละครึ่ง 4 รอบที่ผ่านมา ประสบผลสำเร็จอย่างได้เป็นอย่างดี เพราะเงินที่รัฐลงทุนไปสามารถสร้างโอกาสและเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจให้งอกเงยขึ้นมาได้มากกว่าเงินที่รัฐอัดเข้าไปตามหลัก Multiplier effect

คนละครึ่ง เฟส 5 จะปังแค่ไหน

อย่างไรก็ดี ผลจากการเปิดตัวโครงการคนละครึ่งในรอบที่ 5 หลายคนต่างจับตากันว่าโครงการคนละครึ่ง เฟสที่ 5 จะสามารถช่วยได้มากแค่ไหน 

เพราะต้องไม่ลืมว่าวงเงินที่ได้รับน้อยลงไปมากเมื่อเทียบกับช่วงแรก ๆ แถมเงื่อนไขและบริบททางเศรษฐกิจที่ต้องเผชิญทุกวันนี้แตกต่างจากปีที่ผ่าน ๆ มาอย่างชัดเจน ทั้งข้าวของเครื่องใช้ที่แพงขึ้น หนี้สินที่พอกพูนขึ้นมาจากในช่วงโควิด-19  และไหนจะต้องเผชิญความเสี่ยงจากโรคระบาดฝีดาษลิง ซึ่งล้วนกระทบต่ออำนาจการซื้อของประชาชนในตลาดทั้งสิ้น

ดังนั้นในมุมมองของพี่ทุยจึงเห็นว่าโครงการดังกล่าวในเฟสที่ 5 คงทำได้เพียงแค่ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนไปได้ชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น

“คนละครึ่ง” คุ้มค่าจริงหรือไม่

สิ่งที่พวกเราทุกคนต้องตระหนักให้ดีคือที่มาของเงินเพื่อใช้ทำโครงการดังกล่าวนั้นไม่ใช่เงินที่ได้มาฟรี ๆ หากแต่เกิดจากเงินกู้ที่รัฐบาลไปหยิบยืมมาผ่านการออกกฎหมายกู้เงินกว่า 1.5 ล้านล้านบาท 

ซึ่งหากทุกคนจำกันได้ดี ในช่วงปีกลาง 2563 และกลางปี 2564 รัฐบาลได้ขอกู้เงินหลัก ๆ 2 รอบคือ 1 ล้านล้านบาท เมื่อ และอีก 5 แสนล้านบาท จนทำให้หนี้สาธารณะของประเทศเต็มเพดาน และรัฐบาลต้องไปแก้กฎหมายเพื่อขอขยายเพดานหนี้เป็น 70% ของ GDP

ดังนั้นแล้วเมื่อที่มาของเงินมาจากการกู้หนี้ยืมสิน แน่นอนว่าพวกเราทุกคนย่อมต้องมีส่วนในการช่วยชดใช้หนี้ก้อนนี้กลับคืนอย่างแน่นอน ซึ่งที่เห็นชัด ๆ เลยก็จะมาในรูปแบบของการเรียกเก็บภาษีของภาครัฐเพื่อใช้คืนเจ้าหนี้และข้อจำกัดทางการเงินการคลังของประเทศที่ไม่สามารถดำเนินการได้ตามอำเภอใจในอนาคต

หากจะให้พี่ทุยฟันธงว่าโครงการคนละครึ่งคุ้มค่าหรือไม่คงเป็นเรื่องที่ตอบอย่างตรงไปตรงมา ณ เวลานี้ได้ยาก เพราะในแง่หนึ่งเมื่อถึงคราวจำเป็นฉุกเฉินการกู้เงินในอนาคตมาเพื่อประคับประคองสถานการณ์ไม่ให้วิกฤตไปมากกกว่านี้ก็ดูจะเป็นเรื่องที่ควรทำอย่างยิ่ง 

แต่หากว่ากู้เอามาเพื่อทำเรื่องไม่ก่อประโยชน์เพิ่มพูนต่ออนาคตในระยะยาว หรือหวังเพียงเพื่อเรียกคะแนนนิยมในทางการเมือง ก็ย่อมจะไม่คุ้มค่าอย่างแน่นอน 

สุดท้ายนี้ก็ขึ้นกับตัวท่านผู้อ่านจะพิจารณาเอาว่า โครงการนี้มันคุ้มค่าในระยะยาวต่อประเทศชาติหรือไม่ แต่สิ่งหนึ่งที่เราทำได้เลยคือ การใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง และคำนึงถึงประโยชน์และความคุ้มค่าในระยะยาว

อ่านเพิ่ม

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
error: