สวัสดีนักลงทุนสายซิ่งทุกคน สำหรับในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เราคงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการลงทุนที่สร้างผลตอบแทนได้ดีที่สุดอย่างหนึ่งคงจะหนีไม่พ้นการลงทุนใน “BTC” ทั้งนักเทรดและ “เหมืองขุด” หรือไม่ก็กลุ่มการลงทุนที่ลงทุนในสกุลเงิน Cryptocurrency เป็นแน่
เนื่องจากสามารถสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนได้ถึงหลัก 1000% กันเลยทีเดียว ซึ่งถ้าหากจะหาผลตอบแทนจากการลงทุนในสินทรัพย์อื่น ๆ ที่ใกล้เคียงกับการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลแบบนี้ ต้องบอกเลยว่ายากมาก ๆ จริง ๆ
แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าใครจะเป็นผู้ที่ร่ำรวยที่สุดจากการลงทุนใน “BTC” ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาก็ตาม แต่ราคาในปัจจุบันสำหรับเหรียญ “BTC” หนึ่งเหรียญ จะอยู่ที่ประมาณ 40,000 ดอลลาร์ หรือมากกว่า 1 ล้านบาทต่อเหรียญเข้าไปแล้ว ซึ่งนั่นหมายความว่า ถ้าหากใครต้องการที่จะลงทุนใน “BTC” ก็ต้องมีเงินทุนจำนวนไม่น้อย เพราะระดับราคาในปัจจุบันถือว่าสูงมาก ๆ เลยทีเดียว
แต่ถ้าหากคุณไม่ใช่ผู้ซื้อหรือผู้ลงทุน แต่เป็น “ผู้ขุด” ล่ะ ! คุณก็จะสามารถที่จะหาเหรียญ “BTC” หนึ่งเหรียญมาขายต่อได้ในราคาหลักล้านเลยไม่ใช่หรืออย่างไร
เพราะฉะนั้นวันนี้พี่ทุยจะพามาดูกันว่า ธุรกิจหรือบริษัทใหนที่น่าสนใจและกำลังลงทุนในเหมืองขุด “BTC” อยู่บ้าง และการลงทุนในปัจจุบันจะยังคงสร้างกำไรได้คุ้มค่ากับต้นทุนในการขุดอยู่หรือไม่ อนาคตของธุรกิจเหมือง “BTC” จะเป็นอย่างไร ในวันนี้เราจะมาลองวิเคราะห์กัน
ทำความรู้จักกับธุรกิจที่น่าสนใจและลงทุนใน “เหมืองขุด BTC”
1. Marathon Patent
ด้วยความที่มี Market Cap. ถึง 3,000 ล้านดอลลาร์ และยังมีอัตรา Hashrate ถึง 3,200 PH/S ทำให้บริษัท “Marathon Patent” เสมือนว่าเป็นบริษัทเหมืองขุด “BTC” ที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ เลยก็ว่าได้
ในขณะที่โครงสร้างรายได้ในปัจจุบันในปี 2021 มาจากการทำเหมืองขุด “BTC” เป็นส่วนใหญ่ โดยมีรายละเอียดดังนี้
- รายได้จากการทำเหมือง “BTC” (67.66%)
- รายได้จากการลงทุนใน “BTC” กองทุน และดอกเบี้ยรับ (32.34%)
และถ้าหากเปรียบเทียบอัตราการเติบโตของรายได้โดยรวมนับตั้งแต่ปี 2019 บริษัท “Marathon Patent” ถือว่ามีอัตราการเติบโตของรายได้เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1,800% ซึ่งถือว่าสูงมากเลยทีเดียว เนื่องจากมีเครื่องขุด “BTC” กว่า 32,000 เครื่อง และถือครอง “BTC” อยู่ประมาณ 8,600 เหรียญ ด้วยต้นทุนเฉลี่ยในปี 2021 ที่ประมาณ 31,000 ดอลลาร์
แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยกำลังการขุดที่ค่อนข้างมาก ทำให้บริษัทมีต้นทุนจากการดำเนินงานที่ค่อนข้างสูงและยังไม่สามารถสร้างผลกำไรสุทธิได้เลยนับตั้งแต่ปี 2019 โดยบริษัทมีต้นทุนโดยรวมจากการประกอบกิจการอยู่ที่ประมาณ 235 ล้านดอลลาร์ในปี 2021 และมีผลขาดทุนสุทธิอยู่ที่ประมาณ 13 ล้านดอลลาร์ในปีล่าสุด
2. Riot Blockchain
อีกหนึ่งบริษัทเหมืองขุด “BTC” สัญชาติสหรัฐฯ ที่มีอัตราการเติบของรายที่ดีในช่วงหลายปีที่ผ่านมากว่า
โดยบริษัทมีจุดเด่นตรงที่มีการใช้พลังงานทางเลือก (Renewable Energy) เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งสำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพในการลดต้นทุนของการขุดในระยะยาว ทำให้ถือว่ามี Score ในด้านของ ESG ที่ค่อนข้างจะดีเลยทีเดียว
ส่วนในด้านของ Market Cap และ Hashrate แม้จะเป็นรองบริษัท “Marathon Patent” อยู่นิดหน่อยที่ประมาณ 2,440 ล้านดอลลาร์ และ 3,000 PH/S ตามลำดับ
แต่พอลองมาดูที่อัตราส่วน Market Cap/Hashrate ของบริษัท ซึ่งเป็นวิธีการประเมินมูลค่าหุ้นคล้าย ๆ กับการใช้ P/E Ratio ก็จะพบว่า
- สำหรับ “Marathon Patent” อยู่ที่ประมาณ 937,500 เท่า
- ในขณะที่ “Riot Blackchain” อยู่ที่ประมาณ 813,333 เท่า
ทำให้ในแง่ของมูลค่าการลงทุนดูเหมือนว่า “Riot Blockchain” จะมีความน่าสนใจมากกว่านั่นเอง
ในขณะที่โครงสร้างรายได้ของบริษัทก็จะแบ่งได้เป็น
- รายได้จากการทำเหมือง “BTC” (86.52%)
- รายได้อื่น ๆ (13.48%)
ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีสัดส่วนของรายได้จากการขุดเหมืองต่อรายได้รวมค่อนข้างมาก
แต่อย่างไรก็ตาม จากผลการดำเนินงานย้อนหลังบริษัทก็ยังไม่สามารถสร้างผลกำไรได้ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาเช่นกัน แต่มีแนวโน้มที่จะปรับตัวดีขึ้นเรื่อย ๆ โดยผลกำไร/ขาดทุนสุทธิ 3 ปีย้อนหลัง จะอยู่ที่ประมาณ
- ขาดทุนปี 2019 ประมาณ 20,303,000 ดอลลาร์
- ขาดทุนปี 2020 ประมาณ 12,667,000 ดอลลาร์
- ปี 2021 ขาดทุน ประมาณ 7,672,000 ดอลลาร์
ซึ่งน่าจะเป็นผลจากการควบคุมต้นทุนในการดำเนินงานที่ค่อนข้างดีในช่วงหลายปีที่ผ่านมานั่นเอง
3. CANAAN
บริษัทจีนที่ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการให้บริการด้านคอมพิวเตอร์ และชิปประมวลผลขั้นสูง และเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะบริษัทที่ประดิษฐ์เครื่องขุด “BTC” เจ้าแรกของโลกนับตั้งแต่ปี 2013 อีกด้วย
แม้จะยังไม่ได้มีการประกาศงบกำไรขาดทุน (Income Statement) สำหรับปี 2021 รวมถึงไม่มีการเปิดเผยโครงสร้างรายได้ที่ชัดเจนมากนัก
แต่ในแง่ของผลการดำเนินงานกำไร/ขาดทุนสุทธิ ในหลาย ๆ ปีที่ผ่านมานับตั้งแต่ 2020 ก็ยังเป็นผลขาดทุนคล้ายกับบริษัทเหมืองขุด “BTC” อื่น ๆ แต่มีแนวโน้มที่จะขาดทุนลดลงเรื่อย ๆ นั้บตั้งแต่ปี 2019 เป็นต้นมา
ทั้งนี้ บริษัทถือว่ามีจุดเด่นอีกประการหนึ่งก็คือ มีการลงทุนใน R&D และพัฒนาเครื่องขุด “BTC” มาอย่างต่อเนื่อง โดยในปัจจุบันมีทั้งหมดกว่า 6 Series ตั้งแต่ A7 ถึง A12 ซึ่งมีประสิทธิภาพที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้บริษัท เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย ในฐานะผู้พัฒนาชิปประมวลผลและผู้ผลิตเครื่องขุด “BTC” ชั้นนำของโลกนั่นเอง
4. HIVE Blockchain
บริษัทเหมืองขุด “BTC” สัญชาติแคนาดา ที่มีอัตรา Hashrate ประมาณ 2,300 PH/S และ Market Cap ตามตลาดหุ้นสหรัฐที่ประมาณ 819 ล้านดอลลาร์
แต่เป็นเพียงไม่กี่บริษัทที่สามารถมีผลกำไรสุทธิเติบโตขึ้นมาได้ในปีที่ผ่านมา โดยบริษัทมีโครงสร้างรายได้ส่วนใหญ่มาจาก
- รายได้จากการทำเหมือง “BTC” (76.08%)
- รายได้จากการลงทุนใน “BTC” กองทุน และดอกเบี้ยรับ (23.82%)
- รายได้อื่น ๆ (0.43%)
โดยเฉพาะรายได้จากการทำเหมืองในปี 2021 ที่ผ่านมาอยู่ที่ประมาณ 158,042,263 ดอลลาร์สำหรับ 3 ไตรมาสล่าสุด ในขณะที่ต้นทุนจากการทำเหมืองถือว่าค่อนข้างต่ำที่ประมาณ 51,858,349 ดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วนเพียง 32.81% เท่านั้น
โดยสาเหตุมาจากการที่บริษัทใช้กลยุทธ์แบบ “Low Cost Operation” ในการบริหารต้นทุนและความเสี่ยง โดยจะเน้นลงทุนสร้างโรงงานขุดเหมืองในกลุ่มประเทศที่มีเสถียรภาพทางการเมืองและมีสภาพอากาศที่หนาวจัดในบางช่วงเวลาเพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้าอย่าง Canada, Sweden และ Iceland
บวกกับยังมีการเพิ่มทางเลือกในการใช้พลังงานโดยการใช้พลังงานสะอาดและแหล่งพลังงานทางเลือกอื่น ๆในช่วงที่สภาวะอากาศและราคาพลังงานไม่เป็นใจ ทำให้สามารถบริหารต้นทุนได้ค่อนข้างดีและสามารถสร้างผลกำไรได้เหนือบริษัทคู่แข่งอื่น ๆ นั่นเอง
ภาพมูลค่าธุรกิจเหมืองขุด “BTC”
จากตารางจะสังเกตได้ว่า แม้บริษัทอย่าง “Marathon Patent” จะยังคงขาดทุนจากการดำเนินงานในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ยังคงสามารถที่จะสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นได้เป็นอย่างดี
กลับกันกับทางฝั่งของ “HIVE Blockchain” ที่แม้จะมีผลกำไรที่ดีมาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังไม่สามารถที่จะสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนได้ดีเทียบเท่ากับบริษัทอย่าง “Marathon Patent” และ “Riot Blockchain” ได้
มูลค่าของธุรกิจเหมือง “Bitcoin” ไม่ได้เติบโตตาม “กำไร” แต่เพียงอย่างเดียว
แล้วอะไรบ้างที่เป็นปัจจัยที่ทำให้ราคาหุ้นเติบโตได้ขนาดนี้แม้บริษัทจะไม่สามารถทำกำไรได้เลยในช่วง 2-3 ปี ติดต่อกัน ซึ่งจากที่พี่ทุยได้ค้นคว้าข้อมูลมา สามารถสรุปได้เป็น 4 ปัจจัยหลัก ๆ ด้วยกันได้แก่
1. อัตราการขุดและสัดส่วนการถือครอง “BTC” ของบริษัท
แม้จะไม่สามารถการันตีได้ว่าบริษัทไหนจะได้ “BTC” มากที่สุดในแต่ละปี (เพราะจริง ๆ ก็ขึ้นอยู่กับดวงด้วยแหละ) แต่อย่างน้อยบริษัทที่น่าจะมีกำลังการขุดหรือ Hashrate ที่สูง ก็ควรที่จะมีโอกาสได้เหรียญ “BTC” ที่เยอะกว่าบริษัทอื่น ๆ ใช่ไหมล่ะ และการที่บริษัทเหล่านี้มีอัตราการขุดที่มาก ก็อาจจะมีแนวโน้มที่บริษัท มักจะต้องถือครอง “BTC” ในปริมาณที่มากในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ เช่นกัน เพราะยังไม่มีจังหวะดี ๆ ในการขายออกไป
ทำให้สินทรัพย์ที่ถือครองอยู่ส่วนใหญ่ในงบดุล ก็จะมีส่วนของ “BTC” อยู่ด้วย หรือก็คือการที่เราลงทุนในบริษัทที่มีอัตรา Hashrate หรือถือครอง BTC ที่สูง ก็เปรียบเสมือนกับเรานำเงินไปลงทุน “BTC” ทางอ้อม ซึ่งนั่นทำให้ราคาหุ้นของบริษัท ปรับตัวตามราคาของ “BTC” ซึ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ราคา “BTC” ก็ปรับตัวขึ้นมาแรงเช่นกัน ทำให้ราคาหุ้นของบริษัทเหล่านี้ ปรับตัวบวกขึ้นมาได้แรงตามราคาของ “BTC” นั่นเอง
2. กฎหมายหรือกฎเกณฑ์ที่เอ้ออำนวยต่อธุรกิจเหมืองขุด “BTC”
พี่ทุยมองว่าปัจจัยนี้ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญต่อการเติบโตของมูลค่าบริษัทเหมืองขุด “BTC” เพราะเราก็คงทราบกันดีอยู่แล้วว่าธุรกิจนี้ ถือว่าเป็นธุรกิจที่เกิดขึ้นใหม่เมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมอื่น ๆ
ในขณะที่ในแต่ละประเทศ ก็อาจจะให้การยอมรับและเปิดกว้างในการทำธุรกรรมซื้อ-ขาย หรือทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินดิจิทัล
แต่ในบางประเทศอย่างเช่น จีน กลับมองว่าการทำธุรกิจที่เกี่ยวข้อง “BTC” เป็นสิ่งที่จะทำให้เสถียรภาพของระบบการเงินภายในประเทศถูกลดทอนลงไป ทำให้มีกฎหมายออกมาควบคุม และกวาดล้างบริษัทที่เป็นธุรกิจเหมืองขุด “BTC” เป็นจำนวนมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ทำให้สภาพแวดล้อมต่อการประกอบธุรกิจ ก็ถือว่ามีส่วนสำคัญต่อการเติบโตของมูลค่ากิจการในอนาคตด้วยเช่นกัน
3. กลยุทธ์ในการจัดการ และการบริหารต้นทุนในการขุด “BTC”
แม้จะปฏิเสธไม่ได้ว่าในบางกิจการที่มีสัดส่วนการถือครองและมีอัตราการขุด “BTC” ที่สูง สามารถเติบโตได้ดีในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
แต่การลงทุนในธุรกิจ มูลค่าของกิจการมาจากการประเมินผลกำไรในอนาคต และพี่ทุยมองว่า “Key Success” ของธุรกิจเหมืองขุด “BTC” คือการควบคุมต้นทุน เพราะว่าในขณะที่จำนวน “BTC” สามารถขุดได้ในปริมาณที่จำกัด และกำลังลดน้อยลงในทุก ๆ ปี อาจจะทำให้กิจการต้องแบกรับความเสี่ยง จากการที่สามารถขุด เหรียญได้น้อยลง ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอนมาก ๆ
แต่ต้นทุนอย่างการใช้พลังงานไฟฟ้า และการดูแลระบบ สามารถที่จะบริหารจัดการได้ด้วยทางเลือกต่าง ๆ อย่างเช่นในเรื่องของทำเลที่ตั้ง ที่อาจจะใช้สถานที่ที่มีอากาศหนาวเย็นอยู่แล้วเพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้า รวมถึงการใช้แหล่งพลังงานทางเลือกอย่างโซลาร์เซลล์ หรือพลังงานต้นทุนต่ำอื่น ๆ ที่ยั่งยืนกว่า จะสามารถที่จะทำให้ลดต้นทุนจากการทำเหมืองได้ในระยะยาว และทำให้เกิดกำไรในการขุดเหรียญ “BTC” ได้ โดยที่ไม่ต้องเพิ่มกำลังการผลิตในการขุดเหรียญมากจนเกินไป
4. ราคาของ “BTC” และค่าธรรมเนียมจาก Transaction Fee
ยิ่ง “BTC” มีราคาที่สูงขึ้น ก็ยิ่งทำให้ธุรกิจเหมืองขุดมีกำไรจากการจำหน่ายเหรียญที่ขุดได้มากขึ้น
และแม้ในระยะยาวจำนวนของเหรียญจะมีจำกัดที่ประมาณ 21 ล้านเหรียญ แต่ด้วยความที่ Supply มีจำกัด ก็อาจจะดันให้มูลค่าของเหรียญ “BTC” ตามหลักเศรษฐศาสตร์มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นตามหากมี Demand ที่มากพอ
รวมถึง แม้จะไม่สามารถขุดเหรียญได้อีกต่อ ธุรกิจเหมืองขุด “BTC” ยังจะสามารถได้รับค่าธรรมเนียม Transaction Fee จากการเป็นผู้ตรวจสอบยืนยันธุรกรรมได้อีกด้วย ยิ่งหากในอนาคตมีแนวโน้มที่ประชากรทั่วโลกจะหันมาใช้ “BTC” เป็นหนึ่งในสกุลเงินสำหรับการแลกเปลี่ยนมากน้อยเพียงใด ธุรกิจเหมืองขุดก็จะยิ่งได้รับประโยชน์จากการเติบโตของค่าธรรมเนียมตรงนี้ด้วยเช่นกัน
ธุรกิจ “เหมืองขุด BTC” อนาคตจะรุ่งหรือจะร่วง
อย่างที่พี่ทุยได้กล่าวไปแล้วข้างต้น หากพูดถึงมุมของธุรกิจที่เป็นเหมืองขุด “BTC” สิ่งที่จะเป็นปัจจัยที่สำคัญประเด็นหลัก ๆ ก็ควรจะเป็นในเรื่องของประสิทธิภาพในการควบคุมต้นทุน
เพราะหากไม่สามารถจัดการปัญหาในเรื่องนี้ได้ แล้วเพิ่มกำลังการผลิตแต่เพียงอย่างเดียว จะทำให้ในระยะยาวอาจมีต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น จากการที่จะต้องลดขนาดและปรับเปลี่ยนโครงสร้างของกิจการ เพราะอย่าลืมว่าปริมาณการขุดนั้นมีอยู่จำกัดและมีแนวโน้มที่จะลดลงเรื่อย ๆ หากจะปรับเปลี่ยนโครงสร้างเอาทีหลัง ก็อาจจะทำให้การลงทุนไม่คุ้มค่าไปเสียแล้วก็ได้
แต่หากสามารถบริหารต้นทุนและพลังงานได้อย่างมีประสิทธิ โดยการใช้พลังงานทางเลือกหรือพลังงานสะอาด ก็อาจจะทำให้ธุรกิจเหมืองขุด “BTC” เปรียบเสมือนเสือนอนกินเลยก็ว่าได้
เนื่องจากอาจจะใช้แหล่งพลังงานที่มีอยู่อย่างไม่จำกัดอย่างพลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานลม เพื่อลดต้นทุนในการใช้พลัง แม้จะมีค่า Maintenance ที่ค่อนข้างสูงจากค่าเสื่อมราคาของเทคโนโลยีที่ใช้ แต่แนวโน้มระยะยาวจากการที่มีผู้คนหันมาใช้ “BTC” สำหรับการแลกเปลี่ยนมากขึ้น ก็จะทำให้ Transaction Fee ที่กิจการจะได้รับปรับตัวสูงขึ้นตามแนวโน้มดังกล่าว เพราะฉะนั้นการควบคุมต้นทุนและการบริหารการใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพในระยะยาว จึงเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ควรคำนึงสำหรับธุรกิจในกลุ่มนี้นั่นเอง
อ่านเพิ่ม