เกิดอะไรขึ้นกับ “Bitcoin” บ้าง หลังอัปเกรด “Taproot” ?

เกิดอะไรขึ้นกับ “Bitcoin” บ้าง หลังอัปเกรด “Taproot” ?

3 min read    Money Buffalo

ฉบับย่อ

  • การอัปเกรด “Taproot” ถือเป็นหนึ่งในการพัฒนาและปรับปรุงรูปแบบการทำงานของ Bitcoin ที่ใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งนับตั้งแต่เหรียญได้เริ่มมีการใช้งาน
  • สิ่งที่เกิดขึ้นจากการอัปเกรดก็คือ การทำธุรกรรมที่มีความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวที่สูงขึ้น, ค่าธรรมเนียมที่ถูกลง, ประสิทธิภาพในการนำมาใช้งานในรูปแบบ Smart Contract ที่สูงขึ้น และช่วยลดปัญหา Double Spending
  • ตลาดมองว่าการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้เป็นปัจจัยบวกต่อราคาของ Bitcoin โดยหลังจากที่ได้มีข่าวออกมา ระดับราคาก็ทำ All Time High ขึ้นมาได้

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

เป็นที่พูดถึงกันอย่างมากกับข่าวคราวของ การอัปเกรด “Taproot” หรือการอัปเดตเครือข่ายสกุลเงินดิจิทัลอันดับ 1 ของโลกอย่าง “Bitcoin” ซึ่งนับตั้งแต่ “Bitcoin” ถือกำเนิดขึ้นและเริ่มเข้าสู่ตลาดรองเพื่อให้นักลงทุนได้เข้ามาทำการเทรดเพื่อแสวงหากำไร ระดับราคาของสินทรัพย์ดิจิทัลตัวนี้ ก็เติบโตอย่างก้าวกระโดดในทุก ๆ ปี

เช่นเดียวกันกับในปี 2564 นี้ที่เติบโตขึ้นมาได้อย่างสดใส โดยผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน ณ วันที่ 18 พ.ย. 2564 เติบโตขึ้นมากว่า 100% แล้ว

และหนึ่งในประเด็นสำคัญที่เป็นปัจจัยหนุนให้ “Bitcoin” เติบโตได้ต่อเนื่องในช่วงนี้ก็คงจะหนีไม่พ้นประเด็นอย่างการอัปเกรดเครือข่ายอย่าง “Taproot” ซึ่งถือว่าเป็นการอัปเกรดครั้งใหญ่ในรอบ 4 ปี โดยนักลงทุนมองว่าจะทำให้การใช้งานและเครือข่ายของ “Bitcoin” มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมในหลาย ๆ ด้าน

โดยในวันนี้พี่ทุยจะมาเล่าให้ฟังเกี่ยวกับการเข้ามาของ “Taproot” (แท็ปรูท) ว่ามีสิ่งใดบ้างที่นักลงทุนควรทราบบ้าง ? และการอัปเกรดในครั้งนี้ จะส่งผลอย่างไรต่อสินทรัพย์ดิจิทัลอย่าง “Bitcoin” ในช่วงต่อจากนี้ ?

“Bitcoin Taproot” คืออะไร ?

การอัปเกรด “แท็ปรูท” ของ “Bitcoin” จะเป็นการอัปเกรดแบบ “Soft Fork” หรือก็คือ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงระบบทั้งหมด แต่เป็นเพียงบางส่วนของบล็อกเชน (Blockchain) เท่านั้น

โดยการอัปเกรด “แท็ปรูท” จะเป็นการอัปเกรดใน 3 ส่วนหลัก ๆ คือ

  • BIP-Schnorr ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบของ “ลายเซ็นดิจิทัล” โดยใช้เทคโนโลยี “Schnorr Signatures” แทนระบบเดิมอย่าง “Eliptic Curve Digital Signature Algorithm” ทำให้บล็อกเชนแบกรับข้อมูลรหัสธุรกรรมที่น้อยลง
  • BIP-Taproot ใช้วิธีการตั้ง “เงื่อนไข” แบบ “Merklized Alternatives Script Trees” แทนการใช้ “Pay-to-Script-Hash” ซึ่งจะทำให้การทำงานในระบบบล็อกเชนมีประสิทธิภาพสูงขึ้น
  • BIP-Tapscript เป็นการอัปเกรดในด้านของ “ภาษา” เพิ่มเข้ามาในระบบบล็อกเชนของ Bitcoin เพื่อที่จะทำให้สามารถใช้งาน Schnorr Signatures และ “แท็ปรูท” ได้ รวมถึงภาษาใหม่ที่ถูกนำเข้ามา จะทำให้ในอนาคตการอัปเกรดมีความสะดวกมากยิ่งขึ้น

หลังอัปเกรดมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ?

1. ความเป็นส่วนตัว (Privacy) สูงขึ้น จากการใช้ Schnorr Signatures

ก่อนที่จะมีการอัปเกรด “Bitcoin” ใช้ “ลายเซ็นดิจิทัล” แบบ “Eliptic Curve Digital Signature Algorithm” ซึ่งก็ถือว่าค่อนข้างมีความปลอดภัยสูงอยู่แล้ว แต่ในการจะทำธุรกรรมแต่ละครั้ง บล็อกเชนจะรับภาระหนักในการเก็บ Private Key และ Public Key เป็นจำนวนมาก เนื่องจากต้องใช้ Key ของหลาย ๆ บัญชีในการทำธุรกรรม

แต่หลังจากอัปเกรด “แท็ปรูท” ลายเซ็นดิจิทัลได้เปลี่ยนเป็น “Schnorr Signatures” ซึ่งจะทำให้บล็อกเชนรับภาระการเก็บ Key ที่น้อยลง เนื่องจากจะเป็นการรวมเอา Private Key และ Public Key จากหลาย ๆ บัญชีมายำเป็น Key เดียวกัน ซึ่งจะทำให้การทำธุรกรรมมีความปลอดภัยและมีความเป็นส่วนตัวสูงขึ้น เนื่องจากทำให้ธุรกรรมระบุว่าเกิดขึ้นจากใครนั่น สามารถทำได้ยาก เพราะ Key ที่ใช้ในระบบ เป็นมาตรฐานเดียวกันนั่นเอง

2. ค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมที่ถูกลง

ด้วยความที่ “Bitcoin Taproot” ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยแก้ปัญหาในเรื่องของรูปแบบลายเซ็นดิจิทัล ที่ทำให้จำเป็นต้องเก็บข้อมูล Key จำนวนมากในการทำธุรกรรมในแต่ละครั้ง

แต่ในเมื่อ “Schnorr Signatures” สามารถลดการเก็บ Key ในบล็อกเชนลงได้ นั่นจึงทำให้โดยภาพรวมแล้วการทำธุรกรรมแต่ละครั้ง ค่าธรรมเนียมจึงควรที่จะถูกลง เนื่องจากพื้นที่บนบล็อกเชนที่ถูกใช้งานนั้นน้อยลง

3. ประสิทธิภาพของการทำงานรูปแบบ Smart Contract สูงขึ้น

เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่นักลงทุนให้ความสำคัญจากการอัปเกรดในครั้งนี้ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของการทำธุรกรรมใน “Bitcoin” ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น มีความปลอดภัยสูงขึ้น และมีต้นทุนการทำธุรกรรมที่ถูกลง ทำให้สามารถลดข้อเสียจากการนำไปใช้ในการทำธุรกรรมแบบ “Smart Contract”

มีนักวิเคราะห์ต่างชาติบางคนถึงกับกล่าวว่า “การอัปเกรด Taproot ในครั้งนี้ ทำให้ Bitcoin มีความสามารถในการทำงานในรูปแบบ Smart Contract ที่สูงขึ้น และลดข้อแตกต่างระหว่าง Ethereum ลง”

ซึ่งทุกท่านที่อยู่ในวงการ Cryptocurrency คงจะทราบดีอยู่แล้วว่า “Ethereum” ถือเป็นหนึ่งในเหรียญที่ประสบความสำเร็จที่สุดในแง่ของ Smart Contract

โดยในอนาคต เราอาจเห็น Bitcoin ถูกใช้งานในรูปแบบเดียวกันกับ Ethereum มากขึ้นก็ได้

4. ลดปัญหาการเกิด Double Spending

การอัปเกรด “แท็ปรูท” ให้เป็นลายเซ็นดิจิทัลแบบ “Schnorr Signatures” มีข้อดี อีกประการคือ ลายเซ็นจะไม่สามารถถูกเปลี่ยนแปลงได้อีกต่อไป ซึ่งทำให้ลดโอกาสจากการทำธุรกรรมซ้ำซ้อนเหมือนอย่างก่อนหน้านี้ เช่น กรณีมีผู้ไม่ประสงค์ดีมีการเปลี่ยนแปลงลายเซ็นก่อนการยืนยันทำธุรกรรมเพื่อให้ดูเหมือนว่าธุรกรรมที่เกิดขึ้นตอนนี้ ยังไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งจะทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “Double Spending” 

เหมือนกับการที่คน ๆ หนึ่งใช้เงินจ่ายซื้อสินค้าด้วยธนบัตรใบเดิมซ้ำไปเรื่อย ๆ ซึ่งจะเป็นปัญหากับระบบการเงินในเวลาต่อมาได้ นั่นทำให้การที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงลายเซ็นได้ ถือเป็นการลดปัญหาการทำธุรกรรมซ้ำซ้อนได้นั่นเอง

การอัปเกรด “Taproot” จะส่งผลต่อราคา “Bitcoin” อย่างไร ?

การอัปเกรด “แท็ปรูท” ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเข้ามาช่วยเพิ่มสิทธิภาพของ Bitcoin ในหลาย ๆด้าน เพราะฉะนั้น การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ จึงถือว่าเป็นปัจจัยบวกครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของ Bitcoin เลยก็ว่าได้ 

เช่นเดียวกันกับเมื่อปี 2560 ที่ Bitcoin ได้มีการอัปเกรดในส่วนของ Segregated Witness (SegWit) ซึ่งเข้ามาช่วยในการตัดพยาน หรือก็คือการลดขนาดที่จำเป็นสำหรับการจัดเก็บธุรกรรมในบล็อค และหลังจากนั้น ระดับราคา Bitcoin ก็ปรับเพิ่มสูงขึ้นอีก 50% ในทันที

โดยหลังจากการอัปเกรด “แท็ปรูท” ราคา Bitcoin ก็ดีดตัวขึ้นทำ All Time High เช่นกัน ซึ่งถือเป็นเครื่องยืนยันได้ว่า การอัปเกรดในครั้งนี้นักลงทุนส่วนใหญ่มองเห็นว่า สินทรัพย์ดิจิทัลตัวนี้มีความน่าสนใจมากขึ้นกว่าแต่ก่อนนั่นเอง

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile