ทำไมแค่ "Evergrande" ผิดนัดชำระหนี้ กลับทำให้ Crypto -20% ทั้งกระดาน ?

ทำไมแค่ “Evergrande” ผิดนัดชำระหนี้ กลับทำให้ Crypto -20% ทั้งกระดาน ?

3 min read    Money Buffalo

ฉบับย่อ

  • “Evergrande” บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านอสังหาริมทรัพย์จากจีน ประกาศอาจไม่สามารถชำระหนี้ตามสัญญาได้ ซึ่งส่งผลต่อตลาด Crypto ให้ปรับตัวลงอย่างมากในแทบจะทุกเหรียญในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (4-6 ธ.ค. 2021)
  • “USDT” อาจมีความเกี่ยวพันกับการลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นของ “Evergrande” จึงทำให้ตลาดเกิดความกังวลต่อปัจจัยดังกล่าว
  • โดยรวมการปรับตัวลงในครั้งนี้ นักลงทุนในตลาด Crypto ส่วนใหญ่ยังคงให้มุมมอง “Buy the dip” เข้าลงทุนในช่วงระดับราคาย่อตัวลง

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

ช่วง พ.ย. – ธ.ค. 2021 ถือว่าสินทรัพย์ทางการเงินมีความผันผวนอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้นก็ดี หรือแม้แต่ทองคำ น้ำมันก็มีการปรับตัวขึ้น ๆ ลง ๆ แทบจะทุกวัน โดยเหตุการณ์ล่าสุดคงหรือไม่พ้นตลาด Cryptocurrency เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา (4-6 ธ.ค. 2021) ปรับตัวลงกว่า 20% แทบจะทุกเหรียญ โดยมีประเด็นที่น่าจับตามองอย่างการที่ “Evergrande” บริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ของจีนประกาศว่า “ไม่สามารถชำระหนี้บริษัทต่าง ๆ ได้” ซึ่งนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าเหตุการณ์ดังกล่าว น่าจะเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาด Crypto ปรับตัวลงอย่างหนัก 

แล้วทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ? การผิดนัดชำระหนี้ของบริษัทเอกชนทำไมจึงเป็นประเด็นทำให้ตลาด Decentralized อย่าง Crypto ได้รับผลกระทบไปด้วย ในวันนี้พี่ทุยจะมาอธิบายให้ฟัง แบบเข้าใจง่าย ๆ ว่าสาเหตุของการปรับฐานในตลาด Crypto การผิดนัดชำระหนี้ของ “Evergrande” มีส่วนเกี่ยวข้องจริงหรือไม่ หรือมีปัจจัยอื่น ๆ ที่เข้ามากระทบกันแน่

เหตุเกิดเพราะความน่าเชื่อถือของ “USDT” ถูกตั้งข้อสงสัย… 

ก่อนที่จะเชื่อมโยงไปยังการผิดนัดชำระหนี้พี่ทุยขออธิบายเกี่ยวกับ “USDT” ก่อนแล้วกัน 

“USDT” ถือเป็นหนึ่งใน “Stable Coin” ที่มีความสำคัญมากในตลาด Crypto ด้วยขนาด Market Cap ที่ใหญ่ที่สุดในกลุ่ม Stable Coin ด้วยกัน โดยมีบริษัท Tether Limited เป็นผู้ออกเหรียญ 

ความสำคัญของเจ้า “USDT” ก็คือ โดยส่วนมาก ก่อนที่นักลงทุนจะลงทุนซื้อสกุลเงินดิจิทัล มักจะทำการแลกเปลี่ยนเงิน US Dollar มาเป็น “USDT” ก่อน ซึ่งเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุนที่เป็นนักเทรด ไม่ต้องนำเงินเข้าออกจากบัญชีบ่อย เพราะเสมือน “USDT” เป็นตัวแทนของสกุลเงิน US Dollar ซึ่งก็เป็นไปตามที่บริษัท Tether Limited ได้คาดหวังเอาไว้เกี่ยวกับการใช้งาน Stable Coin ในรูปแบบนี้ 

ซึ่งทำให้ตัวบริษัทเองมีความจำเป็นต้องถือ “สินทรัพย์ที่ใกล้เคียง US Dollar” เพื่อสร้างมูลค่าให้กับ “USDT” แบบ 1:1 ซึ่งหากไม่ทำเช่นนั้น ก็จะเหมือนกับธนาคารกลางปั๊มธนบัตรออกมาใช้ แต่ไม่มีทุนสำรองอย่างทองคำเอาไว้ในตระกร้าเลย (ยกเว้น กรณีการพิมพ์ธนบัตรของสหรัฐฯ) ก็จะทำให้สกุลเงินดังกล่าวไม่มีค่านั่นเอง 

แต่คำว่า “สินทรัพย์ที่ใกล้เคียง US Dollar” นั้นก็ไม่ได้แปลว่าจะต้องเป็นเงิน US Dollar เสมอไป 

ในทางปฏิบัติบริษัท Tether จึงทำการใช้สินทรัพย์อื่น ๆ ที่มีความใกล้เคียงกับสกุลเงิน US Dollar เข้ามาด้วย เช่น กลุ่มตราสารหนี้ระยะสั้นที่มีสภาพคล่องสูง และตราสารตลาดเงิน ที่เป็นสกุลเงิน US Dollar 

ซึ่งด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้นักลงทุน Crypto ทั่วโลกเกิดข้อสงสัยถึงความน่าเชื่อถือใน “USDT” เนื่องจากอาจมีความเป็นไปได้ที่บริษัทอาจจะนำเงินเข้าไปถือ “Commercial Paper” ของบริษัท “Evergrande” ได้ และทำให้ประเด็นการผิดนัดชำระหนี้จึงส่งผลกระทบทางลบต่อตลาด Crypto ได้นั่นเอง 

อย่างไรก็ตาม แม้ทางบริษัท Tether จะออกมาประกาศว่า ตนไม่ได้เข้าไปถือตราสารหนี้ของ “Evergrande” พร้อมระบุรายการสินทรัพย์ที่ได้เข้าไปถือครองว่ามีอะไรบ้าง แต่ก็เป็นเพียงในภาพกว้าง ๆ ไม่ได้ลงรายละเอียดไปในรายสินทรัพย์ 

รวมถึงยังไม่มีรายงานการตรวจสอบสินทรัพย์จากผู้ตรวจสอบ (Audit) ออกมาให้เห็น นั่นหมายความว่า การออกมาประกาศของบริษัท Tether นั้น อาจมีความโปร่งใสไม่เพียงพอก็ได้ และทำให้ตลาดเกิดความกังวลขึ้นมานั่นเอง

“Evergrande” เป็นเพียงหนึ่งในชนวน สาเหตุหลักคือ “Risk Off”

ประเด็นของ “Commercial Paper” เป็นสิ่งที่นักลงทุนได้มีการตั้งคำถามกันมาพักใหญ่ ๆแล้ว แต่จะเห็นได้ว่าในช่วงการปรับฐานของตลาด Crypto ในสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น ไม่ได้เป็นไปอย่างช้า ๆ เอาซะเลย 

จึงทำให้พี่ทุยมองว่า สาเหตุที่นักลงทุนตัดสินใจร่วมมือกันเทขายสินทรัพย์ดิจิทัลออกมาควรจะมีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งภาวะตลาดในช่วงนี้ก็ได้สะท้อนลงไปในหลาย ๆสินทรัพย์ให้ปรับตัวลงเป็นที่เรียบร้อย และการปรับตัวลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปีของสหรัฐฯ ก็เป็นเครื่องยืนยันได้เป็นอย่างดีว่าตลาดกำลังเข้าสู่โหมด “Risk Off” 

ด้านหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีโดนเทขายจากการเปลี่ยนไปลงทุนหุ้นวัฏจักร ทองคำปรับตัวขึ้นเล็กน้อยจากการแพร่ระบาดของไวรัสโอไมครอน และที่สำคัญคือเรื่องความกังวลต่ออัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่ยังคงต้องรอผลการประชุมในช่วงวันที่ 15 ธ.ค. 64 ที่จะถึงนี้ว่าจะออกมาเป็นอย่างไรบ้าง

ซึ่งจากความเสี่ยงต่าง ๆ นานาที่เริ่มเข้ามาสู่โลกแห่งการลงทุนไม่เว้นแต่ละวันในสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้นักลงทุนรายใหญ่ ๆ ที่มีกำไรจากการเก็งกำไรมาแล้ว ถือโอกาสขายทำกำไรในช่วงที่ตลาดมีความเสี่ยงอยู่เต็มไปหมดนั่นเอง

วิกฤติระยะสั้น แต่โอกาสระยะยาว…

ต้องบอกว่า ราคาสินทรัพย์ดิจิทัลปรับตัวลงมาอย่างมีนัยยะสำคัญชนิดที่ว่า Indicator สำหรับวิเคราะห์เชิงเทคนิคบางตัวก็เอาไม่อยู่กันเลยทีเดียว 

แต่ที่สำคัญคือ เราอาจมองวิกฤติสั้น ๆ นี้ให้เป็นโอกาสในการลงทุนระยะยาวได้ 

แม้บางคนอาจจะตกรถ หรือบางคนอาจจะอยู่บนดอย (พี่ทุยอยู่ยอดดอยเลย) ก็สามารถที่จะแก้เกมจากความผันผวนในช่วงตลาดปรับฐานได้ โดยอาจรอจังหวะการเข้าที่ดี ๆ เพื่อถัวเฉลี่ยผลขาดทุนและฟื้นฟูพอร์ตการลงทุนของเราก็ได้ 

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ตลาด Crypto และนักลงทุนรายใหญ่ยังคงมีคำแนะนำให้ Buy the Dip (การเข้าลงทุนในช่วงตลาดย่อตัวอย่างต่อเนื่อง) อย่าง Michael Saylor ที่เป็น CEO ของบริษัท MicroStrategy และประธานาธิบดีสาธารณรัฐเอลซัลวาดอร์  (El Salvador) ก็ได้มีการเข้าลงทุนเพิ่มในช่วงจังหวะการย่อตัวที่ผ่านมาเช่นกัน

ดังนั้น หากเรามีมุมมองที่ชัดเจนและมีความตั้งใจที่จะลงทุนระยะยาวผ่านตลาด Crypto พี่ทุยมองว่า นี่จึงถือเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่เราจะได้เข้าไปลงทุน มากกว่าที่จะกลัวต่อความเสี่ยงเพียงระยะสั้นก็ได้ แต่อย่าลืมทำความเข้าใจตลาด สินทรัพย์ประเภทนี้ให้ดีก่อน เพราะทุกการลงทุนมีความเสี่ยง ต้องศึกษาข้อมูลให้ดี ๆ เดี๋ยวจะหาว่าพี่ทุยไม่เตือน

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile