ช่วงนี้เป็นช่วงที่เราจะเห็นราคาสินค้าหลากหลายปรับตัวเพิ่มขึ้นกันอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดราคาเนื้อหมูปรับขึ้นไปแตะที่ระดับ 170 บาท/กิโลกรัมกันแล้ว จนทำให้ร้านโปรดของพี่ทุยอย่าง “เจ๊จง” ซึ่งเป็นร้านที่ขึ้นชื่อเรื่องความถูกและคุ้มค่า ต้องออกมาประกาศขอขึ้นราคาอาหารกันเลยทีเดียว ซึ่งจริง ๆ ต้องบอกว่าราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่สำคัญทยอยปรับขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงนี้ อย่างเช่น ราคาเนื้อวัวที่สหรัฐอเมริกาที่ปรับตัวขึ้นสูงแบบก้าวกระโดด วันนี้พี่ทุยจะบอกให้ว่าเพราะอะไร “เนื้อหมูถึงราคาแพง” ราคาเนื้อวัวในสหรัฐอเมริกาถึงปรับตัวสูงขึ้น
หลาย ๆ คนอาจจะเริ่มสงสัยว่าเกิดอะไรทำไมช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดีแบบนี้ อัตราการจ้างงานก็ต่ำ แต่เงินเฟ้อกลับเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ ซึ่งจริง ๆ ต้องบอกว่าสถานการณ์นี้เราจะเรียกว่า “Stagflation”
“Stagflation” คืออะไร ?
คือการรวมระหว่าง Stagnation กับ Inflation เข้ามาด้วยกัน ความหมายก็จะตามชื่อเลย เศรษฐกิจชะลอตัว (การจ้างงานลดลง) พร้อมเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น ซึ่งในความรู้สึกดูแล้วว่าจะเป็นไปไม่ได้ เพราะในสภาวะปกติแล้ว เมื่อเศรษฐกิจขยายตัว การจ้างงานสูงขึ้น อัตราเงินเฟ้อก็จะสูงขึ้น แต่ในทางกลับกันถ้าเศรษฐกิจชะลอตัว การจ้างงานลดลง อัตราเงินเฟ้อก็ควรจะลดลงตามไปด้วย
โดยปกติในการบริหารเชิงนโยบายแล้วต้องเลือกระหว่าง “การจ้างงาน” กับ “เงินเฟ้อ” ที่จะต้องหาสมดุลหรือจุดดุลยภาพที่ดีว่าการจ้างงานควรอยู่ระดับใด เพื่อไม่ให้เงินเฟ้อสูงจนเกินไป แต่ในสภาวะ “Stagflation” นั้น เราได้สูญเสียความสามารถในการควบคุมทั้ง 2 อย่าง ก็คือเจอการจ้างงานต่ำพร้อมเงินเฟ้อที่สูงขึ้น
“Stagflation” เป็นช่วงที่กำลังการผลิตลดลง ต่ำลง เร็วกว่าความต้องการสินค้า ทำให้เกิดสภาวะ Demand มากกว่า Supply ถ้าแปลเป็นภาษาบ้าน ๆ ปริมาณของในตลาดขาดแคลน ราคาก็จะปรับสูงขึ้นนั่นเอง แต่ส่วนนึงที่ทำให้ราคาสินค้าปรับตัวขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ก็เพราะว่า “ค่าเงิน” โดยเปรียบเทียบแล้วคือลดค่าพร้อมกันทั้งโลก แปลว่าเงินในมือเราเท่าเดิมแต่จะซื้อของได้น้อยลงนั่นเอง
สิ่งที่ทำให้ “Stagflation” มีความน่ากลัว และเชื่อได้เลยว่ารัฐบาลทุกประเทศไม่ชอบสภาวะนี้ ก็เพราะว่า “เครื่องมือ” ในการแก้ปัญหาทั้ง 2 ด้านโดยตรงพร้อมกันนั้นไม่มี ถ้าอยากให้การจ้างงานสูง ก็จะทำให้เงินเฟ้อยิ่งเพิ่มขึ้น แต่ถ้าเราอยากให้เงินเฟ้อลงก็จะยิ่งทำให้การจ้างงานลดลง ซึ่งวิธีการเดียวที่จะช่วยแก้ไข Stagflation ได้ ก็คือการเร่งพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตของฝั่งผู้ผลิตให้เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะช่วยทำให้ต้นทุนเท่าเดิมผลิตสินค้าได้เยอะขึ้นนั่นเอง
ทีนี้เพื่อน ๆ รู้แล้วใช่ไหมว่าทำไม “เนื้อหมูถึงราคาแพง” ขึ้น พี่ทุยว่าการระบาดของโควิด-19 ทำให้ทั้งโลกเข้าสู่สภาวะ “Stagflation” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เนื่องจากมีผู้ผลิตหรือบริษัทหลายรายต้องลดกำลังการผลิตลง หรือบางรายอาจจะต้องปิดกิจการไป ทำให้ปริมาณสินค้าและบริการทั่วโลกลดลงอย่างมาก และการอัดฉีดเงินอย่างมหาศาลในอีกแง่มุมนึงก็ทำให้มูลค่าเงินลดลงด้วยเช่นกัน
Comment