6 ข้อคิดเรื่องธุรกิจการลงทุนจากซีรีส์ดัง “ITAEWON CLASS”

6 ข้อคิดเรื่องธุรกิจการลงทุนจากซีรีส์ดัง “ITAEWON CLASS”

4 min read    Money Buffalo

ฉบับย่อ

  • “ITAEWON CLASS” เป็นซีรี่ส์เกาหลีความยาว 16​ ตอนที่สร้างมาจากเว็บตูน เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตของเด็กมัธยมปลาย​คนหนึ่งที่พังทลายลงเพราะโดนอิทธิพล​ของอำนาจเงิน​ เค้าจึงกลับมาแก้แค้น​ทางธุรกิจ​และเอาชนะผู้ที่เคยทำให้ชีวิตพลิกผัน​
  • มีข้อคิดที่น่าสนใจหลายข้อจากซีรี่ส์​เรื่อง​ ITAEWON​ CLASS​ เช่น​ การมีความเชื่อมั่นในตัวเอง​ เมื่อมั่นใจว่าการกระทำของตัวเองนั้นถูกต้อง​แล้ว การไม่ยอมละเมิดกฏของตัวเองแม้แต่ครั้งเดียว​ การมีเป้าหมาย​ในชีวิตชัดเจน​ เป็นต้น
  • พระเอกของเรื่องมีการกระจายความเสี่ยง (Diversified)​ ในการลงทุน​และมีมุมมองของนักลงทุน​ระยะยาว​ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญ​ที่ทำให้ธุรกิจ​ของเขาสามารถ​ใหญ่โตได้

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

ซีรี่ส์​ที่เพิ่งจบไปได้ไม่นานและเป็นที่พูดถึงกันอย่างมากคงหนีไม่พ้น​ “ITAEWON CLASS” ในเรื่องความเข้มข้นของเนื้อหา​ที่สร้างแรงบันดาลใจ​ให้กับหลายคนได้​ ในเรื่องนี้ร้านอาหารเล็ก ๆ​ ของพระเอกที่ชื่อว่า​ “ทันบัม” กลับยิ่งใหญ่ขึ้นกลายเป็นบริษัท​สูงระฟ้า ซึ่งเรื่องราวเช่นนี้ไม่ได้มีอยู่แค่ในการ์ตูนหรือในหนังเท่านั้น​ แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงก็มีหลาย​บริษัท​ หลายกิจการ ที่เคยเป็นเพียงมด​ตัวเล็ก ๆ แต่ก็ได้กลายร่างมาเป็นยูนิคอร์น​เรียบร้อยแล้วในวันนี้

พี่ทุยขอเล่าเรื่องย่อคร่าว ๆ​ เพื่อทวนความจำกันหน่อยนะ​ ทั้งคนที่เคยดูและไม่เคยดูจะได้จูนกันติด​ง่ายขึ้น

“ITAEWON CLASS” เป็นซีรี่ส์​ที่สร้างมาจากเว็บตูนของเกาหลีในชื่อเดียวกัน​ ผู้เขียนเว็บตูนเรื่องนี้ได้มาเขียนบทในซีรี่ส์เรื่องนี้​ด้วย​ โดยเรื่องราวเริ่มต้นขึ้นตอนสมัยที่พระเอกเพิ่งย้ายไปเรียนมัธยมปลายที่โรงเรียนใหม่​ และที่โรงเรียนใหม่แห่งนี้​ เค้าก็ได้มีปัญหากับลูกชายของเศรษฐี​ผู้มีอิทธิพลแห่ง “ชางกากรุ๊ป” ส่งผลให้ชีวิตของเค้าต้องพลิกผัน​ พ่อที่เคยทำงานใน “ชางกากรุ๊ป” ต้องออกจากงาน​ เค้าเรียนไม่จบมัธยมปลาย​ ต่อมาพ่อก็ถูกรถชนจนเสียชีวิตโดยลูกชายของ “ชางกากรุ๊ป”​ และการบันดาลโทสะกับคนที่ฆ่าพ่อของตนเพียงเล็กน้อย​ก็ส่งผลให้พระเอกต้องไปเป็นนักโทษถึง​ 3 ปี​ แต่เค้าก็ไม่ได้ย่อท้อและหมดอาลัยตายอยาก​กับชีวิต​ เมื่อสิ้นสุดโทษตามกฏหมาย​ เค้าก็ออกมาก่อตั้งร้านเล็ก ๆ​ และค่อย ๆ​ เติบโตขึ้น ด้วยความสามารถของเค้าเเละความช่วยเหลือ​จากคนรอบข้าง​ สุดท้ายร้านเล็ก ๆ​ ของพระเอกที่เริ่มต้นจากติดลบ​ โดยมีเจ้าของที่เคยเป็นอดีตนักโทษก็ยิ่งใหญ่เหนือบริษัท​ชางกาที่เคยทำให้ชีวิตของเค้าพังได้​ มาดูข้อคิดที่ได้จากซีรี่ส์เรื่องนี้กัน​ดีกว่า​ ไอเดียหลายอย่างสามารถพลิกชีวิตของ​ “พัคแซรอย” พระเอกของเรื่องได้​ ก็น่าจะมีประโยชน์​กับเราได้เหมือนกันนะ

ข้อคิดเรื่องธุรกิจการลงทุนจาก “ITAEWON CLASS”

1. เชื่อมั่นในความคิดของตัวเอง​

สิ่งนี้เห็นได้ชัดจากตอนเริ่มเรื่องเลยก็คือ​ ในตอนที่พระเอกปกป้องเพื่อนร่วมชั้นไม่ให้ถูกเพื่อนที่มีอิทธิพลในโรงเรียนรังแก แต่กลับถูกบังคับให้คุกเข่าขอโทษอีกฝ่าย​ เพียงเพราะว่าฝ่ายนั้นเป็นลูกชายเจ้าของบริษั​ทที่พ่อของตนเองทำงานอยู่​ เมื่อมั่นใจว่าการกระทำของตัวเองเป็นเรื่องที่ถูกต้อง​ พระเอกจึงไม่ยอมคุกเข่าขอโทษ​ ซึ่งการคุกเข่าก็เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์​ที่สอดแทรกมาตลอดเรื่องเลยก็ว่าได้​ มันเปรียบเสมือนการยอมก้มหัวให้กับความไม่ถูกต้อง​ ซึ่งหลายคนในสังคมมักจะยอมทำเช่นนั้น​ แต่สำหรับพระเอกในซีรี่ส์​เรื่องนี้ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์​อะไรขึ้นก็ตาม​ ถ้าเค้ามองว่าการกระทำของตัวเองถูกต้องแล้ว​ก็จะไม่ยอมคุกเข่า​ ตรงนี้เป็นคุณสมบัติ​ของผู้ที่อยากจะประสบความสำเร็จทุกคนควรมี​ คือไม่หวั่นไหวและเชื่อมั่นในการกระทำของตัวเอง​ เมื่อพิจารณา​มาอย่างรอบคอบเเล้ว

2. ไม่ยอมละเมิดกฏ​ของตัวเองแม้แต่ครั้งเดียว

ในตอนที่เพิ่งเปิดร้านทันบัมใหม่ ๆ​ ร้านก็เกิดปัญหาถูกสั่งให้ปิดเพราะมีเยาวชนอายุไม่ถึงเกณฑ์ ​(ซึ่งก็คือนางเอกของเรื่อง)​ เข้ามาใช้บริการ​ แต่เจ้าหน้าที่​ตำรวจกลับจะช่วยให้พ้นผิด​ ไม่ต้องปิดร้าน​ ซึ่งเป็นเรื่องดีกับธุรกิจ​ของเค้า​ ถ้าเกิดเหตุการณ์​อย่างนี้​ คนส่วนใหญ่คงจะยินดีที่ตัวเองพ้นจากข้อหาและหลับหูหลับตาถึงความไม่โปร่งใสที่เกิดขึ้น​ เพราะดีต่อผลประโยชน์​ของตัวเอง​ แต่พระเอกกลับไม่พอใจ​ต่อว่าเจ้าหน้าที่​ตำรวจคนนั้นอย่างรุนแรง​และขอให้ร้านถูกดำเนินคดีตามเดิม​ โดยให้เหตุผลว่า​ “เมื่อมีครั้งที่หนึ่ง​ ก็ต้องมีครั้งที่ 2 และครั้งต่อไปเรื่อย ๆ” อธิบายง่าย ๆ​ ว่าเค้าคิดว่า​การ​ “หยวน ๆ”  ให้กับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง​ เช่น​ ความไม่ถูกต้อง​ สุดท้ายก็จะทำให้เกิดความละเลยในครั้งต่อ ๆ​ มา และติดเป็นนิสัย การคิดเช่นนี้จะช่วยป้องกันความเสียหายจากการเกิดเหตุการณ์​ที่เรียกว่า​ “Black​ Swan” คำนี้มาจากการที่เมื่อหลายร้อยปีก่อน​ เนื่องจากไม่มีใครเคยพบเห็นหงส์​สีดำ​ จึงมีการตั้งสมมติฐาน​กันว่าหงส์ทุกตัวเป็นสีขาว​ จนกระทั่งในปี​ ค.ศ. 1697 ก็มีการพบเห็นหงส์​สีดำ​ ทฤษฎี​ที่ว่าโลกนี้มีเพียงแต่หงส์สีขาวจึงถูกลบล้างไป อธิบายง่าย ๆ​ ว่า สิ่งที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อย ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีโอกาสเกิดขึ้นเลย การที่คนเราละเลยในเรื่องเล็กน้อยเพราะไม่คิดว่าเป็นเรื่องที่ใคร ๆ​ ก็หยวน ๆ​ กัน​ เช่น​ ขับรถฝ่าไฟแดงตอนตี​ 2 เพราะคิดว่าเวลานี้ไม่ค่อยมีรถบนท้องถนนหรอก​ การมักง่ายทำในสิ่งที่ละเมิดกฏ​ 1 ครั้ง​ ย่อมจะตามมาด้วยครั้งที่​ 2, 3 และครั้งต่อ ๆ​ ไป​ จนเกิดเป็นความเคยชินและเป็นนิสัยในที่สุด​ ซึ่งถึงแม้ว่าการที่ขับรถฝ่าไฟแดงในกลางดึกเช่นนี้มักจะไม่เกิดเหตุการณ์​อะไรขึ้น​ แต่ก็ไม่ได้การันตีว่าจะเป็นเช่นนั้นเสมอ​ เหมือนกับที่นักวิทยาศาสตร์​ไปจ๊ะเอ๋กับหงส์​สีดำเข้า​ ทั้ง ๆ​ ที่ปักใจเชื่อว่ามีแต่หงส์สีขาวเท่านั้นมาเป็นร้อยปีนั่นแหละ

3. การมีเป้าหมายที่ชัดเจน

มีคำกล่าวที่ว่า​ “A​ man without a goal is like a ship without a rudder.” หรือ​ มนุษย์​ผู้ซึ่งไร้เป้าหมายในชีวิตก็เหมือนเช่นเรือใบที่ไร้หางเสือ​ การมีเป้าหมายในชีวิตจะช่วยให้คนเรารู้ว่าควรจะเดินไปทางไหน​และรู้สึกว่า​ชีวิตมีความหมาย​ มีหลายงานวิจัยชี้ชัดด้วยว่า​ คนที่มีเป้าหมายในชีวิตจะประสบความสำเร็จ​ในชีวิตมากกว่า​ โดยเฉพาะ​หากระบุถึงบันไดขั้นต่าง ๆ​ ในการเดินขึ้นไปสู่เป้าหมายนั้นเอาไว้​ พระเอกของซีรี่ส์เรื่องนี้ก็เช่นกัน​ ระหว่างที่ติดคุกอยู่​ 3 ปี​ เค้าได้วางเป้าหมายในชีวิตไว้อย่างแน่ชัดว่าจะต้องโค่นล้มบริษัทที่ทำให้ชีวิตตัวเองและพ่อพังทลายลงให้ได้​ นอกจากนี้​การวางเป้าหมายของเค้าก็ไม่ได้เลื่อนลอย​ แต่ชัดเจน​เป็นขั้นเป็นตอน​ อีกทั้งยังอยู่บนพื้นฐาน​ของความเป็นจริง​ เช่น​ รู้ว่ายังไม่มีทุนมากพอ​ ก็ตั้งใจว่าเมื่อพ้นโทษจะทำงานหาเงินก่อน (และระบุจำนวนปีด้วย)​ โดยฝึกฝนทักษะอาชีพดังกล่าวไว้ตั้งเเต่อยู่ในเรือนจำ​และยังไม่ได้มีความคาดหวังที่สูงเกินจริง​ ซึ่งเป็นคุณสมบัติ​ที่นักลงทุน​ทุกคนต้องมี​ เค้าไม่ได้วาดฝันว่าธุรกิจ​ที่สร้างขึ้นจะยิ่งใหญ่ได้ภายใน​ 1 ปีแต่เป็นวางแผนระยะยาว​ถึง​ 15​ ปี​ ทุกอย่างมีเวลาของมันทั้งนั้น​ จะคลอดลูกออกมาได้​ต้องตั้งท้องถึง​ 9​ เดือน​ กว่าต้นไม้จะโตเป็นไม้ยืนต้นได้ก็ต้องใช้เวลาเป็นปี ๆ​ เหมือนสำนวนที่ว่า​ “กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จ​ในวันเดียว”

4. ไม่ตีกรอบให้กับตัวเอง

ถึงแม้จะเคยเป็นนักโทษมาก่อน​ เค้ากลับไม่เคยติดฉลากตัวเองว่าอดีตนักโทษอย่างตัวเองไม่สามารถประสบความสําเร็จ​ในชีวิตได้​ แล้วความคิดอย่างนี้นอกจากจะสร้างพลังบวกให้ตัวเองได้แล้ว​ ยังสร้างพลังบวกให้กับคนรอบข้างได้อีกด้วย​ เพื่อนนักโทษคนหนึ่งเกิดกลับตัวกลับใจและมาเป็นลูกน้องผู้ซื่อสัตย์​ของเค้าด้วยประโยคเรียกสติทำนองว่า​ “อย่าคิดว่าชีวิตของตัวเองจบแล้ว​ ชีวิตยังไม่ได้เริ่มเสียหน่อย​ อย่าคิดว่าเป็นไปไม่ได้​ ถ้ายังไม่ได้เริ่มลงมือทำเลย” หลายคนชอบเปรียบเทียบ​ว่า​ ชีวิตของคนเราก็เหมือน​การเดินทางระยะไกล​ ถ้าเป็นการเดินทางจริงแล้วรู้ว่าผิดทาง​ ก็สามารถเลี้ยวไปหาเส้นทางใหม่ได้เสมอ ๆ​ นี่หน่า​ หรือถ้าไม่มีทางแยกจริง ๆ​ ลองเดินกลับทางเดิมไปตั้งหลักก็ได้​ พี่ทุยมองว่าข้อนี้เป็นคุณสมบัติที่น่ายกย่องของพระเอกจริง ๆ​ เพราะอดีตนักโทษอย่างเค้า​ ย่อมจะถูกติดฉลากกลาย ๆ​ จากคนรอบข้าง​ หรือแม้กระทั่งตัวเองว่าเอาดีไม่ได้

5. มีการลงทุน​หลายทาง

อาจเรียกได้ว่าหากไม่มีข้อนี้​ ร้านของพระเอกก็คงไม่มีวันใหญ่โตจนเอาชนะบริษัท​ชางกาได้ในท้ายที่สุด​ พระเอกเอาเงินค่าชดเชยและประกันชีวิตของพ่อมาลงทุนในหุ้นของบริษั​ทชางกา โดยช้อนซื้อหุ้นตอนที่ราคาร่วงลงอย่างรุนเเรงเนื่องจากข่าวความประพฤติไม่ดี​ของลูกชายเจ้าของบริษั​ท​ และให้เหตุผลในการเข้าซื้อหุ้นครั้งนั้นสรุปได้ว่า​ เค้ามองว่าบริษัท​ชางกาเป็นธุรกิจที่ดี เป็นธุรกิจ​อาหารที่มีรสชาติอร่อย​ ถึงแม้จะมีข่าวร้ายมากระทบในระยะสั้นก็นับว่ายังเป็นธุรกิจ​ที่น่าลงทุน​ ถ้าพูดเป็นภาษานักลงทุน​ก็คือ​ เค้ามองว่ามันเป็นหุ้นของธุรกิ​จที่มีกิจการพื้นฐาน​ที่ดี​ มีความสามารถ​ในการเติบโตและน่าลงทุน​ ข่าวร้าย​ที่เกิดขึ้น​ก็เพียงสิ่งที่จะมากระทบราคาของหุ้นในระยะสั้นเท่านั้น​ พระเอกจึงลงทุนในหุ้นตัวนี้และในอีก 10 ปีต่อมา​ ดอกเบี้ยทบต้น (Compound Interest) ก็ทำงานและเค้าก็สามารถขายทำกำไรได้ส่วนนึงเพื่อมาสร้างกิจการให้ใหญ่โตขึ้นได้ การกระทำของพระเอกตรงกับหลักการกระจายความเสี่ยง (diversified)​ ที่น่าเอาเป็นแบบอย่างมาก ๆ เลย

6. ใส่ใจคนอื่น

พระเอกจะมีคติประจำใจการทำธุรกิจ​เสมอว่า​ “ธุรกิจ​คือผู้คน” เค้าเป็นคนใส่ใจในสิ่งรอบข้าง​ เลือกงานให้เหมาะสมกับความถนัดของคนซึ่งจะทำให้เกิดสิ่งที่ทางเศรษฐศาสตร์​เรียกว่า​ “อรรถะประโยชน์​สูงสุด” นอกจากจะสนใจทีมงานของตัวเองแล้ว​ พระเอกยังสนใจร้านอื่น ๆ​ ที่เปิดอยู่ในละเเวกเดียวกัน​ด้วย​ โดยการอาสาช่วยร้านเหล่านั้นทำสิ่ง​ต่าง ๆ​ ที่น่าจะเรียกลูกค้าได้มากขึ้น​ เช่น​ เปลี่ยนป้าย​ เปลี่ยนไฟ​ และการกระทำนั้นก็ทำให้เกิดผลดีกับร้านของเค้าด้วยจริง ๆ​ เพราะละแวกที่ดูอึมครึม กลับมาครึกครื้น​ มีชีวิตชีวา​ ย่อมดึงดูดให้คนอยากมาใช้บริการ

“ดูละครแล้วย้อนดูตัวเรา” เป็นประโยคที่เก่าแต่ก็ยังใช้ได้จริงนะ​ ซึ่งเดี๋ยว​นี้อาจจะต้องเปลี่ยนเป็น​ “ดู​ Netflix แล้วย้อนดูตัวเรา” แล้วมั้ง​ ฮ่า ๆ​ อย่างเรื่อง​ “ITAEWON CLASS” นี่มีข้อคิดในแง่ของการทำธุรกิจ​และการลงทุน​ที่น่าสนใจจนพี่ทุยอดจะหยิบยกขึ้นมาพูดถึงไม่ได้เลย​ จริง ๆ พี่ทุยอาจจะแค่ติดซีรีส์ก็ได้นะ ฮ่า ๆ

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

Comment

Be the first one who leave the comment.

Leave a Reply