สงครามเมียนมา เศรษฐกิจชายแดนไทย 1.3 แสนล้าน จะเป็นยังไง?

สงครามเมียนมา เศรษฐกิจชายแดนไทย 1.3 แสนล้าน จะเป็นยังไง?

3 min read    Money Buffalo

ฉบับย่อ

  • ปัญหาสงครามในเมียนมาส่งผลกระทบต่อไทยในหลายมิติ และเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในมิติด้านพลังงาน เพราะไทยซื้อก๊าซจากเมียนมามาผลิตไฟฟ้าจำนวนมาก 
  • การทะลักหนีภัยสงครามมาไทยย่อมก่อให้เกิดต้นทุนในการดูแล แถมการเข้ามาของคนระดับบนกำลังทำให้ราคาอสังหาริมทรัพย์ในไทยแพงขึ้น เพราะชาวพม่าระดับเศรษฐีต้องการแหล่งเก็บทรัพย์สินไว้ทั้งในรูปการลงทุน 
  • แหล่งนำเข้าอาหาร สินค้าทะเล และไม้ ราคาถูกอาจเข้าถึงได้ยาก จากปัญหาความไม่สงบ และกติกาการค้าและความตกลงที่อาจเปลี่ยนไปจากผู้ถืออำนาจหน้าใหม่ในพื้นที่ชายแดน

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

ข่าว สงครามเมียนมา กลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง หลังจากกองกำลังกระเหรี่ยง KNU และฝ่ายต่อต้านรัฐบาลสามารถบุกยึดเมืองเมียวดี ซึ่งเป็นเมืองการค้าชายแดนสำคัญที่ของเมียนมาและมีอาณาเขตติดต่อกับอำเภอแม่สอด จังหวัดตากของไทยได้สำเร็จ 

นำมาซึ่งแรงกระเพื่อมที่ต่อเนื่องในหลาย ๆ เหตุการณ์เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น กรณีการส่งเครื่องบินเหมาลำจากเมียนมามารับคนและสิ่งของที่หนีภัยสงครามกลับ ณ สนามบินแม่สอดของไทย ไปจนถึงประเด็นความเคลื่อนไหวการค้าขายบริเวณชายแดน 

อย่างไรก็ดี หากว่ากันตามจริงแล้วสถานการณ์วิกฤตในเมียนมาไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ในระดับพื้นที่ตรงชายแดนอย่างเดียวเท่านั้น หากแต่มีความหมายลึกซึ้งต่อระบบเศรษฐกิจและปากท้องความเป็นอยู่ของชาวไทยทั้งประเทศในภาพรวมอยู่ไม่น้อยทีเดียว

วิกฤตในเมียนมาสำคัญกับประเทศไทยอย่างไร และกระทบกับเศรษฐกิจและปากท้องคนไทยแค่ไหน วันนี้พี่ไปรวบรวมมาให้แล้ว 

เมียนมาแหล่งพลังงานสำคัญของไทย

แม้สถานการณ์สู้รบจะเป็นเรื่องภายในประเทศเมียนมา แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าด้วยความที่ไทยและเมียนมามีชายแดนติดกันยาวกว่า 2,000 กว่ากิโลเมตร ทำให้ปัญหาดังกล่าวกลายเป็นเรื่องสำคัญต่อไทยไปโดยปริยาย โดยเฉพาะในเชิงเศรษฐกิจและปากท้อง 

เรื่องแรกเลยคือ “พลังงาน” เนื่องจากเมียนมาเป็นหนึ่งในแหล่งพลังงานนำเข้าสำคัญจากต่างประเทศ เพื่อนำมาผลิตกระแสไฟฟ้าใช้ในประเทศ โดยมีกำลังการผลิตสูงถึง 6,500 MW 

เทียบให้เห็นภาพคือ เมียนมาเป็นแหล่งจ่ายไฟฟ้าให้กับความต้องการสูงสุดของไทยได้มากถึง 1 ใน  5 ของช่วงพีคในการใช้ไฟฟ้าในประเทศไทยเมื่อปี 2565 ซึ่งอยู่ที่ 33,177 MW เลยทีเดียว

ด้วยปริมาณการนำเข้าที่สูงมาก แต่ราคาไม่ได้แรงนักเมื่อเทียบกับแหล่งนำเข้าอื่น ๆ จึงทำให้ไทยพึ่งพาแหล่งก๊าซจากเมียนมามาก    

ดังนั้นสถานการณ์สู้รบในเมียนมาจึงสำคัญกับไทย เพราะนี่อาจนำไปสู่การเปลี่ยนโฉมหน้ารัฐบาล หรือ รูปแบบการปกครอง ซึ่งก็จะทำให้สิทธิสัมปทานพลังงานเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม และนั่นก็จะกระทบต่อการเข้าถึงแหล่งพลังงานในราคาถูกของไทยไปด้วย หรือ อีกนัยหนึ่งคือคนไทยมีแนวโน้มต้องจ่ายค่าไฟแพงขึ้นนั่นเอง

และล่าสุด กลุ่มเชฟรอน ถอนการลงทุนโครงการยาดานา ในประเทศเมียนมา ที่ส่งก๊าซธรรมชาติเข้ามาในประเทศไทย ให้ปตท.สผ. ถือหุ้นใหญ่สุด ซึ่งสาเหตุการถอนการลงทุน ก็เนื่องจากสงครามในเมียนมาที่ปะทุขึ้นและละเมิดสิทธิมนุษยชน

สงครามเมียนมา ทำให้มีผู้อพยพตามชายแดน

เรื่องที่สอง การดูแลผู้อพยพ เพราะไทยเป็นที่พักพิงในการลี้หนีภัยสงครามอันดับต้น ๆ ของชาวเมียนมา แถมยังเป็นแหล่งหางานทำเพื่อยังชีพของชาวเมียนมาอีกด้วย

โดยข้อมูลกระทรวงแรงงานเผยว่ามีแรงงานเมียนมาที่ทำงานในประเทศไทยสูงถึง 1.8 ล้านคน ซึ่งหากนับรวมกับแรงงานที่ไม่ได้อยู่ในระบบอย่างเป็นทางการจะมากกว่านี้อีก

การหลั่งไหลเข้ามาของผู้คนจากเมียนมาเป็นจำนวนมาก สร้างความท้าทายต่อระบบการจัดการและดูแลผู้อพยพของประเทศไทยเป็นอย่างมาก เพราะการดูแลดังกล่าวใช้ต้นทุนที่สูง ทั้งข้าวปลาอาหาร ยาเวชภัณฑ์ และของใช้จำเป็นต่าง ๆ 

ดังนั้น ภาวะสงครามในเมียนมาจึงส่งผลกระทบต่องบประมาณของไทยที่อาจต้องแบ่งไว้มาดูแลเหล่าผู้ลี้ภัยสงครามเหล่านี้

นอกจากนี้ การลี้ภัยสงครามของชาวเมียนมายังกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาอสังหาริมทรัพย์ในไทยสูงขึ้นอีกด้วย เพราะในช่วงไตรมาส 1 ที่ผ่านมามีข่าวว่าชาวเมียนมามาเหมาซื้อห้องชุดและคอนโดหรูในไทยต่อหน่วยสูงสุด เฉลี่ย 6.5 ล้านบาทต่อหน่วย สะท้อนชัดว่าเหล่าเศรษฐีและผู้มั่งมีในเมียนมากำลังขนทรัพย์สินเงินทองมาเก็บไว้ในไทยกันแล้ว และมีแนวโน้มว่าจะมากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วย  

แหล่งนำเข้าสินค้าเกษตรและประมง

เรื่องที่สาม “สินค้าเกษตร ประมง และไม้” ล้วนเป็นสินค้าสำคัญที่ไทยนำเข้าจากเมียนมา แต่ด้วนภาวะสงคราม และการเปลี่ยนขั้วโฉมหน้าผู้ถืออำนาจรัฐ โดยเฉพาะตามเมืองบริเวณตะเข็บชายแดนเมียนมา-ไทย อาจทำให้ระบบการค้า และรูปแบบการเสียภาษีต่าง ๆ แตกต่างไปจากเดิมที่เคยจ่ายหรือเคยตกลงไว้ในระดับรัฐบาล

ความหมายคือความตกลงเดิมที่รัฐบาลไทยและเมียนมายึดถือมาตลอด โดยเฉพาะการเป็นเขตหารค้าเสรีอาเซียนร่วมกัน ซึ่งจะไม่คิดภาษีนำเข้า ยกเว้นบางรายการ อาจต้องเปลี่ยนไป เช่น การจ่ายภาษีให้กับชนกลุ่มน้อยที่ถือครองอำนาจตรงบริเวณชายแดน เป็นต้น

ดังนั้นระบบการค้าและนำเข้าสินค้าจากเมียนมาอาจเปลี่ยนแปลงรูปโฉมไปจากสถานการณ์สงครามที่กำลังเกิดขึ้นนี้

ผลของ สงครามเมียนมา เหตุการณ์ที่เมียวดี

นับเป็นความเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายในเชิงยุทธศาสตร์อย่างมาก เพราะเมืองเมียวดีเป็นเมืองการค้าชายแดนสำคัญระหว่างไทย-เมียนมา โดยมีมูลค่าการค้าชายแดนสูงเป็นอันดับที่ 3 รองจากด่านศุลกากรสะเดา ที่ 1.3 แสนล้านบาท 

ซึ่งเหตุการณ์นี้อาจทำให้ปริมาณการค้าสะดุดลงชั่วคราวในช่วงสั้น ๆ เพราะฝ่ายไทยคงต้องประเมินดูท่าทีและความปลอดภัยในฝั่งเมียนมาเป็นสำคัญ

ส่วนในระยะยาว ถ้ากองกำลังกระเหรี่ยงสามารถสถาปนาอำนาจรัฐได้อย่างเต็มที่แล้ว คงต้องถึงเวลาที่รัฐบาลไทยอาจต้องมีความตกลงเป็นการเฉพาะเพื่อทำการค้าและการลงทุนกับอำนาจรัฐใหม่ในเมืองเมียวดี  และเมืองอื่น ๆ ที่จะไม่ได้ขึ้นอยู่กับรัฐบาลกลางของเมียนมา

จุดยืนของไทย

เป็นเรื่องที่น่าลำบากใจยิ่งสำหรับรัฐบาลไทยต่อการวางตัวในสถานการณ์เช่นนี้ 

เพราะหากจะยึดหลักความสัมพันธ์อันดันระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาล ก็ดูจะไปต่อได้ยาก หลังจากที่เหล่าบรรดาเมืองตามชายแดนตกไปอยู่ในมือของกลุ่มชาติพันธุ์และฝ่ายต่อต้านรัฐบาลกันไปเยอะแล้ว 

แต่ครั้นจะมาปฏิสัมพันธ์กับชาติพันธุ์และกลุ่มต่อต้านรัฐบาลก็อาจทำให้รัฐบาลกลางของเมียนมขุ่นข้องหมองใจเอาได้ และพลอยจะทำให้ความตกลงต่าง ๆ ที่ทำไว้ในระดับรัฐบาลเกิดปัญหา 

ดังนั้นท่าทีที่ดีสุดสำหรับไทยคือการติดต่อและข้องเกี่ยวอย่างระมัดระวัง โดยสนับสนุนให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน แล้วแก้ปัญหาด้วยกันบนความสันติ และยึดประโยชน์ประชาชนเป็นที่ตั้ง 

ด้วยเหตุนี้ปัญหาสงครามในเมียนมาจึงไม่ใช่แค่เรื่องของเมียนมาอย่างเดียว หากแต่มีผลกระทบมาถึงไทย และปากท้องของประชาชนไทยไปเกี่ยวข้องด้วย

อ่านเพิ่ม

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile