วิเคราะห์ เศรษฐกิจไทย 2566 ครึ่งปีหลัง พร้อมโอกาสการลงทุน

วิเคราะห์ เศรษฐกิจไทย 2566 ครึ่งปีหลัง พร้อมโอกาสการลงทุน

3 min read    Money Buffalo

ฉบับย่อ

  • ปีนี้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังเติบโตต่อจากปีที่แล้ว เพียงแต่ว่าลดความร้อนแรงลง หลัก ๆ แล้วยังคงเป็นตลาดแรงงานที่แข็งแกร่งทำให้ประชาชนยังมีกำลังซื้อหนุนการเติบโตของเศรษฐกิจ ด้านจีนที่กลับมาเปิดเมืองในปีนี้ พบว่าตัวเลขเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวในกลุ่มบริโภคภายในและบริการ แต่ตลาดหุ้นกลับไม่ปรับตัวขึ้น เพราะเศรษฐกิจฟื้นน้อยกว่าที่คาดไว้
  • เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวจากปีก่อน เมื่อการเมืองนิ่งก็คาดว่าเศรษฐกิจจะได้รับแรงหนุนจากนโยบายด้านกระตุ้นเศรษฐกิจโดยเฉพาะการบริโภคภายใน ดังนั้นการลงทุนหุ้นไทยก็คงต้องโฟกัสอยู่กับหุ้นที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจภายในประเทศ และมีมูลค่าที่เหมาะสม (ราคาหุ้นยังขึ้นไม่เยอะ)
  • ในช่วงเศรษฐกิจเริ่มชะลอตัว ขณะที่ตลาดหุ้นบวกสวนแบบนี้ แทบจะหาหุ้นน่าสนใจยากมาก แต่โชคดีที่จู่ ๆ กระแส AI ก็พุ่งแรง ซึ่งส่งผลดีไปถึงกลุ่ม Semiconductor ที่ความต้องการเพิ่มขึ้นอีกครั้ง เนื่องจากถูกใช้เพื่อรันข้อมูลพัฒนาความสามารถ AI

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

เผลอแป๊บเดียวก็ผ่านไปแล้วครึ่งปี พอร์ตลงทุนของหลายคนก็คงถึงเวลาปรับสัดส่วนกันใหม่อีกรอบ พี่ทุยเลยไปหารวบรวมมุมมองการลงทุนมาสรุปไว้ให้นักลงทุนทุกคนได้เอาไปใช้วางแผนสำหรับครึ่งหลังของปี เศรษฐกิจไทย 2566 ครึ่งปีหลัง อาการเป็นยังไง ถ้าพร้อมแล้วไปดูกัน!!!

ภาพรวมเศรษฐกิจทั่วโลก

พี่ทุยจะขอเน้นเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่เป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของโลก ซึ่งความเคลื่อนไหวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ย่อมมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลกอย่างแน่นอน

ต้องยอมรับว่าปีนี้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังเติบโตต่อจากปีที่แล้ว เพียงแต่ว่าลดความร้อนแรงลง โดยหลักแล้วยังคงเป็นตลาดแรงงานที่แข็งแกร่งทำให้ประชาชนยังมีกำลังซื้อหนุนการเติบโตของเศรษฐกิจ

ด้านกำไรของบริษัทในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ไม่ได้แย่อย่างที่คาดกันไว้ แม้ความต้องการไม่ได้พุ่งสูงเหมือนปีที่แล้ว รายได้อาจลดลงบ้าง เช่นเดียวกับกำไรและมาร์จิ้น แต่การจัดการต้นทุนสินค้าและพลังงานดีขึ้นกว่าปีที่แล้ว ปัญหาการขาดแคลนแรงงานก็ดีขึ้น นักวิเคราะห์เริ่มปรับเพิ่มประมาณการกำไรบริษัทสหรัฐฯ ยุโรป และจีน ในอีก 12 เดือนข้างหน้าขึ้นแล้ว

ด้านจีนที่กลับมาเปิดเมืองในปีนี้ พบว่าตัวเลขเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวในกลุ่มบริโภคภายในและบริการ แต่ตลาดหุ้นกลับไม่ปรับตัวขึ้น เป็นเพราะว่าเศรษฐกิจฟื้นน้อยกว่าที่คาดการณ์กันไว้ ทั้งตัวเลขกำไรภาคอุตสาหกรรมที่ปรับตัวลง -12.6% ในเดือน พ.ค. 2566 (YoY) รวมถึงตัวเลขการลงทุนในภาคอสังหาฯ ของจีนก็ปรับตัวลง ขณะที่อัตราการว่างงานของวัยหนุ่มสาวพุ่งขึ้นเป็นประวัติการณ์ ทำให้คาดว่าจะมีมาตรการกระตุ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปออกมา เช่น การลดอัตราดอกเบี้ย การลดอัตราส่วนสำรองเงินสดของธนาคารพาณิชย์

วิเคราะห์ เศรษฐกิจไทย 2566 ครึ่งปีหลัง

ช่วงกลางปี 2566 ไทยต้องผ่านความไม่แน่นอนทางการเมืองไปให้ได้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนต่างชาติ อย่างที่รู้กันว่าปีนี้เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวจากปีก่อน เมื่อการเมืองนิ่งก็คาดว่าเศรษฐกิจจะได้รับแรงหนุนจากนโยบายด้านกระตุ้นเศรษฐกิจโดยเฉพาะการบริโภคภายใน

ธนาคารโลก (World Bank) ปรับคาดการณ์ว่า GDP ปีนี้จะโต 3.9% (เดิม 3.6%) หนุนด้วยการท่องเที่ยวและบริโภคภายใน ซึ่งคาดว่า ในปี 2566 จะมีนักท่องเที่ยวต่างประเทศเดินทางเข้ามาในไทยจำนวน 29.5 ล้านคน ขยายตัว 164.6% ต่อปี คาดว่าจะมีรายได้จากการท่องเที่ยว 1.3 ล้านล้านบาท ส่วนการบริโภคภาคเอกชนคาดว่าจะขยายตัว 4.1%

ส่วนภาคการส่งออกชะลอตัวจากปีก่อน ทั้งปี 2566 คาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินสกุลดอลลาร์จะหดตัวเล็กน้อย -0.5% ซึ่งปัจจัยนี้ต้องติดตามว่าจะฟื้นตัวบ้างไหมในครึ่งปีหลัง

ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไปคาดว่าจะดีกว่าปีก่อน อยู่ที่ 2.6% ปรับเข้าสู่กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 1.0 – 3.0% เนื่องจากราคาพลังงานโลกที่ลดลง ทำให้แรงกดดันด้านอุปทานจากต้นทุนพลังงาน และราคาน้ำมันคลี่คลายลง

แนวโน้มการอัตราขึ้นดอกเบี้ยนโยบายน่าจะไม่ขึ้นหวือหวาตามฝากสหรัฐฯ ซึ่งชะลอการขึ้นดอกเบี้ยแล้ว ซึ่งล่าสุด มิ.ย. 2566 ก.น.ง. ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย +0.25% ต่อปี จากเดิม 1.75% เป็น 2.00% ต่อปี และคาดการณ์ว่า กนง. ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก 2 ครั้ง ครั้งละ 0.25% ในเดือน ส.ค. และ ก.ย. นี้ หรือไปอยู่ที่ 2.5% ในไตรมาส 3/2566

ซึ่งจะเป็นระดับที่เหมาะสมกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการคุมเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบเป้าหมาย รวมทั้งช่วยดันอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง ที่ยังอยู่ในระดับต่ำเกินไป ให้ปรับขึ้นมาอยู่ในระดับสมดุลมากขึ้น

ดังนั้นการลงทุนหุ้นไทยก็คงต้องโฟกัสอยู่กับหุ้นที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจภายในประเทศ และมีมูลค่าที่เหมาะสม (ราคาหุ้นยังขึ้นไม่เยอะ) เช่น ไฟแนนซ์ บัตรเครดิต และท่องเที่ยวบางบริษัท

โอกาสลงทุน เศรษฐกิจไทย 2566 ครึ่งปีหลัง

ช่วงเศรษฐกิจเริ่มชะลอตัว ขณะที่ตลาดหุ้นบวกสวนแบบนี้ แทบจะหาหุ้นน่าสนใจยากมาก แต่กระแส AI ก็พุ่งแรง ซึ่งส่งผลดีไปถึงกลุ่ม Semiconductor ที่ความต้องการเพิ่มขึ้นอีกครั้ง เนื่องจากถูกใช้เพื่อรันข้อมูลพัฒนาความสามารถ AI พี่ทุยมองว่าหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว เพราะบริษัทมีการลดต้นทุนโดยเฉพาะปลดพนักงาน

ถ้าใครที่รับความเสี่ยงได้น้อยหน่อย พี่ทุยมองว่า ตราสารหนี้เริ่มกลับมาน่าสนใจอีกครั้ง หลังการขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อเนื่องตั้งแต่ปีที่แล้วส่งให้เงินสดเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจที่สุดของปี 2022 และกดดันตราสารหนี้จนเละเทะไปข้าง

แต่ปัจจุบันคาดกันว่าการขึ้นอัตราดอกเบี้ยใกล้ถึงจุดสูงสุดแล้ว ส่งให้ตราสารหนี้ซึ่งให้อัตราผลตอบแทน (Yield) สูงขึ้นตลอดช่วงที่ผ่านมา เหมาะกับการกระจายสัดส่วนเงินลงทุนเพื่อหาผลตอบแทนจาก Yield ซึ่งสูงสุดในรอบกว่า 10 ปี และถ้าเศรษฐกิจชะลอตัวจนต้องลดอัตราดอกเบี้ยก็จะรับผลตอบแทนอีกส่วนจากราคาตราสารหนี้ที่ปรับตัวขึ้น (ราคาตราสารหนี้ขึ้นเมื่อปรับลดอัตราดอกเบี้ย)

ความเสี่ยงและปัจจัยที่ต้องติดตาม

สิ่งที่จะก่อให้เกิดปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัว อาจมาจาก 2 ปัจจัยนี้ คือ 

1. ปัญหาสภาพคล่องภาคอสังหาฯ สหรัฐฯ 

เป็นปัญหาที่ต้องติดตามต่อไป เพราะถ้าเงินเฟ้อยังไม่ลดถึงระดับ 2% อัตราดอกเบี้ยก็ยังคงระดับสูงแบบนี้ต่อไป ซึ่งธนาคารภูมิภาคสหรัฐฯ มีการปล่อยสินเชื่อให้อสังหาฯ เพื่อการพาณิชย์ เช่น ออฟฟิศ อพาร์ทเมนท์ โรงงาน และห้างสรรพสินค้า มากกว่าธนาคารขนาดใหญ่ถึง 4.5 เท่า ซึ่งกลุ่มออฟฟิศมีความน่าเป็นห่วง เพราะผู้เช่าน้อยลงจากการ Work From Home และค่าเช่าที่แพงขึ้น แถมแบกต้นทุนการเงินสูงขึ้น

2. ปัญหาธนาคารภูมิภาคในสหรัฐฯ 

น่าจะคลี่คลายชัดเจนก็ต่อเมื่อมีการลดอัตราดอกเบี้ย ทำให้ต่อจากนี้ต้องติดตามทิศทางการปรับอัตราดอกเบี้ยโดยเฉพาะจากธนาคารกลางสหรัฐฯ ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าเงินเฟ้อจะลดลงเร็วแค่ไหน

นอกจากนี้แม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะไม่ได้แย่อย่างที่คิดกันไว้ แต่ภาวะที่อัตราดอกเบี้ยสูงเช่นนี้อาจเร่งให้เศรษฐกิจชะลอตัวอย่างรุนแรงจนกลายเป็น Recession ก็ได้ ซึ่งพี่ทุยขอบอกก่อนว่าโอกาสจะเกิด Recession ยังน้อยอยู่

พี่ทุยสรุปว่า เศรษฐกิจโลกน่าจะชะลอตัวจากปีก่อน แต่โอกาสเกิด Recession ยังต่ำ (แต่เกิดนะ) ตลาดหุ้นทั่วโลกจะไม่ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วเหมือนที่เคยเกิดขึ้นตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา แต่จะมีบริษัทในบางกลุ่มที่รับประโยชน์จากกระแสเทคโนโลยีใหม่ การบริโภคภายใน นักลงทุนจึงต้องเลือกลงทุนบริษัทที่รับประโยชน์เหล่านั้น ในทางกลับกันนักลงทุนก็ต้องติดตามทิศทางการปรับอัตราดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือของปีไปด้วย

อ่านเพิ่ม

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile