พี่ทุยไม่รู้จะดีใจหรือเสียใจดี เมื่อส่งท้ายเดือน พ.ค. 2566 ที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาเปิดเผยว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. ขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเป็น 2% โดยประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ ให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย +0.25% ต่อปี จากเดิม 1.75% เป็น 2.00% ต่อปี โดยมีผลทันที
การขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้ จะเป็นผลดีหรือผลเสียต่อประชาชนตาดำ ๆ ยังไง หนี้ที่คนไทยเรามีเยอะอยู่แล้ว จะได้รับผลข้างเคียงจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้มั้ย พี่ทุยจะมาสรุปให้ฟัง
สรุปเหตุผล กนง. ขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเป็น 2%
ปัจจัยประกอบการพิจารณา
เศรษฐกิจไทย – มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง
- นักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เป็นผลบวกกับการจ้างงาน รายได้แรงงาน และส่งผลดีต่อเนื่องไปยังการบริโภคภาคเอกชน
- การส่งออกค่อย ๆ ฟื้นตัว และคาดว่าขยายตัวดีขึ้นระยะต่อไป สอดคล้องเศรษฐกิจโลกที่ชะลอลงบ้างแต่ก็ยังขยายตัว
- คาดการณ์ปี 2566 +3.6% ปี 2567 +3.8%
เงินเฟ้อ – ทยอยลดลง
- อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลงเข้าสู่กรอบเป้าหมาย จากแรงกดดันจากค่าไฟฟ้าและราคาน้ำมันที่ทยอยคลี่คลาย คาด +2.5% ปี 2566 และ +2.4% ปี 2567
- อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานคาดว่าจะทรงตัวในระดับสูงเทียบกับอดีต คาด +2.0% ในปี 2566 และ ปี 2567
- เงินเฟ้อได้รับแรงกดดันจากฝั่งอุปสงค์ในช่วงเศรษฐกิจขยายตัวดี และการที่ผู้ประกอบการส่งผ่านต้นทุนไปกดดันฝั่งอุปทาน
ระบบการเงิน – โดยรวมมีเสถียรภาพ
- ความสามารถชำระหนี้ภาคธุรกิจและครัวเรือนดีขึ้น
- ฐานะการเงินของผู้ประกอบการ SMEs และครัวเรือนบางส่วนยังเปราะบางและอ่อนไหวต่อค่าครองชีพและภาระหนี้ที่สูงขึ้น
- คณะกรรมการฯ เห็นควรดำเนินมาตรการปรับโครงสร้างหนี้อย่างต่อเนื่อง
- มองว่าควรมีมาตรการเฉพาะจุดและแนวทางแก้ปัญหาหนี้อย่างยั่งยืนสำหรับกลุ่มเปราะบาง
ภาวะการเงิน – โดยรวมผ่อนคลายลง
- ต้นทุนการกู้ยืมของภาคเอกชนสูงขึ้น สอดคล้องกับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่ยังไม่เป็นอุปสรรคต่อการระดมทุน และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
- อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบดอลลาร์ สรอ. อ่อนค่า
- คณะกรรมการฯ จะติดตามพัฒนาการและความผันผวนในตลาดการเงินอย่างใกล้ชิด
เหตุผลของการขึ้นดอกเบี้ย
- เพราะให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพราคา พร้อมดูแลเศรษฐกิจให้โตยั่งยืน
- เห็นความเสี่ยงเงินเฟ้อสูง จึงปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย
- พร้อมปรับขึ้นดอกเบี้ยได้อีก ขึ้นอยู่กับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่ออกมา
ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย
มุมมองนักวิเคราะห์ต่อ กนง. ขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเป็น 2%
- SCB EIC – คาดการณ์ กนง. ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก 2 ครั้ง ครั้งละ 0.25% ในเดือน ส.ค. และ ก.ย. นี้ หรือไปอยู่ที่ 2.5% ในไตรมาส 3/2566 ซึ่งจะเป็นระดับที่เหมาะสมกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการคุมเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบเป้าหมาย รวมทั้งช่วยดันอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง ที่ยังอยู่ในระดับต่ำเกินไป ให้ปรับขึ้นมาอยู่ในระดับสมดุลมากขึ้น
- วิจัยธุรกิจ LH Bank – ประเมิน กนง. คงดอกเบี้ย ช่วงที่เหลือของปี และคาดสิ้นปีอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 2.00% ซึ่งสอดคล้องกับเศรษฐกิจที่อยู่ในระยะเริ่มฟื้นตัว
- กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ Krungsri – มองว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 2.0% ในการประชุมเดือน ส.ค. แต่ยังมีความเสี่ยงที่ กนง. อาจตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยต่อ ขึ้นอยู่กับตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาและปัจจัยการเมือง
การขึ้นดอกเบี้ยนโยบายมีผลกับประชาชนยังไง
คราวนี้ พี่ทุยจะชวนมาคิดกันต่อว่า พอขึ้นดอกเบี้ยนโยบายแล้วจะมีผลกับเรายังไง
พี่ทุยขออธิบายว่า อัตราดอกเบี้ย คือ เครื่องมือที่ธนาคารกลางใช้ดำเนินนโยบายการเงิน ซึ่งเวลาที่ต้องการจะกระตุ้นเศรษฐกิจ กระตุ้นการลงทุน ก็จะปรับลดดอกเบี้ย แต่ช่วงไหนเห็นว่าเศรษฐกิจร้อนแรง ต้องการควบคุมเงินเฟ้อ ก็จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
ซึ่งในการประชุมวันที่ 31 พ.ค. ที่ผ่านมา เป็นการปรับขึ้นดอกเบี้ย ก็บ่งบอกว่า แบงก์ชาติต้องการคุมเงินเฟ้อ และทำให้เศรษฐกิจโตแบบไม่ร้อนแรงเกินไป
จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อ กนง. ขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเป็น 2%
- สถาบันการเงินจะทยอยขึ้นดอกเบี้ยทั้งเงินกู้ และเงินฝาก
- ดอกเบี้ยที่เป็นผลตอบแทนหุ้นกู้และพันธบัตรรัฐบาลจะเพิ่มขึ้นด้วย
- ประชาชนจะระวังใช้จ่ายมากขึ้น ไม่กล้าก่อหนี้เกินตัว เพราะต้นทุนการเงินสูงขึ้น
- นักลงทุนสนใจลงทุนน้อยลงในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยง เช่น หุ้น เพราะฝากเงินไว้กับธนาคารก็ได้ดอกเบี้ยสูงขึ้น
- ภาคธุรกิจจะชะลอการลงทุนหรือขยายธุรกิจไปก่อน เพราะต้นทุนการเงินสูงขึ้น
- เงินบาทจะมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น เพราะต่างชาติจะสนใจมาลงทุนในไทยมากขึ้น ถ้าดอกเบี้ยในไทยสูงกว่าต่างประเทศ
- หุ้นที่ได้รับผลบวกจากดอกเบี้ยขาขึ้น ได้แก่ หุ้นธนาคารและประกันชีวิต หุ้นสินค้าจำเป็นต่อการดำรงชีวิต และหุ้นบริษัทที่มีหนี้สินต่ำ มีเงินสดในมือสูง
ที่มา : ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)
จะเห็นได้ว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายก็เหมือนการเหยียบเบรก ทำให้รถที่กำลังซิ่งชะลอความเร็วลง ซึ่งเวลาขึ้นดอกเบี้ยนโยบายแต่ละครั้ง คนที่ฝากเงินก็คงดีใจที่จะได้เห็นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากปรับขึ้น
แต่สำหรับคนที่กู้เงิน โดยเฉพาะคนที่ต้องจ่ายอัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัว ก็คงยิ้มไม่ออกเท่าไหร่ เพราะดอกเบี้ยเงินกู้กำลังจะเพิ่ม แปลว่า ต้องรับภาระต้นทุนการเงินที่สูงขึ้น ซึ่งประเด็นนี้เอง ที่พี่ทุยมองว่า ค่อนข้างน่าเป็นห่วง
แต่ ธปท. ก็ทราบดีในปัญหานี้ เพราะในเหตุผลของการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ก็ระบุไว้อยู่แล้วว่า มองเห็นเรื่องที่ครัวเรือนบางส่วนยังเปราะบาง อ่อนไหวกับค่าครองชีพและภาระหนี้ที่สูงขึ้น
ปัญหาหนี้ครัวเรือนน่าห่วงแค่ไหน
พี่ทุยไปอ่านรายงานสรุปภาพรวมธนาคารพาณิชย์ไตรมาส 1/2566 ของ ธปท. มา พบตัวเลขที่น่าสนใจ ที่บ่งชี้ได้ว่า ตอนนี้ปัญหาหนี้ครัวเรือนน่าห่วงรึเปล่า ดังนี้
1. ยอดคงค้างสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL) ไตรมาส 1/2566 อยู่ที่ 498,000 ล้านบาท หรือ 2.68% ของสินเชื่อรวม
2. สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ล่าสุด ไตรมาสที่ 4/2565 อยู่ที่ 86.9% และยังต้องติดตามความสามารถในการชำระหนี้ของกลุ่มเปราะบางที่รายได้ฟื้นตัวช้าและมีหนี้สูง
ถ้าดูจากตัวเลขแล้ว พี่ทุยก็มองว่า เรื่องหนี้ครัวเรือนของไทยก็น่าเป็นห่วงอยู่ เพราะว่า ระดับหนี้ครัวเรือนที่มียังสูง ถึงแม้ว่าจะลดลงมาบ้างจากปี 2564 แต่ก็ถือว่าอยู่ในระดับที่สูงกว่าระดับที่ยั่งยืนตามที่ธนาคารเพื่อการชำระบัญชีระหว่างประเทศ (BIS) ระบุไว้
ฉะนั้น หลังจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายรอบเดือน พ.ค. 2566 นี้ พี่ทุยมองว่า อาจจะไปสะเทือนหนี้ครัวเรือนได้
การปรับขึ้นดอกเบี้ยรอบนี้ อาจจะทำให้คนที่คิดจะก่อหนี้ในอนาคต ลดหรือชะลอการก่อหนี้ออกไป แต่สำหรับคนที่มีหนี้อยู่แล้ว ก็จะมีภาระหนี้เพิ่มขึ้น เพราะต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงขึ้น
ขณะที่เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มดีขึ้นก็จริง แต่ก็ใช่ว่าจะดีในทุกภาคส่วน โดยภาคการท่องเที่ยว การบริโภค อาจจะดี แต่สำหรับคนที่ทำงานอยู่ในภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกแล้ว ช่วงนี้อาจจะยังเครียด ๆ หน่อย เพราะอาจจะได้รับผลกระทบด้านรายได้ ตามการส่งออกที่ชะลอตัวลง ฉะนั้นถ้ากลุ่มนี้มีหนี้ที่ต้องจ่ายเยอะอยู่ ก็ค่อนข้างน่าเป็นห่วง
ยิ่งถ้าไปดูข้อมูลอีกชุดที่มาจาก การศึกษาร่วมกันของ ธปท. และสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ยิ่งอาการน่าเป็นห่วง
สรุปผลศึกษาของ ธปท. และสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ เรื่องหนี้ครัวเรือน
- ในปี 2565 พบว่า 37% หรือมากกว่า 1 ใน 3 ของคนไทย มีหนี้
- 57% ของคนไทย มีหนี้เกิน 100,000 บาท และมี 14% ที่มีหนี้เกิน 1,000,000 บาท
- 32% ของคนไทยที่มีหนี้ มีหนี้ 4 บัญชีขึ้นไป (เช่น มีหนี้บัตรเครดิตหลายใบ หนี้รถ และสินเชื่อส่วนบุคคล)
- สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ของไทย สูงกว่าประเทศในตลาดเกิดใหม่อย่าง อินเดีย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย และสูงพอๆ กับประเทศพัฒนาแล้ว
- บัญชีหนี้ที่คนไทยมี 2 ใน 3 เป็นสินเชื่อที่ไม่สร้างรายได้ (สินเชื่อบุคคล 39% และบัตรเครดิต 29%)
- บัญชีหนี้ที่สร้างรายได้หรือความมั่งคั่ง มีสัดส่วนค่อนข้างน้อย (สินเชื่อบ้าน 4% และสินเชื่อธุรกิจ 4%)
- 1 ใน 5 ของคนไทย มีหนี้เสีย
- คนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเริ่มทำงาน (อายุ 20-35 ปี) เป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนคนมีหนี้เสียสูงที่สุด คือ 1 ใน 4 ของคนในกลุ่ม
- กลุ่มเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย มีภาระหนี้ต่อรายได้สูงที่สุดอยู่ที่ 34% และ 41% ตามลำดับ จึงเสี่ยงต่อการชำระหนี้ไม่ได้ หรือไม่ก็จ่ายได้แค่ดอกเบี้ย หรือบางส่วนเท่านั้น ทำให้หลุดพ้นจากวังวนหนี้ได้ยากมาก
บทสรุป : ปัญหาทั้งหมดนี้ จะฉุดรั้งการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงิน และอาจลุกลามทำให้เกิดปัญหาอื่นตามมา เช่น ลูกหนี้เจอกดดันให้จ่ายหนี้หนัก ๆ อาจไปก่ออาชญากรรม และปัญหาหนี้อาจรุนแรงขึ้น ในช่วงที่ไทยเข้าสู่สังคมสูงอายุ ที่ค่าใช้จ่ายการดูแลสุขภาพก็สูง แต่รายได้ครัวเรือนลดลง เพราะจำนวนคนทำงานหารายได้ในครอบครัวน้อยลง
ที่มา : ธปท. และสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์
เอาเป็นว่า เราคงต้องมาจับตาดูกันต่อไปว่า หลังขึ้นดอกเบี้ยนโยบายรอบนี้แล้ว สถานการณ์หนี้ของไทยจะเป็นอย่างไร
สุดท้ายนี้ พี่ทุยขอฝากแง่คิดให้เพื่อน ๆ เอาไว้ว่า ในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้นแบบนี้ ถ้าคิดจะก่อหนี้อะไรก็ให้คิดดูดี ๆ อะไรที่ไม่จำเป็น เบรกได้ก็เบรกไปก่อน แต่ถ้าเป็นการก่อหนี้ เพื่อโอกาสในการสร้างรายได้กลับเข้ากระเป๋า พี่ทุยมองว่า ถ้าคิดว่าพร้อมและคิดมาดีแล้วก็ลุยไปเถิด ขออย่างเดียว ไม่ก่อหนี้เกินตัว ก่อนจะมีหนี้ก็ขอให้ดูรายได้ในมือตัวเอง ประเมินว่าตัวเองจ่ายหนี้ไหวหรือเปล่า
ตัวเลขศักดิ์สิทธิ์ที่จำเอาไว้ใช้แล้วอุ่นใจแน่ ๆ ก็คือ
- คิดจะมีหนี้ อย่าเกิน 50% ของสินทรัพย์ที่มีอยู่
- ก่อนจะสร้างหนี้ คิดก่อนว่า มีรวมไม่เกิน 35-45% ของรายได้ จะได้จ่ายคืนไหว
- หนี้ระยะสั้น พวกหนี้บัตรเครดิต สินเชื่อบุคคล ไม่ควรมีเกิน 15-20% ของรายได้รวม
ถ้าก่อหนี้เกินกว่าตัวเลขศักดิ์สิทธิ์ที่บอกมานี้ ไม่ดีต่อใจแน่นอน พี่ทุยเอาใจช่วยแล้วกัน ให้ทุกคนผ่านพ้นวังวนหนี้ไปให้ได้
อ่านเพิ่ม