นักลงทุนจำนวนไม่น้อยต้องเคยเจอข่าวการซื้อหุ้นคืน โดยบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งล่าสุดก็มีข่าว CPF และ SINGER ประกาศซื้อหุ้นคืนอีกครั้ง นักลงทุนน่าจะสงสัยว่า ซื้อหุ้นคืน คืออะไร ทำไมถึงต้องซื้อหุ้นคืน แล้วส่งผลอย่างไรต่อบริษัท ถ้าเป็นประโยชน์ขนาดนั้นทำไมทุกบริษัทถึงไม่ตัดสินใจซื้อหุ้นคืนเพื่อให้ราคาหุ้นอยู่ในระดับที่น่าพอใจตลอดเวลา
พี่ทุยขอพานักลงทุนทุกคนไปหาคำตอบให้คำถามเหล่านั้นกัน เพื่อจะได้เป็นประโยชน์ต่อการลงทุนต่อไปในอนาคต
การซื้อหุ้นคืน คืออะไร ?
การที่บริษัทจดทะเบียนนำเงินสดไปซื้อหุ้นของบริษัทตนเองจากนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ทำให้จำนวนหุ้นที่ซื้อขายกันในตลาดหลักทรัพย์ลดลง
ทำไมบริษัทต้องการซื้อหุ้นคืน
การซื้อหุ้นคืนสามารถทำได้ตามมาตรา 66 ของกฎหมายมหาชน โดยมีสาเหตุแตกต่างกันในแต่ละกรณี ดังนี้
ประการแรก ราคาหุ้นปรับตัวลงมามากจนอาจต่ำกว่ามูลค่าตามบัญชี (Book Value) หรือต่ำจนไม่สะท้อนมูลค่าที่แท้จริงตามปัจจัยพื้นฐาน ในขณะที่ราคาหุ้นปรับตัวลงมานักลงทุนก็อาจมีความเคลือบแคลงในบริษัท คณะกรรมการบริหารบริษัทจึงมีมติซื้อหุ้นคืนในตลาดเพื่อเรียกความเชื่อมั่น และการกระทำนี้เป็นการส่งสัญญาณให้นักลงทุนเห็นว่าราคาหุ้นต่ำเกินจุดที่ควรจะเป็นแล้ว นักลงทุนก็อาจใช้โอกาสนี้ซื้อหุ้นด้วยเช่นกัน
หรือบางครั้ง บริษัทจะใช้การซื้อหุ้นคืนเพื่อประโยชน์โครงสร้างการเงิน การซื้อหุ้นคืนทำให้จำนวนหุ้นที่ซื้อขายลดลงส่งผลต่อโครงสร้างการเงิน ดังนี้
1. “กำไรสุทธิต่อหุ้น” เพิ่มขึ้น เพราะจำนวนหุ้นที่ลดลงจะช่วยให้กำไรสุทธิที่แบ่งให้แต่ละหุ้นมากขึ้น เช่น กำไรสุทธิ 100 บาท บริษัทมีหุ้น 10 หุ้น กำไรสุทธิต่อหุ้นเท่ากับ 10 บาทต่อหุ้น ถ้าบริษัทซื้อหุ้นคืน 5 หุ้น บริษัทจะเหลือหุ้น 5 หุ้น แม้บริษัทจะทำกำไรเท่าเดิม แต่กำไรสุทธิต่อหุ้นก็เปลี่ยนเป็น 20 บาทต่อหุ้น
2. “อัตราเงินปันผลต่อหุ้น” เพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับกรณีกำไรสุทธิต่อหุ้น เมื่อจำนวนหุ้นลดลง เงินปันผลที่นักลงทุนได้รับในแต่ละหุ้นก็เพิ่มขึ้น เช่น บริษัทมีมติปันผลทั้งหมด 100 บาท มีหุ้นทั้งหมด 10 หุ้น นักลงทุนจะได้รับอัตราเงินปันผลต่อหุ้น 10 บาทต่อหุ้น จากนั้นบริษัทซื้อหุ้นคืน 5 หุ้น และยังปันผลเท่าเดิมที่ 100 บาท อัตราเงินปันผลต่อหุ้นจะเพิ่มขึ้นเป็น 20 บาทต่อหุ้น
3. ช่วยปรับตัวเลขทางการเงิน โดยเมื่อซื้อหุ้นคืนแล้วจะมีการลดทุนส่งผลให้ส่วนผู้ถือหุ้น (Shareholder’s Equity) ลดลง ส่งให้ ROE (Return on Equity) หรืออัตราส่วนผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น ส่วน D/E ratio (Debt to Equity) หรืออัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนผู้ถือหุ้นก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน ดังนั้นบริษัทต้องซื้อหุ้นคืนอย่างเหมาะสมเพื่อไม่ให้อัตราส่วนทางการเงินเปลี่ยนแปลงจนเกิดผลเสีย
ตามหลักเกณฑ์ตลาดหลักทรัพย์กำหนดว่าเมื่อบริษัทซื้อหุ้นคืนเรียบร้อยแล้ว ให้นำหุ้นที่ซื้อคืนกลับมาขายให้หมดภายใน 3 ปี และจะขายคืนได้หลังถือหุ้นมาแล้วเป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือน ถ้าขายคืนไม่หมดให้บริษัทลดทุน
ซึ่งมีหลายครั้งที่บริษัทยกเลิกโครงการซื้อหุ้นคืนหรือขายหุ้นที่ซื้อมาคืน ดังนั้นอาจมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ นักลงทุนจึงต้องติดตามข่าวเกี่ยวกับการซื้อหุ้นคืนอยู่ตลอด
การ ซื้อหุ้นคืน มีข้อดี-ข้อเสียอย่างไร
เนื่องจากจำนวนหุ้นที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ลดลง ประกอบกับความมั่นใจในระยะสั้นที่ดีขึ้นจากการที่บริษัทยอมใช้เงินของบริษัทซื้อหุ้นคืน ราคาหุ้นมีโอกาสปรับตัวขึ้น นอกจากนั้นยังช่วยให้ตัวเลขทางการเงินของบริษัทดีขึ้นด้วย เช่น EPS, เงินปันผลต่อหุ้น, ROE อาจมีผลให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป
ในทางกลับกันบริษัทต่อระมัดระวังการซื้อหุ้นคืนเพราะอาจส่งให้อัตราส่วนด้านหนี้สินเปลี่ยนแปลงในทางที่ไม่ดี เช่น D/E ration ด้านนักลงทุนที่ติดตามผลประกอบการและตัวเลขทางการเงินอาจถูกหลอกตาว่า ผลประกอบการของบริษัทดีขึ้นซึ่งอาจไม่ได้ดีขึ้นจากพื้นฐานธุรกิจ แต่ดีขึ้นจากการซื้อหุ้นคืน
ท้ายที่สุดการซื้อหุ้นคืนทำให้สภาพคล่องลดลง อาจกระทบต่อความเคลื่อนไหวราคาหุ้นในช่วงที่ต้องมีการซื้อขายหุ้นจำนวนมากโดยเฉพาะบริษัทขนาดกลางและเล็ก
มากกว่านั้น หากพบว่าบริษัทซื้อหุ้นคืนบ่อยครั้งอาจสะท้อนว่าบริษัทไม่มีความสามารถขยายกิจการหรืออาจมีการเติบโตที่ไม่น่าสนใจมากนัก จึงต้องนำเงินสดส่วนเกินกลับมาซื้อหุ้นเพื่อให้ตัวเลขทางการเงินดีขึ้น
ผลกระทบต่อราคาหุ้น
1. CPALL
พี่ทุยขอเริ่มจาก CPALL ซื้อหุ้นคืนระหว่างวันที่ 1 เม.ย. – 30 ก.ย. 2563 จำนวน 180 ล้านหุ้น คิดเป็น 2% ของจำนวนหุ้นที่ชำระแล้ว เพื่อบริหารสภาพคล่องส่วนเกินให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในช่วงดังกล่าวราคาหุ้น CPALL ปรับตัวลง 1.23% ส่วนดัชนี SET ปรับตัวขึ้น 9.88% เพราะท้ายที่สุดแล้ว CPALL ตัดสินใจไม่เข้าซื้อหุ้นตามที่ประกาศ
2. WP
อีกตัวอย่างเป็นหุ้นขนาดเล็กอย่าง WP ซึ่งซื้อหุ้นคืนได้ตามเป้าที่ 2% ของจำนวนหุ้นที่ชำระแล้ว ระหว่างวันที่ 8 เม.ย. – 7 ต.ค. 2563 ในช่วงดังกล่าวราคาหุ้น WP ปรับตัวขึ้น 45.06% ส่วนดัชนี SET ปรับตัวขึ้นเพียง 4.01%
ซึ่งอาจตอบไม่ได้ว่าราคาหุ้นที่ขึ้นมากกว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์เป็นผลจากการซื้อหุ้นคืนทั้งหมด เพราะอาจเกิดจากธุรกิจได้ประโยชน์จากภาวะเศรษฐกิจในช่วงดังกล่าว จากนั้น WP ได้ขายหุ้นคืนทำกำไรได้ 930,000 บาท
3. CK
CK ที่ประกาศซื้อหุ้นคืนจำนวนไม่เกิน 10% ของจำนวนหุ้นที่ชำระแล้ว เพื่อการบริหารทางการเงิน ระหว่างวันที่ 2 มี.ค. – 1 ก.ย. 2563 สุดท้ายปิดโครงการซื้อหุ้นคืนได้ทั้งสิ้น 2.13% ระหว่างนั้นราคาหุ้น CK ก็ปรับตัวขึ้น 2.13% ส่วนดัชนี SET ปรับตัวลง 2.61% ซึ่งนี่อาจเป็นตัวอย่างที่ชี้ว่าการซื้อหุ้นคืนอาจไม่ได้ส่งผลอย่างมีนัยยะต่อราคาหุ้นก็ได้
บริษัทมักใช้การซื้อหุ้นคืนในช่วงเวลาที่ตลาดหุ้นมีสภาพแย่เต็มไปด้วยข่าวร้าย ระหว่างที่ตลาดหุ้นไทยร่วงหนักเนื่องจาก COVID-19 เป็นช่วงที่เห็นการซื้อหุ้นคืนจำนวนมาก ดังนั้นการซื้อหุ้นคืนจึงอาจช่วยเพียงแค่พยุงราคาหุ้นและปรับตัวเลขทางการเงินให้ดีขึ้น
ส่องการประกาศ ซื้อหุ้นคืน ล่าสุดในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
จากนี้บริษัทอาจซื้อหุ้นคืนเพราะหุ้นบางบริษัทปรับตัวลงต่อเนื่องจนอาจค่ำกว่ามูลค่าที่เหมาะสม หลังเผชิญปัจจัยลบจากเศรษฐกิจโลกที่ซบเซาและปัญหาอัตราเงินเฟ้อสูง
ช่วงปลายปี 2565 มี 3 บริษัทมหาชนประกาศซื้อหุ้นคืน นำโดย
1. CPF
CPF มีโครงการซื้อหุ้นคืน 2.32% ของจำนวนหุ้นที่ชำระแล้ว ระหว่างวันที่ 19 ธ.ค. 2565 – 18 มิ.ย. 2566 CPF เผชิญแรงกดดันต้นทุนวัตถุดิบสูงและความกังวลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ถดถอย
2. TU
ด้าน TU อนุมัติซื้อหุ้นคืน 4.19% ของหุ้นทั้งหมด ระหว่างวันที่ 3 ม.ค. – 30 มิ.ย. 2566 โดย TU ต้องเจอกับต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้นและธุรกิจร้านอาหารในสหรัฐฯ ยังขาดทุน
3. SINGER
สุดท้าย SINGER เผยว่าจะซื้อหุ้น 2.19% ของหุ้นทั้งหมด ระหว่างวันที่ 23 ธ.ค. 2565 – 23 มี.ค. 2566 ซึ่ง SINGER รับผลกระทบจากปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น ขณะที่ต้นทุนการเงินเพิ่มขึ้นตามอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น
โดยรวมแล้วจะเห็นว่าการซื้อหุ้นครั้งนี้หากดูจากทั้งทฤษฎีและตัวอย่างจริง พี่ทุยคงตอบได้แค่ว่าการซื้อหุ้นคืนอาจทำได้เพียงพยุงราคาหุ้นและใช้โอกาสนี้บริหารสภาพคล่องส่วนเกินพร้อมปรับตัวเลขทางการเงินให้ดีขึ้นไปด้วย ที่สำคัญนักลงทุนต้องติดตามข่าวการซื้อหุ้นคืนอย่างใกล้ชิด เพราะโครงการอาจถูกยกเลิกได้ตลอดเวลา
อ่านเพิ่ม
