วิเคราะห์หุ้น ด้วย 9 อัตราส่วนทางการเงิน ที่สาย VI ต้องรู้

วิเคราะห์หุ้น ด้วย 9 อัตราส่วนทางการเงิน ที่สาย VI ต้องรู้

4 min read    Money Buffalo

ฉบับย่อ

  • P/E เป็นตัวบอกว่า ถ้าเราซื้อหุ้นที่ราคาเท่านี้ เราจะได้ทุนคืนในอีกกี่ปี ถ้าบริษัทยังทำกำไรได้เท่าเดิมในทุก ๆ ปี และหากค่า P/E ที่คำนวณออกมามีค่าสูง จะถือว่าหุ้นตัวนั้นแพง
  • Dividend Yield เป็นการเปรียบเทียบระหว่างเงินปันผลต่อหุ้นเทียบกับราคาหุ้น เป็นตัวชี้วัดเพื่อให้ผู้ลงทุนรู้ว่าถ้าเราซื้อหุ้นราคาตลาดในปัจจุบัน จะมีโอกาสได้รับเงินปันผล คิดเป็นร้อยละเท่าไรจากราคาหุ้นที่เราซื้อ
  • P/BV เป็นการเปรียบเทียบระหว่างราคาหุ้นกับมูลค่าทางบัญชี ซึ่งหมายถึงส่วนของผู้ถือหุ้น มาจาก สินทรัพย์ – หนี้สิน ใช้ดูว่านักลงทุนซื้อหุ้นถูกหรือแพงกว่าเจ้าของเท่าไหร่ ซึ่งค่ามาตรฐานที่เจ้าของลงทุน คือ 1 เท่า ถ้า P/BV มีค่าต่ำกว่า 1 เท่า แสดงว่านักลงทุนซื้อหุ้นตั้วนั้นถูกกว่าเจ้าของ

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

พี่ทุยขออธิบายก่อนว่า อัตราส่วนทางการเงินเป็นการนำตัวเลขที่อยู่ในงบการเงินมาหาอัตราส่วน​เพื่อใช้ วิเคราะห์หุ้น เปรียบเทียบผลการดำเนินงานในอดีตกับบริษัทอื่น เพื่อให้เราสามารถประเมินผลการดำเนินงาน แนวโน้ม และความเสี่ยงของกิจการได้ดียิ่งขึ้น

อัตราส่วนทางการเงินที่พี่ทุยจะแนะนำ คือ

1. วิเคราะหุ้น ด้วย P/E Ratio (อัตราส่วนต่อกำไร)

1. วิเคราะหุ้น ด้วย P/E Ratio (อัตราส่วนต่อกำไร)

เป็นการเปรียบเทียบกันระหว่างราคาหุ้น กับกำไรต่อหุ้น โดย P/E เป็นตัวบอกว่า ถ้าเราซื้อหุ้นที่ราคาเท่านี้ เราจะได้ทุนคืนในอีกกี่ปี ถ้าบริษัทยังทำกำไรได้เท่าเดิมในทุก ๆ ปี และหากค่า P/E ที่คำนวณออกมามีค่าสูง จะถือว่าหุ้นตัวนั้นแพง

แต่ค่า P/E สูงอาจจะไม่แพงเสมอไป อย่างเช่น หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี จะมีค่า P/E สูง เนื่องจากคาดหวังการเติบโต คาดหวัง EPS Growth ที่สูง หรือคาดหวังการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

ใครที่อยากศึกษาแบบเจาะลึก พี่ทุยแนะนำให้เข้าไปอ่านได้ ที่นี่

ROA Ratio วิเคราะห์หุ้น ด้วย 9 อัตราส่วนทางการเงิน ที่สาย VI ต้องรู้

2. ROA Ratio (อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์)

เป็นการเปรียบเทียบระหว่างกำไรสุทธิกับสินทรัพย์รวมของบริษัท ใช้วัดความสามารถในการทำกำไรของบริษัทนั้น ๆ เมื่อเทียบกับจำนวนสินทรัพย์ที่มีอยู่ โดยค่า ROA ที่ได้จะนำไปเปรียบเทียบกับค่า ROA ของบริษัทอื่น หรือค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการทำกำไรของบริษัท ยิ่ง ROA มีค่ามาก ยิ่งแสดงว่าบริษัทมีความสามารถในการทำกำไรได้มาก

แต่ ROA อาจมีความคาดเคลื่อนในบางธุรกิจ เพราะบางธุรกิจใช้สินทรัพย์น้อย เมื่อคำนวณออกมาแล้วได้ค่า ROA เกินจริง และการที่ ROA มีค่ามาก จะส่งผลให้ดึงดูดคู่แข่งเข้าตลาดเยอะขึ้น  

ใครที่อยากศึกษาแบบเจาะลึก พี่ทุยแนะนำให้เข้าไปอ่านได้ ที่นี่

ROE วิเคราะห์หุ้น ด้วย 9 อัตราส่วนทางการเงิน ที่สาย VI ต้องรู้

3. ROE Ratio (อัตราผลตอบแทนจากส่วนของผู้ถือหุ้น)

เป็นการเปรียบเทียบระหว่างกำไรสุทธิเทียบกับส่วนของผู้ถือหุ้น ใช้วัดความสามารถของบริษัทว่านำเงินผู้ถือหุ้นไปสร้างกำไรสุทธิได้มากน้อยแค่ไหน โดยค่า ROE ยิ่งมีค่ามาก ก็แสดงว่าผู้บริหารของบริษัทนั้นมีฝีมือในการบริหารดี ผู้ถือหุ้นมีโอกาสได้รับผลตอบแทนสูง

แต่ ROE ที่มีค่ามากอาจไม่ใช่ผลดีเสมอไป เพราะอาจจะเกิดมาจากการที่บริษัทมีหนี้สินมากก็เป็นไปได้ ต้องดูอัตราส่วนทางการเงินอื่น ๆ ควบคู่ไปด้วย

ใครที่อยากศึกษาแบบเจาะลึก พี่ทุยแนะนำให้เข้าไปอ่านได้ ที่นี่

Dividend Yield

4. Dividend Yield (อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล)

เป็นการเปรียบเทียบระหว่างเงินปันผลต่อหุ้นเทียบกับราคาหุ้น เป็นตัวชี้วัดเพื่อให้ผู้ลงทุนรู้ว่าถ้าเราซื้อหุ้นราคาตลาดในปัจจุบัน จะมีโอกาสได้รับเงินปันผล คิดเป็นร้อยละเท่าไรจากราคาหุ้นที่เราซื้อ โดยหากค่า Dividend Yield มีค่ายิ่งสูงยิ่งดี เพราะหมายถึงบริษัทจ่ายเงินปันผลสูง

ใครที่อยากศึกษาแบบเจาะลึก พี่ทุยแนะนำให้เข้าไปอ่านได้ ที่นี่

5. D/E (อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น)

5. D/E (อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น)

เป็นการเปรียบเทียบระหว่างหนี้สินรวมเทียบกับส่วนของผู้ถือหุ้น ใช้ดูว่าบริษัทมีภาระหนี้สินมากน้อยเพียงใด ถ้าค่า D/E มีค่าน้อย ก็แปลว่าบริษัทมีหนี้สินน้อย ใช้เงินส่วนใหญ่ของตัวบริษัทเองในการทำธุรกิจ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้มีการกำหนดไว้แน่นอนว่า ค่า D/E ต้องเป็นเท่าไหร่ เนื่องจากขึ้นอยู่กับประเภทของธุรกิจด้วย แต่โดยทั่วไปแล้วค่า D/E ที่นักลงทุนยอมรับได้มักไม่เกิน 2 เท่า

แต่ค่า D/E ที่มากกว่า 2 เท่าขึ้นไปก็ไม่ได้หมายความว่าบริษัทนั้นมีภาระหนี้มากเกินไป จนนักลงทุนต้องหลีกเลี่ยง เช่น กลุ่มธุรกิจธนาคาร สินเชื่อ และประกันที่มีผลิตภัณฑ์หลักคือ เงินฝากที่จะถูกนับเป็นหนี้สินของบริษัท ในขณะที่การปล่อยกู้นับเป็นสินทรัพย์ของบริษัท ดังนั้น จึงมีค่า D/E ที่ค่อนข้างสูงประมาณ 5-10 เท่า

ใครที่อยากศึกษาแบบเจาะลึก พี่ทุยแนะนำให้เข้าไปอ่านได้ ที่นี่

6. P/BV (มูลค่าหุ้นตามบัญชี)

6. P/BV (มูลค่าหุ้นตามบัญชี)

เป็นการเปรียบเทียบระหว่างราคาหุ้นกับมูลค่าทางบัญชี ซึ่งหมายถึงส่วนของผู้ถือหุ้น มาจาก สินทรัพย์ – หนี้สิน ใช้ดูว่านักลงทุนซื้อหุ้นถูกหรือแพงกว่าเจ้าของเท่าไหร่ ซึ่งค่ามาตรฐานที่เจ้าของลงทุน คือ 1 เท่า ถ้า P/BV มีค่าต่ำกว่า 1 เท่า แสดงว่านักลงทุนซื้อหุ้นตั้วนั้นถูกกว่าเจ้าของ

แต่บางครั้งการที่ค่า P/BV สูงนั้น อาจไม่ใช่สิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยงเสมอไป เพราะอาจเกิดจาก BV ที่ค่อย ๆ เติบโตอย่างช้า ๆ แต่ราคาหุ้นขึ้นนำไปก่อนแล้ว ส่งผลให้ค่า P/BV สูงขึ้นจากราคาหุ้นที่โตเร็วกว่า ในขณะที่ BV ค่อย ๆ เติบโต

และการที่ค่า P/BV สูง นั้นอาจเกิดจากทรัพย์สินบางอย่างอาจไม่สามารถตีค่าเป็นตัวเงินได้ เช่น วิสัยทัศน์ของผู้บริหาร ความน่าเชื่อถือ แบรนด์ ส่งผลให้ส่วนของเจ้าของไม่ได้มาก ตัวหารน้อย ค่า P/BV จึงออกมาสูงนั่นเอง

ใครที่อยากศึกษาแบบเจาะลึก พี่ทุยแนะนำให้เข้าไปอ่านได้ ที่นี่

7. Assets Turnover Ratio (อัตราส่วนหมุนเวียนทรัพย์สิน)

7. Assets Turnover Ratio (อัตราส่วนหมุนเวียนทรัพย์สิน)

เป็นการเปรียบเทียบระหว่างรายได้กับสินทรัพย์เฉลี่ย ใช้วัดความสามารถของบริษัทในการสร้างรายได้จากสินทรัพย์ทั้งหมดที่บริษัทมี แสดงถึงความสามารถในการใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ ควรมีค่าสูง เพราะแสดงถึงมีประสิทธิภาพในการใช้สินทรัพย์ที่กิจการมีอยู่ได้ดี ใช้สินทรัพย์ได้อย่างคุ้มค่า

ธุรกิจบางประเภทจำเป็นต้องใช้สินทรัพย์เพื่อสร้างกำไร เช่น ธุรกิจโรงแรม หรือธุรกิจการผลิตที่มักจะมีสินทรัพย์จำพวกโรงงาน เครื่องจักร ที่มากกว่าธุรกิจการบริการที่เน้นใช้แรงงาน หรือบางบริษัทเลือกที่จะเช่าสินทรัพย์มากกว่าซื้อขาด (ซึ่งทำให้มีสินทรัพย์น้อยกว่า) ทำให้มีค่า Assets Turnover ที่ต่ำกว่า ดังนั้น การที่มีค่าต่ำ อาจไม่ได้แปลว่าบริษัทใช้ทรัพย์สินที่มีอยู่ไม่เต็มที่

8. Net Profit Margin (อัตราส่วนกำไรสุทธิ) วิเคราะห์หุ้น

8. Net Profit Margin (อัตราส่วนกำไรสุทธิ)

เป็นการเปรียบเทียบระหว่างกำไรสุทธิกับยอดขาย ซึ่งบอกถึงความสามารถการทำกำไรสุทธิของบริษัท บอกถึงประสิทธิภาพการดำเนินงานของกิจการ และความสามารถของผู้บริหาร ค่าที่คำนวณได้ ยิ่งสูงยิ่งดี เพราะแสดงถึงความสามารถของการดำเนินงานและผลิตภัณฑ์ของบริษัทมีคุณภาพมากทำให้สามารถทำกำไรได้ดี

ใครที่อยากศึกษาแบบเจาะลึก พี่ทุยแนะนำให้เข้าไปอ่านได้ ที่นี่

9. Liquidity Ratios (อัตราส่วนสภาพคล่องทางการเงิน)

9. Liquidity Ratios (อัตราส่วนสภาพคล่องทางการเงิน)

เป็นการเปรียบเทียบระหว่างสินทรัพย์หมุนเวียนกับหนี้สินหมุนเวียน ใช้วัดความสามารถในการชำระหนี้ระยะสั้น หรือวัดสภาพคล่องของกิจการ

ซึ่ง Liquidity Ratios ที่ใช้ในการวิเคราะห์งบการเงิน จะมีอยู่ 2 อัตราส่วน คือ

  • อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน (Current Ratio) = สินทรัพย์หมุนเวียน / หนี้สินหมุนเวียน
  • อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียนเร็ว (Quick Ratio) = (สินทรัพย์หมุนเวียน – สินค้าคงเหลือ) / หนี้สินหมุนเวียน

โดยค่าที่คำนวณได้ ควรมีค่ามากกว่า 1 จะหมายความว่า บริษัทมีสภาพคล่องดี มีสินทรัพย์พอที่จะจ่ายหนี้ระยะสั้น

แต่บางครั้งสินทรัพย์หมุนเวียนที่มีอยู่มากเกินไปอาจไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป เช่น

  • สินค้าคงเหลือ มีค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาสินค้าเอาไว้ อาจหมดอายุระหว่างเก็บ หรือสินค้าเทคโนโลยีที่เก็บไว้นาน ๆ แล้วจะตกรุ่น
  • ลูกหนี้การค้า ถ้าบริษัทมีลูกหนี้เยอะ แต่เก็บหนี้ไม่ได้ บริษัทก็จะไม่มีเงินมาจ่ายหนี้ของบริษัท ก็แปลว่าบริษัทไม่มีสภาพคล่องอยู่ดี

ดังนั้นแล้ว เราจึงไม่สามารถใช้อัตราส่วนทางการเงินตัวใดตัวหนึ่งเพื่อตัดสินทุกอย่างได้ พี่ทุยแนะนำว่าให้ใช้อัตราส่วนทางการเงินหลาย ๆ ตัวร่วมกัน เพื่อความแม่นยำของข้อมูล หรือถ้าใครมีวิธี “วิเคราะห์หุ้น” อื่น ๆ ก็สามารถคอมเมนต์แบ่งปันกับเพื่อนที่อยากจะลงทุนได้เลยนะ

ดูคลิปเพิ่มเติมเกี่ยวกับหุ้นที่น่าสนใจ

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile