งบไตรมาส 4/2020 “รายได้ AMD” สูงถึง 3.24 พันล้านเหรียญสหรัฐ โตขึ้น 53% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกับในปีที่แล้ว (YoY) ในขณะที่ทั้งปี 2020 นั้นสร้างรายได้ไปสูงถึง 9.76 พันล้านเหรียญสหรัฐ เฉียด 10,000 ล้านเหรียญ โตขึ้น 45% โดยกำไรทั้งรายไตรมาสและทั้งปีเติบโตเท่าตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน
ถ้าพูดถึง CPU แล้วคงจะหนีไม่พ้นสองค่ายใหญ่อย่าง Intel และ AMD ซึ่งในปัจจุบันนี้ ใคร ๆ ต่างก็คงพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า AMD นั้นมาแรงจริง ๆ ในพักหลังนี้ ซึ่งผลประกอบการที่ออกมาล่าสุดนี้ก็โชว์ให้เห็นชัด ๆ เลยว่า AMD โตอย่างก้าวกระโดดจริง ๆ ด้วยรายได้ 1,575 ล้านเหรียญสหรัฐ โตขึ้น 108% โดยเป็นกำไรต่อหุ้น 1.29 เหรียญสหรัฐ โตขึ้น 102%
“รายได้ AMD” และกำไร 5 ปีล่าสุด
- ปี 2016 AMD มีรายได้ 4.3 พันล้านเหรียญ ขาดทุน 498 ล้านเหรียญ
- ปี 2017 AMD มีรายได้ 5.3 พันล้านเหรียญ ขาดทุน 33 ล้านเหรียญ
- ปี 2018 AMD มีรายได้ 6.5 พันล้านเหรียญ กำไร 337 ล้านเหรียญ
- ปี 2019 AMD มีรายได้ 6.7 พันล้านเหรียญ กำไร 341 ล้านเหรียญ
- ปี 2020 AMD มีรายได้ 9.7 พันล้านเหรียญ กำไร 1,575 ล้านเหรียญ
ด้วยการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีของ AMD จนทำให้สามารถกู้ชื่อเสียงของ AMD กลับมาและด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง ทำให้ในปัจจุบัน AMD แทบจะเรียกได้ว่าแซง Intel เป็นเบอร์ 1 ของตลาดชิพ CPU แล้ว
ทำไม “รายได้ AMD” ถึงโต?
“รายได้ AMD” หลัก ๆ แล้วมาจาก 3 ช่องทาง
- Computing and Graphics หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ CPU และ GPU เป็นรายได้หลักของ AMD
- Enterprise, Embedded, Semi-Custom รายได้จากธุรกิจนี้ส่วนใหญ่มาจาก Game Console โดย 2 ค่ายใหญ่อย่าง Microsoft และ Sony ต่างใช้ Chipset จาก AMD และล่าสุด Sony เองก็เพิ่งเปิดตัว Playstation 5 ซึ่งมียอดจองและยอดขายอย่างถล่มทลาย
- Data Center เป็นอีกธุรกิจนึงที่ AMD กระโดดเข้ามาลงทุนและกำลังเติบโตเป็นอย่างมากในช่วงปี 2020 ที่ผ่านมา
จากการเติบโตของอุตสาหกรรมชิพอิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกผลักดันจากเทคโนโลยีที่เติบโตอย่างรวดเร็วจากสถานการณ์โควิด-19
ทิศทางอุตสาหกรรมชิพโตสวนกระแสโควิด
อุตสาหกรรมชิพทั่วโลกกำลังโตอย่างก้าวกระโดดจากสถานการณ์โควิด-19 ที่เป็นตัวแปรสำคัญที่ผลักดันให้ทั่วโลกเปลี่ยนถ่ายสู่โลก Digital เร็วขึ้น ทั้งความต้องการในการใช้คอมพิวเตอร์ในการ Work From Home ที่มากขึ้น การเติบโตของธุรกิจ Data Center จากความต้องการใช้ระบบ Cloud Service ที่เพิ่มขึ้น
ทั้งกระแส 5G ที่มาผลักดันให้เกิดเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่รวดเร็วและมี
ประสิทธิภาพมากขึ้น Internet of Thing (IOT) ที่ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรม Smart Car รถยนต์อัจฉริยะจากการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า (EV) ทำให้รถยนต์อัจฉริยะเติบโตไปคู่กัน
และเมื่อเกือบทุกอย่างในชีวิตประจำวันผูกคู่กับเทคโนโลยีเกือบทั้งหมด ความต้องการในการใช้งานชิพอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมหาศาล จึงเพิ่มขึ้นอย่างกระทันหัน เมื่อธุรกิจเทคโนโลยีเหล่านี้กำลังเติบโตอย่างมหาศาลพร้อม ๆ กัน ก็ทำให้ความต้องการ (Demand) ของชิพอิเล็กทรอนิกส์เติบโตสูงอย่างก้าวกระโดด
แรงหนุนจากกำลังซื้อเหล่านี้ทำให้การนำเข้าอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตชิ้นส่วนเติบโตขึ้น จนตลาดอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ถึงกับขาดตลาดและผลิตไม่ทันเกาหลีใต้นำเข้าอุปกรณ์ผลิตเซมิคอนดักเตอร์เพิ่มขึ้น 168% ไต้หวันส่งออกอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มูลค่ารวมกว่า 10,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวกว่า 13.2%
ส่องหุ้นอิเล็กทรอนิกส์ไทย
ประเทศไทยเองก็เป็น 1 ในประเทศฐานการผลิตชิพอิเล็กทรอนิกส์ โดยสำหรับประเทศไทยนั้นมีหุ้น 3 บริษัทหลักที่ผลิตชิพอิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่
- DELTA รายได้ 17.72 พันล้านบาท โตขึ้น 42% กำไร 2.64 พันล้านบาท โตขึ้น 327.26%
- HANA รายได้ 4.93 พันล้านบาท ลดลง 6.29% กำไร 320.05 ล้านบาท ลดลง 21.41%
- KCE รายได้ 2.72 พันล้านบาท ลดลง 11.87% กำไร 250.04 ล้านบาท ลดลง 1.99%
ข้อมูล YoY กันยายน 2563
ซึ่งจากทิศทางของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในปัจจุบันส่งผลให้ราคาของหุ้นทั้ง 3 ตัวนี้ เติบโตขึ้นกว่าปกติเป็นอย่างมาก ถึงแม่ HANA และ KCE จะมีผลประกอบการที่ลดลง แต่การคาดหวังที่ธุรกิจจะได้รับผลประโยชน์ในอนาคตอันใกล้ทำให้ราคาสะท้อนภาพอนาคตไปก่อนแล้ว
ส่วน DELTA นั้นมีผลประกอบการที่โดดเด่นมากกำไรโตเกินกว่า 3 เท่า แต่ราคาหุ้นกลับโตมากกว่านั้น จนมีช่วงนึงราคาพุ่งขึ้นเป็นหุ้นใหญ่เป็นอันดับ 2 ของไทยเลยทีเดียว