ทำไม "ราคาน้ำมัน" ของไทย ไม่ลดลงตามตลาดโลก

ทำไม “ราคาน้ำมัน” ของไทย ไม่ลดลงตามตลาดโลก

3 min read  

ฉบับย่อ

  • เกิดคำถามกันในวงกว้างว่าเกิดอะไรขึ้นทำไมราคาน้ำมันดิบโลกปรับตัวลงถึง 20% แต่ราคาน้ำมันค้าปลีกในไทยกลับลดลงเพียง 60 สตางค์เท่านั้น
  • ต้องเข้าใจก่อนว่า “น้ำมันดิบ” กับ “น้ำมันค้าปลีก” เป็นคนละตัวกันแต่มีความเชื่อมโยงในทิศทางเดียวกัน
  • น้ำมัน 1 ลิตรที่เราเติมนั้นประกอบด้วยต้นทุนต่าง ๆ มากมายไม่ใช่แค่ “น้ำมันดิบ” เท่านั้น

หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน

ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาถ้าใครได้ติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลก พี่ทุยว่าต้องมีตกใจกับ “ราคาน้ำมัน” กันบ้างแหละ เรียกว่าดิ่งลงเหวกันเลยทีเดียว จากราคาประมาณ 41 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลตอนเปิดตลาด ตกลงมาต่ำสุด ๆ ที่ประมาณ 27 ดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในเวลาแค่เพียง 3 ชั่วโมง ซึ่งเมื่อเห็นแบบนี้แล้วหลายคนก็คาดหวังว่าราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ หรือตามปั๊มน้ำมันที่เราเติม ๆ กันเนี่ยต้องลดราคาอย่างแน่นอน แต่ราคาขายปลีกตามปั๊มวันที่ราคาน้ำมันลงอย่างรุนแรงกลับปรับลดเพียง 60 สตางค์เท่านั้นเอง เกิดอะไรขึ้นทำไมราคาน้ำมันถึงไม่ลงแบบตลาดโลก ? วันนี้พี่ทุยจะมาอธิบายให้ฟัง

“ราคาน้ำมันดิบ” กับ “ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ” ไม่เหมือนกัน

ก่อนอื่นเลยจริง ๆ แล้ว เราต้องแยกก่อนระหว่าง “ราคาน้ำมันดิบ” กับ ”ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ” ไม่เหมือนกัน น้ำมันดิบก็เปรียบเสมือนวัตถุดิบขั้นต้น คือเราต้องนำเข้ามาแล้วเอาเข้าโรงกลั่น กลั่นต่อออกมาเป็นน้ำมันที่เราเติม ๆ กัน ก็จะเป็นราคาขายปลีกในประเทศซึ่งเป็นสินค้าขั้นสุดท้าย ดังนั้นกว่าจะถึงขั้นสุดท้ายมันย่อมมีค่าดำเนินการอะไรต่าง ๆ นานา อยู่แล้ว จึงไม่แปลกอะไรที่จะต้องอาศัยเวลาซักระยะหนึ่งกว่าที่ราคาน้ำมันในประเทศจะเปลี่ยนตามราคาน้ำมันดิบโลกเพราะลองจินตนาการง่าย ๆ ว่าราคาที่ปรับไปนั้น คือราคาของวัตถุดิบขั้นต้น การที่ราคาวัตถุดิบปรับลง แต่น้ำมันที่เราใช้เติมต้นทุนที่ซื้อมากลั่นตอนแรก ยังเป็นต้นทุนที่แพงอยู่ ทำให้หน้าปั๊มที่เราเติมยังไม่ปรับลงตามเท่ากับราคาน้ำมันดิบ

หลาย ๆ คนที่เริ่มมาติดตาม “ราคาน้ำมันดิบ” จะรู้ว่าราคาน้ำมันดิบมีหลายราคาให้ติดตามมาก ๆ ไม่ว่าจะเป็น Brent WTI หรือ Dubai อะไรก็ตาม จริง ๆ แล้วพี่ทุยอยากให้เข้าใจง่าย ๆ ว่าคือราคาอ้างอิงของแต่ละตลาด ซึ่งมันอาจจะแตกต่างกันได้ตามที่ตลาดนั้น ๆ

แต่ยังไงก็ตามแนวโน้มราคาก็มักจะวิ่งไปในทิศทางเดียวกัน เพราะสุดท้ายสิ่งที่เป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดราคาน้ำมันดิบของโลกเป็นตัวเดียวกัน มีตั้งแต่ปัจจัยพื้นฐานเลย โดยเป็นการเปรียบเทียบกันระหว่าง Demand กับ Supply  หรือเปรียบเทียบความต้องการใช้กับความสามารถในการผลิต หรือการเกร็งกำไรในตลาดล่วงหน้า ก็มีผลกระทบต่อราคาแต่ละตลาดเช่นกัน

ก่อนอื่นเลยพี่ทุยอยากเข้าแจกแจงโครงสร้างราคาน้ำมันขายปลีกในบ้านเราซะหน่อย “ราคาน้ำมันดิบ” ในตลาดที่ได้กล่าวไป เป็นแค่ส่วนหนึ่งในต้นทุนเท่านั้น

น้ำมัน 1 ลิตรที่เราเติมกัน ประกอบไปด้วยต้นทุนได้ 8 ส่วน

1. ราคาขายปลีกหน้าโรงกลั่นหรือราคาเนื้อน้ำมัน (EX-REFIN) จะเป็นราคาที่รวมต้นทุนของการกลั่น กับราคาที่โรงกลั่นไปนำเข้าน้ำมันดิบมานั่นเอง อย่างบ้านเรานำเข้ามาจากตลาดที่สิงคโปร์ ซึ่งใช้ราคาน้ำมันดิบ Dubai เป็นราคาอ้างอิง ดังนั้นหากมีการเปลี่ยนแปลงของราคาในตลาดโลก ตัวนี้ย่อมเป็น 1 ในตัวที่เปลี่ยนแปลงโดยตรงอย่างแน่นอน

2. ภาษีสรรพสามิต (TAX) เนื่องจากน้ำมันเป็นสินค้าที่มีผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง ยิ่งใช้เยอะยิ่งสร้างมลพิษ จึงต้องทำการเก็บภาษีตัวนี้ เพื่อเป็น 1 ในเครื่องมือจำกัดการใช้

3. ภาษีเทศบาล (M.TAX) ตามที่กระทรวงพลังงานบอกจะเป็นภาษีที่เก็บให้แก่กระทรวงมหาดไทยอีกที พี่ทุยเดาว่าน่าจะเอาไปบำรุงท้องที่ ตามที่ ๆ มีโรงกลั่นอยู่

4. เงินเก็บเข้ากองทุนน้ำมัน (OIL FUND) กองทุนน้ำมันมีหน้าที่ทำให้ราคาน้ำมันไม่ผันผวนมากนัก อย่างเช่นในตอนที่ราคาน้ำมันแพง ๆ ก็จะเอาเงินในส่วนนี้เข้าไปอุดหนุนช่วยให้ราคาน้ำมันไม่ต้องปรับสูงขึ้น กลับกันในตอนที่ราคาน้ำมันถูกก็อาจจะลดไม่เยอะมากนักเพราะต้องการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันนั่นเอง

5. เงินเข้ากองทุนอนุรักษ์พลังงาน (CONSV. FUND) ก็คือเก็บเงินเข้าไปเพื่อใช้ในการรักษาสิ่งแวดล้อม

6. VAT 7% เช่นเดียวกับภาษีอื่น ๆ หากเป็นสินค้าก็ต้องเสีย VAT อย่างแน่นอน

7. ค่าการตลาด (MARKETING MARGIN) ก็อย่างที่เราเห็น ๆ กันปั๊มต่าง ๆ ก็มีโฆษณา มีการจ้างเด็กปั๊ม มีร้านขายของมาเปิด ค่าการตลาดจึงรวมหมดเลยเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการจำหน่ายน้ำมันนั่นเอง

8. VAT ของค่าการตลาดอีกทีหนึ่ง (VAT OF MM)

เมื่อเราเห็นโครงสร้างของราคาน้ำมันแล้ว เมื่อดูคร่าว ๆ ก็จะพบว่าตัวที่น่าจะคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลงมากนักก็คงจะเป็นพวกภาษีต่าง ๆ ที่มีอัตราการเก็บคงที่ ดังนั้นหากราคาในตลาดโลกเปลี่ยนเราคงต้องมาดูกันที่ 2 ตัวหลัก ๆ ได้แก่ “ราคาหน้าโรงกลั่น” กับ “เงินเข้ากองทุน”

พี่ทุยเลยไปส่องราคาของวันที่ 6 มีนาคม 2563 ก่อนที่ราคาจะตก กับโครงสร้างราคาวันที่ 10 มีนาคม 2563 ในวันที่ราคาตกมาให้ดูกัน พี่ทุยหยิบมาหลาย ๆ ตัวแล้วกัน ตั้งแต่ โซฮอล ดีเซล E85

ทำไม "ราคาน้ำมัน" ของไทย ไม่ลดลงตามตลาดโลก

จะเห็นว่าราคาหน้าโรงกลั่นก็ลดลงโดยทันที ซึ่ง 1 บาร์เรลเท่ากับประมาณ 160 ลิตรด้วยกัน จากราคาประมาณ 41 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลหรือ 1,312 บาท ต่อ 160 ลิตร (ใช้ ค่าเงินคร่าว ๆ เพื่อง่ายต่อการคำนวณที่ 32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ) ก็จะเท่ากับลิตรละ 8.2 บาท ถ้าเราดูในตารางจะเห็นว่าถูกกว่า แต่จริง ๆ แล้ว ในตารางรวมค่ากลั่น ค่าขนส่งข้ามประเทศมาอีก จึงไม่แปลกอะไรที่ราคาหน้าโรงกลั่นจะสูงกว่าราคาน้ำมันดิบที่ 8.2 บาท

ซึ่งในตอนนี้ราคาน้ำมันลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 31 ดอลลาร์ จึงเท่ากับว่าราคา 992 บาทต่อ 160 ลิตร  ราคาจะเหลือ ประมาณ 6.2 บาทต่อลิตร ลดไปประมาณ 2 บาทต่อ 1 ลิตร โดยเราจะเห็นว่า ราคาหน้าโรงกลั่นก็ลดลงจริง ๆ มีทั้งลดลงไป 1.7 บาท 1.2 บาท และ 0.4 บาท ก็ถือว่าปรับตัวลงตามราคาตลาดโลกอยู่ประมาณนึงนะ

ราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นหลาย ๆ ตัวเฉลี่ยลดลงแล้ว และไม่ได้แปลกอะไรที่มันจะไม่เท่ากับ 2 บาท เนื่องจากว่า “ค่าเงินบาทอ่อนลง” ด้วยในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งตามที่ได้อธิบายไป เราต้องนำเข้าน้ำมันดิบ ค่าเงินอ่อนต้นทุนเราก็ต้องเพิ่มขึ้น

หากมาดูกันต่อจะเห็นว่ากองทุนน้ำมันตอนนี้ก็ไม่ได้มีประเด็น ไม่ได้มีการเก็บเพิ่มหรือลดลง แต่กลับกันด้วยซ้ำ จะเห็นว่าในบางตัวอย่าง ดีเซล และ E85 กองทุนมีค่าเป็นลบนั้นหมายความว่าตอนนี้ กองทุนนี้ช่วยอุดหนุนเพิ่มเข้ามาทำให้ราคาถูกลงกว่าความเป็นจริง

ราคาที่มีการประกาศจะเห็นลดลงประมาณ 0.60 บาทในหลายตัว แต่ตามที่ดูจริง ๆ แล้ว ราคาหน้าโรงกลั่นบางตัวลดลงมากกว่า 0.60 บาท ก็หมายความว่าต้องมีต้นทุนอะไรเพิ่มอย่างแน่นอน ซึ่งก็คือ “ต้นทุนค่าการตลาด (Marketing Margin)”

อันนี้พี่ทุยก็ไม่มีที่มาแน่ชัดเป็นตัวเลขเหมือนกัน แต่ด้วยหลักการแล้วน่าจะเป็นการถัวเฉลี่ยต้นทุนกับน้ำมันในสต๊อกก่อนหน้าที่ซื้อมาในราคาก่อนที่จะเกิดการปรับตัวลงของน้ำมันดิบ เราเลยเห็นว่าการปรับราคาขายปลีกลงปกติแล้วมันจะค่อย ๆ ปรับ ซึ่งเพราะถ้ามองว่าเราเป็นคนขายน้ำมันเราก็อยากลดความเสี่ยงตรงนี้เหมือนกัน ก็ต้องบอกว่าผู้บริโภคเราก็รับความเสี่ยงตรงนี้ไปแทน ซึ่งถ้าใครอยากรอให้ราคาลงก่อน โดยสถิติแล้วก็รอประมาณ 2-3 วัน ราคาก็ปรับตามตลาดโลกทันเหมือนกัน

จากตาราง “ต้นทุนค่าการตลาด (Marketing Margin)”  ดีเซลขึ้นเป็น 2.6 บาท จะเห็นว่ามีการปรับลดลงเพิ่มในวันถัดไปคือ 11 มีนาคม 2563 ก็มีประกาศเพิ่มว่าจะลดลงอีก 0.6 บาท ครั้งนี้พี่ทุยเดาว่าจะลดลงที่ “ต้นทุนค่าการตลาด (Marketing Margin)” อย่างแน่นอน ซึ่งมันสอดคล้องกับสมมติฐานของพี่ทุย เพราะพี่ทุยไปไล่ดูย้อนหลังแล้ว ส่วนใหญ่ ดีเซลจะมี “ต้นทุนค่าการตลาด (Marketing Margin)” ไม่เกิน 2 บาท

และสุดท้ายพี่ทุยอยากพูดถึงการดิ่งของราคาน้ำมันในช่วงนี้กันหน่อยว่ามีสาเหตุจากอะไรกันแน่ สาเหตุหนึ่งที่ราคาน้ำมันดิบลดลงในครั้งนี้มาจากการลดลงของความต้องการน้ำมันดิบจากสายการบินต่าง ๆ เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมามีการระงับเที่ยวบินในหลายประเทศทำให้ Demand ลดลงอย่างมหาศาล

ทีนี้ เรามาดูด้าน Supply กันบ้าง จริง ๆ แล้วในโลกเรามีแค่ไม่กี่ประเทศเท่านั้นแหละที่มีบ่อน้ำมันให้ขุดเจาะเอาขึ้นมาขายกัน เรียกว่าประเทศไหนมีก็รวยกันเลยเหมือนเจอขุมทรัพย์ และทวีปที่โชคดีเจอแหล่งน้ำมันก็ประเทศแถว ๆ ตะวันออกกลางหรือพวกซาอุฯ พวกอาหรับ ทีนี้ถ้าต่างคนต่างขุดขึ้นมาขายปริมาณก็อาจจะออกมามากเกินไป พอปริมาณเยอะ ๆ มันก็ทำให้ขายได้ลดลง ประเทศเหล่านั้นจึงรวมกลุ่มกัน หรือที่เรารู้จักกันในนาม OPEC ซึ่ง OPEC ก็จะทำหน้าที่กำหนดปริมาณการผลิตเพื่อควบคุมราคาให้อยู่ตามที่ตัวเองต้องการ เรียกว่าผูกขาดกันสุด ๆ แต่ประเทศอย่างเราก็ยังโชคดีนะ ที่ไม่ได้มีแค่ OPEC เท่านั้นที่มีน้ำมัน จึงทำให้ยังมีคนไปค้านอำนาจกลุ่มนั้นได้บ้าง

อย่างในกรณีล่าสุด OPEC จัดประชุมขึ้นโดยมีประเทศอื่น ๆ ที่มีน้ำมันเข้าร่วมด้วย โดย OPEC ได้เสนอให้ลดกำลังการผลิตลง เพื่อหวังว่าจะให้ราคาน้ำมันกลับขึ้นไปสูงดังเดิมเพื่อชดเชยกับ Demand ที่หายไป แต่ตัวพ่ออย่างรัสเซียไม่ยอม จึงทำให้เหมือนข้อตกลงไม่บรรลุ แถมยืนยันเสียงแข็งอีกว่าให้ผลิตเท่าเดิม ด้วยเหตุนี้จากทั้ง Demand ที่ลดลง และ ความกังวลว่ากลุ่ม OPEC จะต่างคนต่างผลิตจน Supply ล้น ทำให้ราคาน้ำมันดิบดิ่งลงเหวอย่างที่เรา ๆ เห็นกัน

สรุปแล้วการตกลงของราคาน้ำมันในครั้งนี้อยู่ที่ประมาณ 2 บาทต่อลิตร โดยมีเหตุผลมาจากทั้งด้าน Demand ที่ลดลงจากการระงับเที่ยวบิน และทั้งด้าน Supply ที่ตกลงกันไม่ได้ของกลุ่ม OPEC กับรัสเซีย โดยขณะที่ราคาในประเทศประกาศลดลงแน่ ๆ 1.20 บาท ซึ่งก็นับว่าใกล้เคียงกับที่ราคาโลกลดลง ปัจจุบันนี้กองทุนน้ำมันยังไม่ได้มีประกาศการเก็บเพิ่ม แต่ที่ลดลงไม่เท่ากับ 2 บาทนั้นก็เพราะมาจากค่าเงินบาทที่อ่อนลงด้วยในช่วงที่ผ่านมา


หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน

Comment

Be the first one who leave the comment.

Leave a Reply

error: