TFEX คืออไร ?

“TFEX” คืออะไร ? – ทางเลือกในการทำกำไรช่วงตลาดขาลง

4 min read  

ฉบับย่อ

  • TFEX ย่อมาจาก​ Thailand Future Exchange ซึ่งเป็นตลาดซื้อขายสัญญาล่วงหน้า​ มีสินค้าหลายประเภทอยู่ในตลาดนี้​ เช่น​ SET50​ FUTURE, SET50 OPTION, STOCK FUTURE, GOLD เป็นต้น​ แต่คนส่วนมากนิยมเรียก​ SET50​ FUTURE​ ว่า​ TFEX
  • หากต้องการจะซื้อขาย​ SET50​ FUTURE​ หรือ​ TFEX​ จะต้องเปิดบัญชีซื้อขายอนุพันธ์​ และสามารถเลือกเทรดได้ทั้งการมองว่าดัชนีจะมีการปรับตัวขึ้น​ โดยการเปิดสถานะ​ Long​ และหากมองว่าดัชนีจะมีการปรับตัวลดลง​ ก็สามารถเทรดขาลงได้โดยการเปิดสถานะ​ Short
  • ผลกำไรและขาดทุนจะขึ้นอยู่กับ​ 2 ปัจจัย​ คือ​ ​ผลต่างจำนวนจุดระหว่างราคาปัจจุบันกับราคาตอนที่เปิดสถานะมาและจำนวนสัญญาที่เปิด โดยจะได้กำไรหรือขาดทุนเท่ากับ​ 200​ บาทต่อสัญญาและต่อจุด
  • SET50​ และ​ SET50​ FUTURE​ ไม่เหมือนกัน​ โดยจะมีความเเตกต่างกันเล็กน้อยจากค่าเบสิส (BASIS) เพราะฉะนั้น​ถ้าเทรด​ SET50​ FUTURE​ หรือ​ TFEX​ เราจะต้องดูกราฟของ​ SET50​ FUTURE ซึ่งจะมีหลายซีรี่ส์​และมีวันหมดอายุทุก​ 3 เดือน​

คราวก่อนพี่ทุยพูดถึงวิธีต่าง ๆ​ ที่สามารถทำกำไรจากการเทรดในตลาดขาลงไปแล้วคร่าว ๆ​ วันนี้จะมาขอเจาะลึกไปที่การซื้อขายสัญญาล่วงหน้าหรือที่นิยมเรียกกันว่า​ “TFEX”

TFEX​ ย่อมาจาก​ Thailand Future Exchange ซึ่งจริง ๆ​ แล้วไม่ใช่ชื่อสินค้า​ แต่เป็นชื่อของตลาดซื้อขายสัญญาล่วงหน้า​และในตลาดนี้ก็มีสินค้าให้เลือกซื้ออยู่​ 8​ ประเภทด้วยกัน​ เช่น​ SET50​ FUTURE, SET50 OPTION, STOCK FUTURE (คือ​ Single​ Stock Future ที่พูดถึงไปแล้ว), Gold Future เป็นต้น​

แต่ถ้าได้ยินใครพูดถึง​ TFEX​ ขอให้เข้าใจตรงกันนะว่า​ เค้าหมายถึง​ SET50​ ​FUTURE​ เท่านั้น​ เพราะฉะนั้น​ในบทความนี้พี่ทุยจะขออนุญาต​เรียกตามน้ำไปว่า​ TFEX​ นะ​

“TFEX” คืออะไร ?

คือ​ การมัดเอาหุ้นของ​ 50​ กิจการ ที่มีมูลค่าทางการตลาดสูงสุดในตลาดหลักทรัพย์​มามัดรวมกัน​ ซึ่งก็คือหุ้นที่เราคุ้นหูกันดี​ เช่น​ หุ้น​ PTT​ ของบริษั​ท​ ปตท. จำกัด (มหาชน)​ หุ้น CPALL​ ของบริษั​ท​ ซีพี​ ออลล์​ จำกัด (มหาชน)​ หุ้น​ AOT ของบริษัท​ ท่าอากาศยาน​ไทย​ จำกัด (มหาชน)​ เป็นต้น​ แต่อย่าสับสนกับ​ SET50​ ธรรมดานะ​ เค้ามีชื่อเกือบจะเหมือนกัน​ แต่มีความต่างอยู่นิดนึง​ ซึ่งเกิดจากสิ่งที่เรียกว่า​ ค่าเบสิส (basis) ราคาของ​ SET50​ FUTURE​ จึงมักจะไม่เท่ากันกับ​ SET50​

สรุปง่าย ๆ​ คือ​ SET50​ = SET50​ FUTURE​ + ค่าเบสิส นั่นเอง

การเล่น​ “TFEX” หรือ​ SET50​ FUTURE​ นี้ทำอย่างไรนะ ?

พี่ทุยขอแนะนำให้รู้จักคำศัพท์ที่ใช้กันในหมู่เทรดเดอร์​ TFEX​ 2 คำ​ คือ​ Long​ และ​ Short​

1. Long​ หรือบางทีจะเรียกกันสั้น ๆ​ ว่า​ L​ คือสถานะที่เปิดเมื่อมองว่า​ตลาดจะปรับตัวขึ้น
2. Short​ หรือบางทีจะเรียกกันสั้น ๆ​ ว่า​ S คือสถานะที่เปิดเมื่อเรามองว่าตลาดจะปรับตัวลง

ในกรณีที่เปิดสถานะ Long มา

จะได้กำไรเมื่อตลาดปรับตัวขึ้นมากกว่าจุดที่เปิดสถานะ​ เช่น​ เปิดสถานะ​ Long​ เมื่อดัชนีตลาดอยู่​ ณ​ 1,000​ จุด​ เมื่อดัชนี​ตลาดปรับตัวขึ้นเป็​น​ 1,010 จุดก็จะได้กำไร จะขาดทุนเมื่อตลาดปรับตัวลงต่ำกว่าจุดที่เปิดสถานะ​ เช่น​ เปิดสถานะ​ Long​ เมื่อดัชนีตลาดอยู่​ ณ​ 1,000​ จุด​ เมื่อดัชนีตลาดปรับตัวลงเป็น​ 990 จุด ก็จะขาดทุนโดยจะกำไรหรือขาดทุนเท่าไหร่ก็ขึ้นอยู่กับ​ 2 เรื่อง​ คือ

  1. จำนวนผลต่างของจุดระหว่างราคาดัชนี​ ณ​ ปัจจุบันและราคาดัชนีที่เปิดสถานะ​
  2. จำนวนสัญญา​ ถ้าอยากได้กำไรมากก็เปิดหลายสัญญา​ แต่นอกจากจะเพิ่มกำไรเวลาถูกทางเเล้ว​ยังทำให้​ขาดทุนเยอะขึ้นเวลาผิดทางด้วยนะ​ เพราะฉะนั้น​ตัดสินใจ​ให้ดี​

สรุปคือเราสามารถคำนวน​กำไรหรือขาดทุน​ได้อย่างนี้ = (ราคาตอนที่ปิด – ราคาเปิดสถานะ Long) X ตัวคูณดัชนี X จำนวนสัญญา

อย่าเพิ่งขมวดคิ้วกัน​ พี่ทุยยกตัวอย่างมาเลยดีกว่าจะได้เห็นภาพมากขึ้น​ เช่น​ เปิดสถานะ​ Long​ มา​ 5 สัญญา​ที่ราคาดัชนี​ 1,000​ จุด​ อีก​ 10 นาทีต่อมา​ ตลาดก็ปรับตัวขึ้นไปเป็น​ 1,010​ จุด​และเราตัดสินใจ​ปิดสัญญาตรงนี้ เราก็จะได้กำไร = (1,010 –​ 1,000) X 200 x 5 = 10,000 บาท​ หรือคิดเป็น​ 200​ บาทต่อจุดและต่อสัญญา​ ในที่นี้เปิดสถานะมา​ 5 สัญญาจึงได้กำไร​ 1,000​ บาทต่อจุด

ในกรณีที่​เปิดสัญญา​ Short​ มา

จะได้กำไรเมื่อตลาดปรับตัวลงต่ำกว่าจุดที่เปิดสถานะ เช่น เปิดสถานะ Short เมื่อดัชนีตลาดอยู่ ณ 1,000 จุด เมื่อดัชนีตลาดปรับลงขึ้นเป็น 990 จุดก็จะได้กำไร จะขาดทุนเมื่อตลาดปรับตัวขึ้นมากกว่าจุดที่เปิดสถานะไป​ เช่น เปิดสถานะ Short เมื่อดัชนีตลาดอยู่ ณ 1,000 จุด ดัชนีตลาดปรับตัวขึ้นเป็น 1,010 จุด ก็จะขาดทุน โดยจะกำไรหรือขาดทุนเท่าไหร่ก็ขึ้นอยู่กับ 2 เรื่องเหมือนกัน​ จะได้กำไรหรือขาดทุนเท่าไหร่​ก็คำนวน​ได้จาก กำไรหรือขาดทุน = (ราคาเปิดสถานะ Short – ราคาปิด) X ตัวคูณดัชนี X จำนวนสัญญา

ยกตัวอย่างเช่น เปิดสถานะ Short มา 5 สัญญาที่ราคาดัชนี 1,000 จุด อีก 10 นาทีต่อมา ตลาดก็ปรับตัวขึ้นไปเป็น 1,010 จุดและเราตัดสินใจปิดสัญญาตรงนี้ เราก็จะได้ขาดทุน = (1,000– 1,010) X 200 x 5 = -10,000 บาท หรือคิดเป็น 200 บาทต่อจุดและต่อสัญญา​ ​ในที่นี้เปิดสถานะมา​ 5 สัญญาจึงได้ขาดทุนไป​ 1,000​ บาทต่อจุด

ถ้าอยากเล่น​ TFEX​ กับเค้าทำอย่างไรดี ?

เราไม่สามารถเล่น TFEX ได้ด้วยบัญชีหุ้นอันเดิมนะ​ ต้องเปิดบัญชีซื้อขายอนุพันธ์​หรือที่เรียกกันเป็นชื่อเล่นว่า​ “บัญชี​ TFEX” เพิ่ม​ ​มีโบรคเกอร์​ให้เลือกหลากหลายตามความต้องการเลยและค่าคอมมิชชั่น​ก็ต่างกันออกไป​ การเปิดบัญชีจะมีการประเมินรัดกุมกว่าการเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นธรรมดา​ เพราะเป็นบัญชีประเภท MARGIN หรือการที่เราวางเงินไว้เพียงเเค่ส่วนนึงตามที่เค้ากำหนด​ แต่มีอำนาจในการซื้อมากกว่า​นั้นหลายเท่า​ พูด ๆ​ ไปก็คล้าย ๆ​ กับการใช้บัตรเครดิต​ แต่ก่อนที่จะตัดสินใจ​เดินดุ่ม ๆ เข้าไปเปิดพอร์ต​ TFEX​ พี่ทุยขอดึงคอเสื้อกลับมาฟังรายละเอียด​ที่สำคัญ​อีกอย่างก่อนนะ​ อย่างที่เกริ่น ๆ​ ไปว่าบัญชีประเภทนี้ก็คล้ายกับบัตรเครดิต​ แล้วเราต้องเอาอะไรไปแลกล่ะ​ ถึงได้เครดิตนี้มา ?

คำตอบก็คือต้องวางหลักประกัน​ขั้นต่ำหรือ​ Initial Margin (IM) นะ​ จะมากน้อยเท่าไหร่​ก็ขึ้นอยู่กับ​สำนักหักบัญชี​ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลง​ค่อนข้างบ่อย​ ถ้าช่วงไหนมีความผันผวนมาก​ หลักประกัน​ขั้นต่ำก็จะมากขึ้น​ ถ้าช่วงไหนมีความผันผวน​น้อย​ ก็จะมีการปรับหลักประกัน​ขั้นต่ำให้น้อยลง​ หลักประกัน​ขั้นต่ำ (IM) ที่อัพเดทล่าสุดเมื่อวันที่​ 23​ เมษายน 2563​ ของ​ SET50 FUTURE​ หรือ​ TFEX​ ตามนิยามของคนส่วนมากเท่ากับ​ 17,080  บาทต่อ​ 1 สัญญา

นอกจาก​ Initial Margin (IM) ที่ต้องวางก่อนแล้ว​ ขอแนะนำให้รู้จักกับ​ หลักประกันรักษาสภาพ (Maintenance MarginหรือMM) ซึ่งต้องมีมากกว่า​ 70% ของหลักประกัน​ขั้นต่ำตลอดเวลา​ ถ้าต่ำกว่านี้เมื่อไหร่ซึ่งจะเกิดจากผลขาดทุนในพอร์ต ​(unrealized) มาร์เก็ตติ้งก็จะโทรมาหาเเละขอให้เราเติมเงิน​ การที่มาร์เก็ตติ้ง​โทรมาเรียกกันว่า​ Margin​ Call

และสุดท้ายหากเรามองผิดทางมาก ๆ​ และมีราคาเปิดตลาดกระโดดขึ้นหรือลงผิดไปจากที่คาดการณ์​ไว้มาก ๆ​ ทำให้จำนวนเงินหลักประกัน​เราลดลงเหลือต่ำกว่า​ 30% เราก็จะโดนบังคับขาย​ หรือเรียกว่าโดน​ Force​ Sell ซึ่งก็คือการโดนปิดสัญญาไปเลยอัตโนมัติ​ไม่ว่า​ในตอนนั้นจะขาดทุน​เท่าไหร่​ หลาย ๆ​ กรณีนอกจากเงินตรงนั้นหมดไปแล้วยังต้องไปตามใช้หนี้ด้วยนะ​ ถึงแม้​ TFEX จะสร้างผลกำไรได้มากโดยใช้เงินลงทุน​น้อย​ ถ้าวางหลักประกันขั้นต่ำน้อย​ แต่ถ้าไม่มีวินัย​ หรือจัดการเงินไม่ดี​ก็มีโอกาสเป็นหนี้ได้ไม่ยากเลย จะว่าไปแล้ว​ คุณสมบัติ​การมีอัตราทด (Leverage) ​ของเค้าก็เหมือน​สเตียรอยด์​แหละ​ ที่ถ้าหากใช้อย่างถูกต้องเหมาะสม​แล้ว​ มันก็จะเป็นยาที่มีประสิทธิภาพ​มาก ๆ​ แต่ถ้าใช้ไม่ถูกวิธี​ ไม่เหมาะสมหรือมากเกินไป​ก็จะเกิดอาการข้างเคียงต่าง ๆ​ ได้มากเลย

ฉะนั้นก่อนจะตัดสินใจ​ใช้ผลิตภัณ​ฑ์ใด ๆ​ ต้องศึกษารายละเอียดเค้าให้ดี ๆ​ นะ​ จะได้หลีกเลี่ยงผลข้างเคียงได้​ พี่ทุยเตือนแล้วนะ​

ติดตามคำศัพท์การเงินอื่น ๆ ได้ที่นี่

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
"Forex" FXTM
"Forex" FXTM

21 Comments

Leave a Reply

error: