หลังการเลือกตั้งจนถึงวันที่ 30 พ.ค. 2566 นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 3,063.57 ล้านบาท ทำให้ ต่างชาติเทขายหุ้นไทย 12 วันติดต่อกัน รวมแล้วกว่า 26,205.48 ล้านบาท กดดัชนี SET มาปิดที่ระดับ 1,534.81 จุด ฟื้นตัวบ้างแต่ก็มาจากหุ้น Delta และหุ้นที่รับผลกระทบจากนโยบายการเมืองน้อย (จากก่อนเลือกตั้งเคลื่อนไหวที่ระดับ 1,561.35 จุด)

นักลงทุนทุกคนคงมีคำถามว่าทำไมนักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทย จะขายอีกหรือไม่? จะกลับมาซื้อหุ้นไทยอีกหรือไม่? ได้เวลาช้อนหรือควรอยู่ห่างๆ
ทำไม ต่างชาติเทขายหุ้นไทย ?
มองภาพที่เศรษฐกิจไทยตัวเลข GDP ไตรมาส 1 ปี 2023 ฟื้นตัวมาอยู่ที่ระดับเดียวกับก่อน COVID-19 ระบาดแล้ว ส่วนระดับดัชนี SET ก็อยู่ที่เดียวกับก่อน COVID-19 เช่นเดียวกับคาดการณ์กำไร (EPS) บริษัทในตลาดหุ้นไทยสำหรับปีนี้อยู่ที่ 94.5 บาทต่อหุ้น เป็นระดับเดียวกับต้นปี 2020
ดังนั้นทั้งสภาพเศรษฐกิจและมูลค่าตลาดหุ้นไทย ก็ถือว่าเหมาะสมแล้วที่ดัชนี SET จะขึ้นมาเคลื่อนไหวที่ระดับประมาณ 1,500-1,600 จุด ความเคลื่อนไหวนอกเหนือจากนี้ จึงขึ้นอยู่กับปัจจัยใหม่ที่จะเข้ามากระทบ ซึ่งก็คือ ผลการเลือกตั้ง
เมื่อเกิดการเปลี่ยนขั้วแถมเป็นกลุ่มที่มีนโยบายไม่เอื้อต่อนายทุนและบริษัทใหญ่อาจส่งผลต่อสัมปทานและการทำสัญญา ซึ่งตลาดหุ้นไทยมีสัดส่วนหุ้นที่เป็นกลุ่มนายทุนและบริษัทใหญ่สูง นอกจากนี้ภาพการจัดตั้งรัฐบาลก็ยังมีความไม่แน่นอนจนกว่าจะมีโหวตเลือกนายกฯ
ก่อนหน้านี้นักลงทุนต่างชาติมีสถานะซื้อสุทธิหุ้นไทยทำให้กำไรที่ได้จากค่าเงินบาทไปด้วย ประกอบกับความไม่แน่นอนทางการเมือง ช่วงนี้นักลงทุนต่างชาติจึงเทขายหุ้นไทยอย่างหนัก
ต่างชาติเทขายหุ้นไทย ไปอีกนานแค่ไหน ?
จากสถานการณ์ที่พี่ทุยเล่ามา รูปการณ์ก็คงไม่เปลี่ยนแปลงในเร็ววัน ดังนั้นตอบก่อนเลยว่ามีโอกาสที่นักลงทุนต่างชาติจะขายหุ้นไทยอีก ในเมื่อมีโอกาสขายหุ้นไทยอีก แล้วนักลงทุนต่างชาติยังมีหุ้นไทยในกระเป๋าให้ควักออกมาเทขายถล่มอีกหรือไม่
ข้อมูลปี 2565 ชี้ว่านักลงทุนต่างชาติมีสถานะซื้อสุทธิประมาณ 202,694 ล้านบาท ขณะที่เข้าปีนี้สลับเป็นขายสุทธิแล้วกว่า 92,000 ล้านบาท ดังนั้นตอบได้ชัดว่ามีโอกาสสูงที่ต่างชาติจะขายหุ้นไทยต่อ
เพียงแต่ว่านักลงทุนต่างชาติจะใช้วิธีทยอยขายหุ้นประคองราคาเพื่อไม่ส่งผลเสียต่อราคาหุ้นที่ยังคงถืออยู่หรือไม่? (ดีกว่าเทขายทีเดียวหมด)
ดัชนี SET จะต่ำที่สุดประมาณช่วงไหน ?
จุดนี้ต้องประเมินด้วยมูลค่าดัชนี SET ที่มีความเหมาะสม ซึ่งอาจใช้การเทียบกับช่วงก่อน COVID-19 ด้วยประมาณการอัตราส่วน P/E จากนักวิเคราะห์ หรือที่เรียกกันว่า Forward P/E
ปัจจุบัน Forward P/E อยู่ที่ 16.01 เท่า ส่วนต้นปี 2020 อยู่ที่ 17.75 เท่า ถ้ามองแบบนี้บอกเลยว่าดัชนี SET อยู่ในระดับที่เหมาะสมแล้ว เรียกว่าดัชนีลดลงมาจนมูลค่าต่ำกว่าก่อน COVID-19 ระบาดแล้ว เพียงแต่ว่านโยบายที่ไม่เอื้อต่อทุนใหญ่จะส่งผลให้กำไรของบริษัทใหญ่ลดลง คาดการณ์กำไร (EPS) บริษัทในตลาดหุ้นไทยก็จะลดลงอีก
ดังนั้นมีความเป็นไปได้ 2 ทาง คือ
- ดัชนี SET เคลื่อนไหวในกรอบแคบ เพราะการปรับตัวลงก่อนหน้านี้เป็นการรับข่าวความไม่แน่นอนไปแล้ว
- ดัชนี SET ปรับตัวลงต่อ โดยอาจมาจากแรงกดดันจากปัจจัยเดิม หรืออาจมีความไม่แน่นอนใหม่เข้ามากระทบตลาด
ถ้าไม่มีความไม่แน่นอนใหม่มากระทบตลาด แล้วนักลงทุนต่างชาติเลือกวิธีทยอยขายหุ้น มีความเป็นไปได้สูงที่ดัชนี SET จะเคลื่อนไหวในกรอบ รอปัจจัยใหม่
ต่างชาติจะกลับมาซื้อหุ้นไทยอีกหรือไม่ ?
การเปลี่ยนขั้วทางการเมือง สำหรับนักลงทุนแล้วถือว่า “เป็นความไม่แน่นอน” จากนโยบายต่าง ๆ ที่ยังไม่แน่ชัดว่าจะออกมารูปแบบไหน ไปจนถึงสถานการณ์การเมืองที่อาจจะเกิดความวุ่นวายขึ้นได้เช่นกัน ดังนั้นหากยังไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ หรือเห็นแนวทางทางการเมืองที่ชัดเจน ก็ยากที่เงินทุนต่างชาติจะไหลกลับเข้ามา
อย่างไรก็ตาม เมื่อจัดตั้งรัฐบาลได้แล้ว ก็ยังต้องรอดูว่านโยบายจะเป็นไปในทิศทางไหน หากรัฐบาลใหม่ใช้นโยบายที่เน้นกระจายรายได้ เพิ่มค่าแรง (ที่อาจไม่มีแผนรอบรับ) รวมถึงการเก็บภาษีเพิ่มขึ้น นโยบายเหล่านี้จะเป็นผลลบกับบริษัทขนาดใหญ่ และต่อเนื่องเป็นกระแสกดดันตลาดหุ้นไทยอย่างแน่นอน
ถ้ามองตลาดหุ้นไทยที่เป็นสินค้าที่ต้องแข่งขันกับตลาดหุ้นอื่น ๆ ทั่วโลก แน่นนอนว่า เม็ดเงินย่อมไหลไปหาตลาดหุ้นที่เอื้อประโยชน์ให้มากกว่า และมีโอกาสทำกำไรได้ทั้งระยะสั้นและระยะยาวมากกว่าด้วยเช่นกัน
ควรช้อนหรืออยู่ห่าง ๆ ?
ด้วยสภาพเศรษฐกิจที่ฟื้นมาถึงระดับก่อน COVID-19 ระบาด แต่ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ส่งให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างโดดเด่นอีกครั้ง ส่วนมูลค่าตลาดหุ้นก็ไม่ได้ถูกแบบลดกระหน่ำ ด้านประมาณการกำไรของบริษัทก็เป็นขาลง แถมนักลงทุนต่างชาติก็มีแนวโน้มขายมากกว่าจะซื้อหุ้นไทย
พี่ทุยแนะนำว่าถ้าไม่มีเวลาติดตามตลาดหุ้น ควรอยู่ห่าง ๆ ดูสถานการณ์ได้อีกระยะหนึ่งเลย
ถ้ามีเวลาติดตาม ช่วงเวลานี้ไม่ควรลงทุนแบบหว่านทั้งตลาด แต่มองหาโอกาสโดยอาศัยความขยัน ค้นหาหุ้นรายตัวที่ไม่ได้รับผลกระทบจากนโยบายทางการเมือง แต่ราคาปรับตัวลงตามอารมณ์ตลาดด้วย ย้ำอีกครั้งว่าต้องมีเวลาติดตาม พร้อมซื้อขายตลอด เพราะการเมืองยังไม่แน่นอน อารมณ์ของตลาดอาจเปลี่ยนแปลงได้ทุกเวลา
อ่านเพิ่ม