ดูเหมือนว่าผลการเลือกตั้งที่ “พรรคก้าวไกล” ชนะแบบถล่มถลาย จะไม่สามารถทำให้พรรคฝั่งประชาธิปไตยจับมือตั้งรัฐบาลแบบง่าย ๆ ได้ เพราะ มีเสียง จาก ส.ว. ไม่กี่เสียง มีอำนาจเหนือเสียงของประชาชน 39 ล้านเสียงที่ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง นั่นทำให้รัฐบาลอาจ ตั้งรัฐบาลช้า และจะเกิดภาวะสุญญากาศไปซักพักนึงจนกว่าจะหาข้อตกลงที่เห็นร่วมกันได้ เพื่อจัดตั้งรัฐบาลใหม่ แล้วภาวะสุญญากาศของการเมืองไทยมีผลกระทบต่อประเทศอย่างไร ไปฟังกัน
เกิดอะไรขึ้น หลังเลือกตั้ง
หลังปิดหีบเลือกตั้งลงคะแนนเสียงในเวลา 17.00 น. ของวันที่ 14 พ.ค. 2566 เป็นต้นไป อาจจะต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งในการรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ โดยตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 127 ระบุไว้ที่ 60 วัน (นับจากวันเลือกตั้ง)
จึงเท่ากับว่า กกต. จะมีเวลารับรองผลเลือกตั้งไปจนถึงช่วงกลางเดือน ก.ค.
จากนั้น ภายใน 15 วันนับแต่ กกต. ประกาศรับรองผล รัฐธรรมนูญ มาตรา 121 กำหนดว่า ให้เรียกประชุมรัฐสภาเพื่อให้สมาชิกได้มาประชุมเป็นครั้งแรก เพื่อประกอบรัฐพิธีเปิดประชุมสภา
จากนั้นจะเป็นขั้นตอนการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และเข้าสู่กระบวนการเลือกนายกรัฐมนตรี และฟอร์มทีมคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงเดือน ส.ค.
แต่จากเหตุการณ์ของการเมืองในปัจจุบัน ตามกฏหมาย ในมาตรา 272 ที่ระบุถึงการให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีว่า “ให้กระทำในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ซึ่งต้องได้รับการดหวตจากทั้ง ส.ส. และ ส.ว.”
แต่ปัญหาอยู่ที่ ส.ว. 250 เสียงนั้น ส่วนใหญ่อยู่ฝั่งรัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ ทำให้ ส.ว. ส่วนใหญ่ จะยังคงโหวดให้ พลเอกประยุทธ์ แบบที่เคยทำในการเลือกตั้งปี 2562 นั่นเอง นั่นทำให้ผู้ชนะการเลือกตั้งเสียงข้างมากในปี 2566 ต้องหาทางมาปิดสวิตช์กฏหมายตรงนี้ให้ได้ ด้วยการหาเสียงโหวตนายกที่มาจากฝั่งเสียงข้างมากเกิน 376 เสียง หากทำไม่ได้ การเมืองไทยอาจจะเกิดภาวะสุญญากาศขึ้น แล้วภาวะสุญญากาศ คืออะไร ?
ภาวะสุญญากาศทางการเมือง จากการ ตั้งรัฐบาลช้า คืออะไร ?
ภาวะสุญญากาศทางการเมือง เกิดจากการ ตั้งรัฐบาลช้า และมีปัญหาความไม่แน่นอนที่ต้องลากยาว เมื่อความไม่แน่นอนลากยาว หมายถึงว่าเกิด “ภาวะสุญญากาศยาว”
ซึ่งมีผลกับเศรษฐกิจ ทำให้เดินไปข้างหน้าไม่ได้ ถอยไปไหนไม่ได้ ขยับตัวอยาก ไม่รู้ว่าทิศทางของประเทศจะไปในทิศทางไหนกันแน่ หรือ เรียกง่าย ๆ ว่า “รัฐบาลที่ไม่มีใครบริหารนั่นเอง” หรือศัพท์ทางเทคนิค คือ อนาธิปไตย แล้วแบบนี้ประเทศจะได้รับผลกระทบอย่างไร
ตั้งรัฐบาลช้า จะกระทบอะไรบ้าง ?
1. ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ
ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท) กล่าวว่า หากในช่วงเดือน ส.ค. – ก.ย. 2566 ยังจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ จะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจของประเทศ “การเบิกจ่ายงบประมาณปี 2566 อาจจะไม่ถึงเป้าที่ 98%” ยิ่งไปกว่านั้น ”การทำงบประมาณแผ่นดินประจำปีงบประมาณ 2567 ในช่วงเดือน ก.ย. – ต.ค. 2566 จะล่าช้า และสะดุด”
“การลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชนจะชะงัก” เศรษฐกิจไม่สามารถขยายตัวโตตามเป้า 3-3.5% เพราะ การขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจ และโครงการทั้งใหม่ และที่ค้างอยู่ ต่างๆ จะยังหยุดชะงัก และไม่สามารถไปต่อได้
หรือ พูดง่าย ๆ ว่า จะส่งผลไปยัง GDP ในส่วนของ I หรือ Investment คือ การลงทุนของภาคเอกชน ในการก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์ ถนนทางเดิน รถไฟฟ้า ฯลฯ และ G หรือ Government Spending คือ การใช้จ่ายของรัฐบาล หรือ การลงทุนภาครัฐ ตามนโยบายต่างๆ ลดลง ส่งผลให้ GDP ลดลง หรือ ไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้นั่นเอง
ยิ่งไปกว่านั้น หากล่าช้ามากไปกว่านี้ หรือกินเวลาเลยไปถึงครึ่งปีหลัง บวกกับการยื้อหรือเกิดการประท้วงขึ้น ก็จะส่งผลเสียไปถึง “ภาคการท่องเที่ยว” ที่เป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจหลักของไทยในตอนนี้ ให้ชะงัก ซึ่งจะสร้างความเสียหายให้กับผู้ประกอบการ และเศรษฐกิจโดยรวม ที่กำลังฟื้นตัวจาก COVID-19 ด้วย
2. ผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของประเทศ
ในช่วงที่รัฐบาลรักษาการไม่สามารถบริหารจัดการประเทศได้ “ความเชื่อมั่น” ของประเทศในสายตาต่างประเทศจะยิ่งลดน้อย ถอยลงทุกวัน นักลงทุนจากต่างประเทศที่มีแผนลงทุนในไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม และแผนการย้านฐานผลิต
เมื่อเห็นความไม่แน่นอนนี้ ก็อาจจะเปลี่ยนแผน เปลี่ยนทิศทาง ส่งผลให้โอกาสที่จะฟื้นความเชื่อมั่นและพลิกฟื้นเศรษฐกิจประเทศให้กลับมา ก็ยิ่งน้อยลงไปเรื่อย ๆ นั่นเอง
เมื่อเป็นแบบนี้แล้ว ต้องติดตามกันต่อไปว่า พรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลจะมีการแก้ปัญหานี้อย่างไร ส.ว. 250 เสียงจะเคารพเสียงของประชาชน หรือ เลือกคนที่สร้างตัวเองขึ้นมา 60 วันต่อจากนี้ จะเป็นช่วงเหตุการณ์ทางการเมืองที่สำคัญต่อทั้งตัวเรา และระบบเศรษฐกิจอย่างมากเลยทีเดียว