สถิติตลาดหุ้น

ประวัติศาสตร์(อาจ)ซ้ำรอย! เปรียบเทียบ “สถิติตลาดหุ้น” ก่อน-หลังเลือกตั้งสหรัฐฯ

2 min read  

ฉบับย่อ

  • Joe Biden มีแนวโน้มที่จะชนะการเลือกตั้ง และขึ้นเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 46 แทนที่ของ Donald Trump ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ก่อนหน้านี้ โดยล่าสุด Biden ได้คะแนนเสียงไปแล้ว 264 เสียง ขาดอีกเพียง 6 เสียง ก็จะเป็นผู้ชนะการเลือกตั้ง ส่วน Trump ได้คะแนนเสียงไปแล้ว 214 เสียง 
  • สถิติการเลือกตั้งครั้งก่อนเมื่อปี 2016 สะท้อนให้เห็นว่าดัชนี S&P500 โดดเด่นกว่าดัชนี SET ด้วยผลตอบแทน 21% เทียบกับ 13%
  • ส่วนการเลือกตั้งครั้งนี้ หลังจากลงคะแนนเสียงแล้วเสร็จ 1 วัน ดัชนี S&P500 ก็เริ่มโดดเด่นกว่าดัชนี SET จากผลตอบแทน 2.2% เทียบกับ 0.09% 

หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน

ใกล้จะรู้ผลกันแล้วสำหรับการเลือกตั้งประธานาธิบดี คนที่ 46 ของสหรัฐฯ จากผลการนับคะแนนจนถึงช่วงบ่ายวันที่ 5 พ.ย. 2020 (ตามเวลาประเทศไทย) Joe Biden เป็นผู้ที่ขยับเข้าใกล้การเป็นผู้ชนะและมีโอกาสที่จะก้าวขึ้นมาครองตำแหน่งต่อจาก Donald Trump โดยคะแนนเสียงปัจจุบันของ Biden อยู่ที่ 264 ที่เสียง ส่วนคะแนนเสียงคะแนนเสียงของ Trump อยู่ที่ 214 เสียง (ข้อมูลตามเวลาประเทศไทย ณ วันที่ 5 พ.ย. 63 เวลา 13.02น.)

ซึ่งผู้ที่สามารถคว้าคะแนนเสียงได้ครบ 270 เสียงก่อน จะเป็นฝ่ายชนะการเลือกตั้งไป

หากย้อนกลับไปมองการตอบรับของ ‘ตลาดหุ้นสหรัฐฯ’ และ ‘ตลาดหุ้นไทย’ ในช่วงก่อนและหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯครั้งก่อน เมื่อ 8 พ.ย. 2016 เปรียบเทียบ “สถิติตลาดหุ้น” กับการเลือกตั้งในครั้งนี้คือเมื่อ 3 พ.ย. ที่ผ่านมา 

สถิติตลาดหุ้นสหรัฐฯ ก่อน-หลังการเลือกตั้ง ปี 2016

เริ่มจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ ก่อนการเลือกตั้งในครั้งนั้น ผลตอบแทน 6 เดือนของดัชนี S&P500 อยู่ที่ 4% แต่เมื่อขยับมาเข้าใกล้วันเลือกตั้งมากขึ้น ทั้งผลตอบแทนช่วง 3 เดือน และ 1 เดือนก่อนการเลือกตั้ง ต่างติดลบประมาณ 1% ก่อนที่ดัชนีจะเริ่มฟื้นตัวกลับมาได้ในช่วง 5 วันทำการก่อนการเลือกตั้ง

ส่วนภาพของตลาดหุ้นสหรัฐฯ หลังจากเลือกตั้งผ่านพ้นไป ดัชนี S&P500 ในช่วงเวลานั้นเริ่มแสดงให้เห็นถึงความโดดเด่นกว่าตลาดหุ้นไทยอย่างชัดเจน หลังจากที่ผ่านไป 1 เดือน หุ้นสหรัฐฯ วิ่งขึ้นมาเกือบ 5% และยังค่อย ๆ วิ่งขึ้นต่อเนื่อง จนผลตอบแทน 6 เดือน และ 1 ปี อยู่ที่ระดับ 12.14% และ 21.26% ตามลำดับ  

สถิติตลาดหุ้นไทย ก่อน-หลังการเลือกตั้ง ปี 2016

ส่วนการตอบสนองของตลาดหุ้นไทยในครั้งนั้น ภาพตลาดโดยรวมเป็นไปในทิศทางที่คล้ายกันกับหุ้นสหรัฐฯ โดยผลตอบแทนของหุ้นไทยในช่วงก่อนการเลือกตั้ง ถือว่าโดดเด่นกว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ พอสมควร ด้วยผลตอบแทน 6 เดือน ระดับ 8.5% แต่เมื่อเข้าใกล้วันเลือกตั้งมากขึ้น ผลตอบแทนของหุ้นไทยกับหุ้นสหรัฐฯ ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก 

ต่อมาภายหลังการเลือกตั้งแล้วเสร็จ ตลาดหุ้นไทยผันผวนในช่วงแรก โดย 1 วันหลังการเลือกตั้ง ดัชนี SET ร่วงลงประมาณ 20 จุด ก่อนที่จะกระโดดกลับมา 10 จุด ในวันถัดไป และร่วงลงแรงอีก 2 วันติด เกือบ 50 จุด แต่หลังจากนั้น 1 เดือน ดัชนี SET กลับมาเป็นบวก 1% และค่อย ๆ วิ่งขึ้นต่อเนื่อง เมื่อผ่านไปครบ 1 ปี ผลตอบแทนของ SET อยู่ที่ 13.5% 

สถิติตลาดหุ้นสหรัฐฯ ก่อน-หลังการเลือกตั้ง ปี 2020

ตัดภาพมาในปี 2020 ช่วงเวลา 6 เดือนก่อนการเลือกตั้ง ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ให้ผลตอบแทนสูงถึง 19.02% ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการที่ดัชนีปรับฐานอย่างรุนแรงในช่วงที่โควิด-19 เริ่มต้นระบาดรุนแรงช่วงเดือน มี.ค. 2020 ขณะที่ผลตอบแทน 3 เดือน และ 1 เดือนก่อนการเลือกตั้งครั้งนี้ ยังคงเป็นบวกได้ 2.2% และ 0.6% จากกระแสของเงินลงทุนที่ไหลกลับไปยังสหรัฐฯ

ภายหลังจากที่เริ่มต้นนับคะแนนเสียง และสถานการณ์ค่อนข้างสูสีเป็นอย่างมาก แต่ดัชนีS&P500 ภายหลังจากที่เปิดตลาดยังคงร้อนแรงต่อเนื่อง ขยับบวกได้ต่ออีก 2.2% เป็นภาพที่คล้ายกับเมื่อ 4 ปีก่อน ซึ่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ เริ่มแสดงให้เห็นถึงความโดดเด่นที่มากกว่าตลาดหุ้นไทย

สถิติตลาดหุ้นไทย ก่อน-หลังการเลือกตั้ง ปี 2020

ส่วนการตอบรับของดัชนีตลาดหุ้นไทยในครั้งนี้ ช่วงก่อนการเลือกตั้งค่อนข้างแตกต่างไปจากเมื่อปี 2016โดยผลตอบแทน 6 เดือนของหุ้นไทยก่อนการเลือกตั้งครั้งนี้ ติดลบไป 4.5% สวนทางกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ ขณะที่ผลตอบแทน 3 เดือนก่อนการเลือกตั้งซึ่งโดยปกติจะติดลบน้อยลง มาในครั้งนี้กลับเห็นผลตอบแทนที่ติดลบมากขึ้นเป็น 7.5% อย่างไรก็ตาม ช่วง 5 วันทำการก่อนที่การเลือกตั้งจะเริ่มขึ้น หุ้นไทยสามารถฟื้นตัวกลับมาได้ราว 1% 

ทั้งนี้ หลังจากที่การลงคะแนนเสียงจบลง และเริ่มต้นนับคะแนนการเลือกตั้ง ตลาดหุ้นไทยค่อนข้างผันผวน โดยช่วงแรกดัชนี SET ปรับเพิ่มขึ้นได้ 9.7 จุด หลังจากที่คะแนนเสียงของ โจ ไบเดน นำอยู่พอสมควร ก่อนที่ดัชนีจะพลิกกลับมาเป็นลบ 6.8 จุด ในช่วงบ่าย เมื่อกระแสของ โดนัลด์ ทรัมป์ ตีกลับและมีโอกาสที่จะเป็นฝ่ายชนะมากขึ้น ท้ายที่สุดแล้วดัชนี SET ปิดบวกได้ 0.09%  

บทสรุป

จากสถิติการเลือกตั้งสองครั้งที่ผ่านมา โดยรวมแล้วจะเห็นว่าตลาดหุ้นในช่วงที่ใกล้กับวันเลือกตั้งมักจะผันผวนในกรอบแคบ แต่หลังจากที่การเลือกตั้งผ่านพ้นไปแล้ว ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นได้ต่อเนื่อง และโดดเด่นกว่าตลาดหุ้นไทย 

แต่สิ่งที่ต้องติดตามต่อไปในครั้งนี้คือ หาก Joe Biden เป็นฝ่ายชนะการเลือกตั้งจริง จะเป็นการเปลี่ยนโฉมหน้าประธานาธิบดีสหรัฐฯ อีกครั้ง และคงต้องรอดูว่านโยบายต่าง ๆ ที่จะกระทบต่อตลาดหุ้น อย่างเช่น นโยบายที่จะปรับขึ้นภาษีธุรกิจ ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีการวิเคราะห์กันไว้ว่า หากเป็นเช่นนั้นจริง ก็มีโอกาสที่ตลาดหุ้นในเอเชียจะโดดเด่นกว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ

พี่ทุยว่าสิ่งที่นักลงทุนคงจะต้องเกาะติดกันต่อไปคือ ผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ รวมถึงนโยบายต่าง ๆ ของผู้ชนะว่าจะส่งผลกระทบอย่างไรต่อทิศทางการลงทุน

Source:

https://www.bloomberg.com/election-2020
https://www.tradingview.com/chart/FJDiRwx6/

Comment

Be the first one who leave the comment.

Leave a Reply

error: