ช่วงนี้จะเป็นช่วงที่แต่ละบริษัทค่อย ๆ ประกาศงบของไตรมาส 4 ของปี 2020 วันนี้พี่ทุยพาทุกคนมา เจาะลึก “งบ APPLE” กับ TESLA ที่มีรายได้ดีกว่าคาดการณ์ แต่ทำไมราคาหุ้นกลับปรับตัวลงซะงั้น..
“งบ Apple” ไตรมาส 4 รายได้ทะลุแสนล้านเป็นครั้งแรก
นับเป็นไตรมาสที่ Apple มีรายได้มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งไม่ได้มาจากยอดขาย iPhone เพียงผลิตภัณฑ์เดียว แต่ยอดขายของทุกผลิตภัณฑ์เติบโตด้วยเลขสองหลัก
- รายได้อยู่ที่ 111,440 ล้านดอลลาร์ (+21%, YoY) สูงกว่าคาดการณ์ที่ 103,280 ล้านดอลลาร์
- กำไรต่อหุ้น 1.68 ดอลลาร์ต่อหุ้น (35%, YoY) สูงกว่าคาดการณ์ที่ 1.41 ดอลลาร์ต่อหุ้น
Tim Cook CEO เผยว่า “งบ Apple” ในส่วนของรายได้จะดีกว่านี้หากไม่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้ Apple store บางร้านต้องปิด
ยอดขาย iPhone
โดยยอดขาย iPhone เพิ่มขึ้น 17% มาที่ 65,600 ล้านดอลลาร์ ยอดขาย iPhone ในส่วนที่ Apple เรียกว่า Greater China ซึ่งรวมไปถึงไต้หวันและฮ่องกง โดยเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ของ Apple เติบโตถึง 57% มียอดขายที่ 21,300 ล้านดอลลาร์
ยอดขาย iPhone ที่เติบโตมากมายขนาดนี้เป็นผลจากการเปิดตัว iPhone 12 ซึ่งเป็น iPhone รุ่นแรกที่ใช้ระบบ 5G ทำให้นักลงทุนมองว่านี่เป็นจุดเปลี่ยนสู่ยุคที่ผู้ใช้ต้องอัปเกรด Smartphone ไปสู่ยุค 5G
ยอดขาย iPad
ส่วนยอดขาย iPad อยู่ที่ 8,440 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 41% เช่นเดียวกับยอดขาย Mac ซึ่งเติบโต 21% ขึ้นมาที่ 8,680 ล้านดอลลาร์ ทั้งสองผลิตภัณฑ์รับผลดีจากกระแส Work from Home โดยเฉพาะ Mac ที่เพิ่งเปิดตัวไปพร้อมชิพ M1 ที่ Apple ผลิตเองแทนที่ Intel ซึ่งได้รับผลตอบรับที่ดีในด้านอายุการใช้งานของแบตเตอรี่
รายได้จากผลิตภัณฑ์อื่น
รายได้จากผลิตภัณฑ์อื่น เช่น AirPods และ Beats รายได้เติบโต 29% มาที่ 12,970 ล้านดอลลาร์ ด้านรายได้จากบริการไม่ว่าจะเป็น App Store, Apple Music, Apple TV+ และ AppleCare รวมไปถึงรายได้ที่ Google จ่ายเพื่อเป็น Search Engine ใน Safari อยู่ที่ 15,760 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 24%
และก็เป็นอีกไตรมาสที่ Apple ไม่ได้ประมาณการผลประกอบการไตรมาสหน้า ซึ่ง Apple ไม่ได้แจ้งประมาณการผลประกอบการไตรมาสถัดไปตั้งแต่เกิดการระบาดขึ้น แต่ที่ผ่านมา Apple ได้รับผลดีทำให้ยอดขายผลิตภัณฑ์และอุปกรณ์เติบโต
หลังเปิดเผยผลประกอบการ ราคาหุ้น Apple ปรับตัวลงทันที -3.22% ในตลาดหลังเวลาทำการ (After Hours) ซึ่งสะท้อนว่าเป็นการ Sell on fact แม้รายได้และกำไรจะดีกว่าที่คาด แต่ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมาก่อนหน้านี้ตามความคาดหวังว่าจะเป็นไตรมาสที่ผลประกอบการดีที่สุดเป็นประวัติการณ์
แม้ว่าราคาจะปรับลงอย่างรุนแรงแต่พี่ทุยมองว่า Apple ยังมีโอกาสการเติบโตที่ดีในระยะยาว โดยเฉพาะ iPhone ซึ่งก็ยังเป็นผลิตภัณฑ์หลักของ Apple ได้ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่อย่าง 5G สร้างการเติบโตของรายได้อีกครั้งจนนักลงทุนในตลาดเรียกว่า Super Cycle ประกอบกับรายได้จากผลิตภัณฑ์อื่นไม่ว่าจะเป็น iPad Mac และบริการอื่น ๆ ต่างก็มีรายได้เติบโตอย่างต่อเนื่องพร้อมได้แรงหนุนจากการ Work from Home ช่วยเพิ่มรายได้ให้ Apple จากที่เคยพึ่งพารายได้จาก iPhone เป็นหลัก
Tesla กำไรผิดคาด แต่ตั้งเป้าส่งมอบรถเติบโต 50% ในอีกหลายปีข้างหน้า
มาในฝั่งของ Tesla กันบ้าง เป็นไตรมาสที่ 6 ติดต่อกันแล้วที่ Tesla มีกำไรแม้จะต่ำกว่าคาดการณ์ ซึ่งราคาหุ้นรับข่าวด้วยการปรับตัวลง -6.02% ในตลาดหลังเวลาทำการ (After Hours)
- รายได้อยู่ที่ 10,740 ล้านดอลลาร์ สูงกว่าคาดการณ์ที่ 10,400 ล้านดอลลาร์
- กำไรต่อหุ้น 0.8 ดอลลาร์ต่อหุ้น ต่ำกว่าคาดการณ์ที่ 1.03 ดอลลาร์ต่อหุ้น
แม้ก่อนหน้านี้ Tesla จะรายงานจำนวนรถยนต์ที่ส่งมอบอยู่ที่ 499,550 คัน ซึ่งต่ำกว่าประมาณการที่ 500,000 คัน แต่ก็เป็นไตรมาสที่ Tesla ทั้งผลิตและส่งมอบรถยนต์ได้มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งสอดคล้องไปกับตัวเลขกำไรขั้นต้น (Gross Margins) เพิ่มขึ้นมาที่ 19.2% ซึ่งเป็นผลจากต้นทุนที่ลดลงจากปริมาณการผลิตสะสมที่เพิ่มขึ้นตาม Wright’s law
ผลของ Wright’s law ไม่เพียงแต่สะท้อนออกมาผ่านกำไรขั้นต้น แต่ยังสะท้อนผ่านการลดราคาขายและเปลี่ยนแนวทางการขายจากรถยนต์รุ่นที่ราคาสูงอย่าง Model S และ X มาเน้นเป็น Model 3 และ Y ส่งผลให้ราคาขายลดลงถึง 11%
รายได้จากการขายยานยนต์ Tesla
โดยรายได้จากการขายยานยนต์เพิ่มขึ้นมาที่ 9,310 ล้านดอลลาร์ ขณะที่รายได้จากการจำหน่ายอุปกรณ์เก็บและกำเนิดไฟฟ้าแตะระดับ 752 ล้านดอลลาร์ เช่นเดียวกับรายได้จากการบริการและอื่น ๆ เช่น เตกีลาร์ยี่ห้อ Tesla, หัวแปลงสายชาร์จรถยนต์ เพิ่มมาที่ 678 ล้านดอลลาร์
ขณะเดียวกันในไตรมาสที่ 4 นี้ Tesla มีรายจ่าย 522 ล้านดอลลาร์ สำหรับ R&D และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการขายและการบริหารเกือบ 1,000 ล้านดอลลาร์ ทำให้กระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow) ปี 2020 อยู่ที่ 2,790 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจาก 1,080 ล้านดอลลาร์ เมื่อปีที่แล้ว
Tesla เปิดเผยประมาณการการผลิตโดยตั้งเป้าเพิ่มการส่งมอบรถยนต์ให้เติบโต 50% ต่อปี ในระยะเวลาหลายปีข้างหน้า โดยจะเริ่มผลิตรถยนต์รุ่นใหม่อย่าง Model Y ที่โรงงานใหม่ทั้งใน Austin, Texas และ Germany ในปี 2021 พร้อมคาดว่าจะเริ่มผลิต Model S และ X รุ่นใหม่ด้วย นอกจากนี้ Tesla ยังตั้งเป้าที่จะใส่แบตเตอรี่รุ่นใหม่ชื่อว่า Tabless ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อเดือนกันยายน ซึ่งให้พลังงานมากกว่าเดิม 6 เท่า
ถึงแม้ว่ากำไรต่อหุ้นจะต่ำกว่าที่คาดไว้ แต่พี่ทุยมองว่าความสามารถในการส่งมอบรถยนต์ของ Tesla เพิ่มขึ้นทุกไตรมาส ซึ่งในระยะยาวปริมาณการผลิตที่เพิ่มขึ้นทุกไตรมาสจะช่วยลดต้นทุนลง ซึ่งก็สะท้อนออกมาแล้วในส่วนของกำไรขั้นต้นที่เพิ่มขึ้น
นอกจากนี้รถยนต์ไฟฟ้ายังสามารถพัฒนาไปได้ต่อในอนาคต เช่น Model S และ X รุ่นใหม่ที่ Tesla วางแผนจะผลิตในปี 2021 อีกทั้งแบตเตอรี่ก็เป็นอีกปัจจัยที่สามารถพัฒนาได้อีก ซึ่งจะช่วยให้รถยนต์ไฟฟ้ามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ดังนั้นในอนาคต Tesla ยังเป็นบริษัทที่มีโอกาสให้เติบโตต่อไปได้อย่างก้าวกระโดด