iphone12

[วิเคราะห์มุมการเงิน] ใครที่ควรซื้อ “iPhone 12” ?

2 min read  

ฉบับย่อ

  • อายุการใช้งานเต็มที่ของ iPhone อยู่ที่ประมาณ 5 ปี ดังนั้นมือถือตั้งแต่รุ่น iPhone 6 และ iPhone 7 อาจจะเริ่มพิจารณาเตรียมเปลี่ยนเครื่องใหม่
  • เมื่อ iPhone หมดประกัน จะมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงในการเปลี่ยนอะไหล่ ซึ่งหากคิดค่าซ่อมแล้วส่วนใหญ่เปลี่ยนเครื่องใหม่อาจคุ้มกว่า
  • มือถือหากเราคิดกันทื่อ ๆ แล้ว ยิ่งใช้นานยิ่งคุ้มค่ากับราคาที่ซื้อมา แต่มองอีกมุมการเปลี่ยนมือถือ ทำให้เราได้ใช้เทคโนโลยีที่ใหม่ตลอดเวลา ระยะประกันมากกว่า และมีโอกาสเจอค่าใช้จ่ายแฝงอย่างค่าซ่อมบำรุงน้อยกว่า

หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน

ช่วงเวลาปลายปี จะมีอีเว้นท์ที่ทุกคนทั่วโลกรอชมกันเลยก็คือการเปิดตัว iPhone ใหม่ของ Apple ซึ่งพอเข้าช่วงนี้ทีไร ก็จะเกิดคำถามที่ว่า ‘ตอนนี้ควรเปลี่ยนเครื่องใหม่หรือยัง ?’ ถ้าตอบแบบใช้อารมณ์ต้องบอกว่า ‘เปลี่ยน !!’ เพราะยังไงของใหม่ก็ดีกว่าของเก่าแน่ ๆ แต่พี่ทุยจะมาแชร์ในมุมมองที่มองด้วยเหตุผลและความคุ้มค่า ว่าจะเปลี่ยนเครื่องทั้งที มีเรื่องอะไรที่ต้องดูบ้าง

iPhone 1 เครื่อง ใช้ได้นานแค่ไหน

พี่ทุยต้องบอกว่าแต่ละคนก็มีการรักษามือถือแตกต่างกันไป ทำให้อายุการใช้งานมือถือนั้นสั้นยาวไม่เท่ากัน แต่มาตรฐานกลางเลยที่จะระบุได้ว่าเราควรจะใช้มือถือรุ่นนั้นไปถึงเมื่อไหร่ นั่นก็คือระยะเวลา Support จากทาง Apple 

หลาย ๆ คนที่เป็นสาวก Apple คงทราบกันดีหาก iPhone ของเราหลุดระยะ Support เมื่อไหร่ การทำงานระบบปฏิบัติการต่าง ๆ ก็จะเริ่มใช้งานยากขึ้น เราจะไม่สามารถอัปเดตไปใช้งาน iOS เวอร์ชันล่าสุดได้ จนทำให้เราไม่สามารถใช้ Application ที่ต้องการ iOS เวอร์ชันล่าสุดได้ หรือไม่สามารถใช้งาน iPhone ได้เต็มประสิทธิภาพนั่นเอง

ตัวอย่างปัญหาที่ชัดเจนเลยคือ Application สำหรับธนาคารที่มีการ Update อยู่ตลอดเพื่อรักษาระดับความปลอดภัยให้กับลูกค้าที่ใช้งาน เมื่อ iPhone ของเราหยุดการ Support จากทาง Apple เมื่อไหร่ เท่ากับว่าเราก็จะไม่สามารถเข้าใช้งาน Application จากธนาคารได้นั่นเอง

ดังนั้นระยะการ Support จึงเป็นตัวแปรสำคัญว่า iPhone รุ่นนั้น ๆ จะยังควรใช้อยู่หรือเปล่าหรือเราควรเปลี่ยนไปใช้รุ่นใหม่ ๆ ได้แล้ว โดยเฉลี่ยแล้ว iPhone รุ่นหลัง ๆ จะมีอายุการ Support สูงสุดอยู่ที่ประมาณ 4-6 ปี หรือเฉลี่ยที่ประมาณ 5 ปี

ดังนั้นถ้าใครไม่อยากขายในราคาที่ต่ำเกินไป หากมือถือรุ่นของคุณเปิดตัวผ่านมาเกิน 4 ปีเมื่อไหร่ ก็ควรเริ่มวางแผนที่จะขายหรือเปลี่ยนไปใช้เครื่องใหม่ได้แล้ว ดังนั้นพี่ทุยจึงมองว่าถ้าใครกำลังใช้งาน iPhone 6 จนถึง iPhone 7 ก็อาจจะถึงเวลาที่เราต้องเปลี่ยนแล้วล่ะ เพราะระยะเวลา Support ที่คาดว่าจะเหลือของ iPhone 6 ใกล้จะหมดแล้ว ส่วน iPhone 7 คาดหว่ายังเหลือระยะ Support อีก 1 ปี

ยิ่งอายุเครื่องมากขึ้น ค่าซ่อมบำรุงก็ยิ่งสูง

อุปกรณ์ของ Apple ปกติจะมีประกัน Hardware 1 ปี และหากซื้อ Apple Care+ ก็จะคุ้มครองนานถึง 2 ปี ซึ่งหลาย ๆ คนที่ใช้มาถึงปีที่ 3-5 มักจะเจอปัญหาเวลาซ่อมส่วนใหญ่จะมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง และศูนย์บริการในไทยมักแนะนำให้เปลี่ยนมากกว่า โดยค่าเปลี่ยนแบตเตอรี่อยู่ที่ 1,600-2,300 บาท และจอเริ่มต้นที่ 4,300 บาท ยาวจนไปถึง 11,400 บาทเลยทีเดียว

Source: http://www.icarecomseven.com/th/price-list-battery-display-replacement/

และหากปัญหาไม่ใช่ที่แบตเตอรี่หรือจอก็มักจะถูกแนะนำให้ Exchange เครื่องหรือนำเครื่องเก่าไปแลกเครื่องใหม่ ซึ่งราคาอยู่ที่ประมาณ 8,900 บาทจนถึง 21,100 บาทเลยทีเดียว ซึ่งเป็นราคาที่สูงมากจนเราอาจจะต้องมาคิดแล้วว่าเราควรเสียเงินเปลี่ยนเครื่องใหม่รุ่นเดิม หรือซื้อรุ่นใหม่เลยดี

Source: http://www.icarecomseven.com/en/price-list-exchange/

ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่ซ่อนอยู่กรณีซื้อ “iPhone 12” ใหม่

จากนโยบายที่ลดขยะ Electronic นั้น Apple จึงพยายามหาวิธีลดขยะ Electronic ให้ได้มากที่สุด ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือหูฟังและสายชาร์จที่แถมให้ใน iPhone เพราะหากเป็นลูกค้าเก่าที่ใช้อุปกรณ์ของ Apple แล้ว จะต้องมี 2 สิ่งนี้สะสมเป็นจำนวนมากอย่างแน่นอน

และด้วยการทำนโยบายนี้เองทำให้ Apple เองก็สามารถตั้งราคาที่ใกล้เคียงเดิม แต่สามารถลดต้นทุนไปได้เยอะอีกด้วย และหากลูกค้าใหม่ที่ต้องใช้งานอุปกรณ์ทั้งสอง Apple ก็จะได้ยอดขายเพิ่มโดยที่ไม่ผลักภาระให้เกิด E-Waste จำนวนมากอีกด้วย

โดยการซื้อ “iPhone 12” เครื่องใหม่นั้น หากรวมสายชาร์จเข้าไปจะอยู่ที่ประมาณ 1,380 บาท และหากรวมราคาหูฟังที่แถมโดยทั่วไปแล้วอีก 690 บาท ก็จะรวมเป็น 2,070 บาท ที่ต้องจ่ายเพิ่มเพื่อให้ได้ของแถมเท่าเดิม สำหรับการซื้อ “iPhone 12” ใหม่

ส่วนตัวพี่ทุยมองว่านโยบายนี้เป็นนโยบายที่ฉลาดมากเพราะทั้งทำให้ภาพลักษณ์องค์กรดีแล้ว ยังช่วยลดภาวะโลกร้อน แถมยังได้ยอดขายจากสินค้าพวกนี้เพิ่มต่างหากอีกด้วย 

ซึ่งในมุมลูกค้าเองหากคนที่สนใจซื้อ AirPods อยู่แล้วก็คงมีโอกาสใช้หูฟังที่แถมมาน้อยมาก ส่วนสายชาร์จเองถ้าใครเป็นสาวก Apple อยู่แล้วคงมีสายเหล่านี้ไม่น้อยเลยทีเดียว

สำหรับใครที่มือถือกำลังงอแง ต้องเปลี่ยนเครื่องใหม่เท่านั้น

ตัวอย่างหากพี่ทุยมี iPhone 7 Plus เสียพอดิบพอดีกับตอนที่ “iPhone 12” เปิดตัว ถ้าพี่ทุยเปลี่ยนเครื่องด้วยสิทธิ์ Exchange พี่ทุยจะต้องเสียเงิน 12,800 บาท จะได้ iPhone 7 Plus รุ่นเดิม Spec เดิมแต่เป็นเครื่องใหม่ 

โดยอาจจะใช้เครื่องนี้ต่อไปได้อีกแค่ปีกว่า ๆ เพราะเครื่องได้รับการ Support มา 4 ปีแล้ว เท่ากับว่าจะมีค่าเสื่อมปีละประมาณ 12,800 บาทเลยทีเดียว

ในทางกลับกันหากพี่ทุยตัดสินใจซื้อเครื่องใหม่ไปเลยในราคา 39,900 บาท จะได้ “iPhone 12 Pro Max”  ที่มีการใช้งานที่ดีกว่า และเหลือระยะเวลา Support มากกว่า ซึ่งหากคิดเป็นค่าเสื่อมแล้วจะตกประมาณปีละ 7,980 บาท ต่อปีเท่านั้น และหากรวมค่าอุปกรณ์สายชาร์จใหม่ก็อยู่ที่ประมาณ 1,380 บาท หรือปีละ 8,256 บาทเท่านั้น ซึ่งจากกรณีนี้การเลือกเปลี่ยนไปซื้อเครื่องใหม่ไปเลยก็ฟังดูเป็นทางเลือกที่น่าสนใจกว่า

สำหรับใครกรณีมือถือสภาพดี แต่อยากเปลี่ยนใหม่

สมมติพี่ทุยรักษา iPhone 7 Plus มูลค่าตอนซื้อ 30,700 บาท ไว้ได้สภาพดีเกือบ 100% (ซึ่งเครื่อง 4 ปีโอกาสจะรักษาให้ใกล้ 100% นั้นยากมาก) พี่ทุยลองนำเครื่องไปขายผ่าน www.remobile.com จะสามารถขายได้ประมาณ 6,200 บาท เท่ากับว่าจะมีค่าใช้จ่าย 24,500/4 หรือตกปีละ 6,125 บาทต่อปี

ซึ่งหากพี่ทุยไม่ใจร้อน อดทนรอไปขายปีหน้าราคาขาย iPhone 7 Plus อาจจะเหลือเครื่องละประมาณ 3,200 (คาดการณ์จากการอิงราคาประเมิน iPhone 6 Plus ในปัจจุบันที่อายุห่างกัน 1 ปีพอดี) ซึ่งมูลค่าลดเพียง 3,000 บาทเท่านั้น จะคิดเป็นค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 27,500/5 หรือตกปีละ 5,500 บาทต่อปี

แต่สิ่งที่ต้องแลกมาคือต้องทนใช้มือถือรุ่นเก่าไปอีก 1 ปี แถมต้องมานั่งลุ้นกันว่า iPhone 7 Plus ในมือของพี่ทุยที่อยู่คู่กันมากว่า 4 ปีแล้วนั้น จะงอแงมีอะไรเสียหรือเปล่าเพราะเครื่องที่อายุประมาณนี้โอกาสเสียสูงมาก ทำให้เรามีอาจเจอค่าใช้จ่ายแอบแฝงอย่างค่าซ่อมบำรุงมากกว่า ซึ่งการเสียแต่ละทีอาจมีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว และยิ่งหาก Apple เลิก Support ตัวเครื่องแล้วก็มีแนวโน้มที่ราคาเครื่องนั้นจะยิ่งตกลงไปอีก

ก็ต้องรอชั่งใจกันว่าการที่เปลี่ยนเครื่องใหม่บ่อย ๆ ยอมเสียค่าใช้จ่ายสูงต่อปีสูงกว่า ซึ่งพี่ทุยมองว่าค่าใช้จ่ายที่ต่างกันปีละ 1,000 กว่าบาท หรือเดือนละไม่ถึงร้อยนั้น แลกกับการที่เราได้อัปเดตเครื่องรุ่นใหม่ได้ถี่กว่า ได้ใช้งานที่ทันสมัย แถมมีประกันที่สม่ำเสมอจากปีแรกของเครื่องทำให้มีโอกาสเสียหรือโดนค่าใช้จ่ายจากการซ่อมบำรุงน้อยกว่า 

Comment

Be the first one who leave the comment.

Leave a Reply

error: