พี่ทุยเชื่อว่า เราคงได้ยินคำว่า “การกระจายความเสี่ยง” อยู่บ่อย ๆ โดยเฉพาะหากพูดถึงเรื่องการลงทุน ซึ่งการกระจายความเสี่ยง (Asset Allocation) คือ การที่เลือกวางเงินลงทุนในสินทรัพย์ที่แตกต่างกันหลาย ๆ อย่าง ตามระดับความเสี่ยงที่เรารับได้ เช่น ถือทองคำส่วนนึง ถือตราสารหนี้หรือพันธบัตรรัฐบาลส่วนนึงและถือหุ้นที่เป็นสินทรัพย์เสี่ยงส่วนนึง หรือการจัดพอร์ตหุ้น เราก็ควรกระจายการลงทุนไปในหลาย ๆ อุตสาหกรรม ถ้ามีปัจจัยอะไรมากระทบธุรกิจประเภทนึง เราก็ยังมีอกให้ซบ มีไหล่ให้พิงอยู่
การกระจายความเสี่ยงเป็นเรื่องที่สำคัญมากนะ เพราะถ้าเราไม่รู้จักกระจายความเสี่ยง ชีวิตก็จะยิ่งเสี่ยงมากขึ้น แต่ถ้าเรากระจายความเสี่ยงมากเกินไป เราก็จะเสี่ยงเพิ่มขึ้นเช่นกัน ที่เกริ่นกันมานานขนาดนี้ ก็เพราะว่าพี่ทุยกำลังจะพูดถึง “หุ้น BEC” หรือ บริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน) ของช่อง 3 นั่นเอง
ในปลายปี 2556 กสทช. ได้ประกาศให้มีการเปลี่ยนแปลงการออกอากาศทางโทรทัศน์จากแบบอนาล็อกไปเป็นแบบดิจิทัล ซึ่งจะชัดกว่า ถ้ายังจำกันได้ในตอนนั้นกระแสทีวีดิจิทัลในบ้านเราเนื้อหอมมาก ใครๆ ก็ต่างพาไปรุมจีบ รวมทั้งช่อง 3 ด้วย จนสุดท้ายสาวเจ้าก็รับรักและได้มาถึง 3 ช่อง คือช่อง 3 SD ช่อง 3 Family และช่อง 3 HD ด้วยมูลค่าการประมูลรวม 6,500 ล้านบาท
แต่เรื่องจริงไม่เหมือนในเทพนิยายที่จะจบลงที่เจ้าหญิงกับเจ้าชายเเต่งงานกัน และครองรักกันอย่างมีความสุขเสมอไป เพราะหลังจากช่อง 3 ประมูลทีวีดิจิทัลได้ รายได้และกำไรของเค้าก็ไม่ค่อยสวยงามเท่าไหร่
จะเห็นได้ว่ารายได้ลดลงทั้งปี แต่นั่นก็ไม่วิกฤตเท่ากับการที่กำไรลดลงจากหลักหลายพันล้านบาท พลิกมาเป็นขาดทุนถึง 330 ล้านบาทในปี 2561 เลยทีเดียว!
การที่รายได้ลดลงเป็นเพราะอะไรกันนะ ในเมื่อแตกหน่อช่องเพิ่มมา 2 ช่อง ? งั้นเรามาเจาะลึกโครงสร้างรายได้ของ BEC ดูกันเลย
พี่ทุยเอางบกำไรขาดทุน 2 ปีที่ผ่านมาให้ดูคร่าวๆ เฉพาะส่วนรายได้จากการขายเวลาโฆษณานะ จะเห็นได้ว่าในปี 2560 รายได้จากการขายเวลาโฆษณาคิดเป็นสัดส่วนถึง 89.6% ของรายได้รวมทั้งหมด ซึ่งจัดเป็นรายได้หลัก ที่ถ้าหากมีอะไรมากระทบก็คงสั่นคลอนกำไรอย่างมาก แต่พอปี 2561 ที่ผ่านมารายได้จากการขายโฆษณานี้ก็ลดสัดส่วนเหลือเพียงเเค่ 85.6% ของรายได้หลัก ซึ่งพอรายได้หลักอย่างการโฆษณาลดลงอย่างนี้ สิ่งที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็คือ การที่รายได้รวมและกำไรลดนั่นเอง
ซึ่งการโฆษณาจะมีราคาไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับ
- ช่วงเวลาในการออกอากาศ เช่น ถ้าหากเป็นช่วงเวลาหลังข่าว ประมาณ 20.00 – 22.00 น. จะเรียกว่า ช่วง Prime Time และค่าโฆษณาจะแพงที่สุด
- เรตติ้งของรายการนั้นๆ เช่น ตอนที่ละครบุพเพสันนิวาสออกอากาศ ช่อง 3 ได้รับความนิยมมาก เรตติ้งสูงลิ่ว ช่อง 3 ก็เรียกค่าโฆษณาได้มากกว่าปกติ
แต่ก็มีกฎหมายจำกัดการโฆษณานะ ไม่อย่างนั้นทุกวันนี้เราอาจจะได้ดูโฆษณาที่มีรายการแทรกสั้น ๆ แทนก็ได้ (ฮ่า) เพราะพรบ. การประกอบกิจการกระจายเสียงเเละกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 กำหนดไว้ว่า ช่องฟรีทีวีสามารถมีโฆษณาได้ไม่เกิน 12 นาที 30 วินาที และเมื่อรวมทั้งวันแล้ว ต้องมีเวลาโฆษณาเฉลี่ยไม่เกินชั่วโมงละ 10 นาที
ดังนั้นเมื่อมีเวลาจำกัด พี่ทุยเลยมองว่าช่องต่าง ๆ จะทำรายได้ได้มากน้อยแค่ไหนก็คงขึ้นอยู่กับเรตติ้งของรายการหรือละครเรื่องนั้น ๆ เป็นสำคัญ นี่แหละคือความหมายของ “Content is king” ซึ่งในที่นี้เนื้อหาสาระของรายการและละครจะทำหน้าที่เป็น King ที่มีสิทธิ์ชี้เป็นชี้ตาย ว่าอาณาจักรจะอยู่รอดมั้ย
การขาดทุนของช่อง 3 ในปี 2561 ให้บทเรียนอะไรกับเราบ้าง ?
1. กระจายความเสี่ยงมากไป ทั้งที่ยังไม่พร้อมนั้นไม่ดี
การที่ช่อง 3 แบกรับช่องมาเพิ่มอีก 2 ช่อง นับเป็นการเพิ่มต้นทุน ในขณะที่รายได้หลัก ซึ่งในที่นี้คือเม็ดเงินจากการโฆษณาก็มีเท่าเดิม
พอมีการประกาศคืนใบอนุญาต ช่อง 3 SD และ FAMILY ราคาหุ้นก็ดีดตัวขึ้นตอบรับทันที เพราะคาดว่า ช่อง 3 จะได้รับประโยชน์จากการคืนใบอนุญาตในครั้งนี้เป็นจำนวนเงิน 843 ล้านบาท และจะถูกบันทึกลงในรายการกำไรพิเศษ
จากภาพ หลังจากมีการประกาศเรื่องคืนช่อง“หุ้น BEC” ก็ดีดตัวขึ้นอย่างรุนแรงในวันที่ 9 กรกฎาคม
2. ดอกไม้นอกจากต้องบานให้ถูกที่เเล้ว ยังต้องบานให้ถูกเวลาด้วย
อันนี้พี่ทุยขอพูดรวมถึงทีวีดิจิทัลทั้งหมดเลยนะ เพราะทีวีดิจิทัลเพิ่งเข้ามาในบ้านเราเมื่อไม่กี่ปีก่อนนี้เอง ในช่วงเวลาที่กระแสออนไลน์และสตรีมมิ่ง เช่น Netflix เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ
แน่นอนว่า พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยเปลี่ยนจากการใช้เวลาที่หน้าจอทีวีมาเป็นการใช้เวลาเสพย์สื่อผ่านทางช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ มากขึ้น หรือที่เราเรียกกันว่า “Technology Disruption” เป็นเหตุผลสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้ดอกไม้ ซึ่งในที่นี้คือ ทีวีดิจิทัลไม่เบ่งบานนั่นเอง ปลูกกุหลาบแล้วฝนดันไม่ตก ทำนาแล้วดันเจอหน้าแล้งพอดีอย่างนี้ พี่ทุยก็คงได้แต่เห็นใจ
ก่อนจะจากกันไปในบทความนี้ พี่ทุยอยากเน้นย้ำถึงเรื่องการกระจายความเสี่ยงนะ ไม่กระจายเลยก็คงไม่ดี แต่ถ้ากระจายมากไปแล้วเราไม่สามารถดูแลบริการจัดการได้ก็ไม่ใช่เรื่องดีอีกเช่นกัน ดังนั้นการกระจายความเสี่ยงก็มีสิ่งที่ต้องระวังตัวมากขึ้นเช่นกัน อย่างในกรณีของช่อง 3 ถือว่าเป็นตัวอย่างของการกระจายความเสี่ยงแต่สภาพแวดล้อมไม่พร้อมที่เห็นได้อย่างชัดเจนที่สุด
Comment