เมื่อเกิดสงคราม พอร์ตเราจะพังมั้ย ?

เมื่อเกิดสงคราม พอร์ตเราจะพังมั้ย ?

4 min read  

ฉบับย่อ

  • เวลาที่เกิดสงคราม​ การตัดขาดทุน (Cut loss) ด้วยความตื่นตระหนก​ไม่ใช่วิธีที่ดีนัก​ เพราะตลาดมักฟื้นตัวกลับมาอย่างรวดเร็​ว​เมื่อเหตุการณ์​ไม่ดีเหล่านั้นผ่านพ้นไป
  • การเปลี่ยนไปถือตราสารหนี้หรือเงินฝากให้ผลตอบแทนที่ต่ำกว่าหุ้นเมื่อเทียบกันในช่วงสงคราม​เพราะมีภาวะเงินเฟ้อ
  • มีหุ้นบางกลุ่มได้รับประโยชน์​จากการเกิดสงคราม​ เช่น​ หุ้นกลุ่มที่ผลิตวัคซีน​ หุ้นกลุ่มที่ผลิตอาวุธ​และหุ้นที่เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐาน​ของประเทศ​

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
คอร์สออนไลน์ | สอน "เล่นหุ้น" เชิงเทคนิค (Technical Analysis) สำหรับมือใหม่ แบบ Step by Step จาก 0-100
คอร์สออนไลน์ | สอน "เล่นหุ้น" เชิงเทคนิค (Technical Analysis) สำหรับมือใหม่ แบบ Step by Step จาก 0-100

หลายปีมานี้มีหลายประเทศที่ประกาศ “สงคราม” กันฮึ่ม ๆ ​ไปหมด​ ทั้งสงครามน้ำมัน สงครามการค้า หรือ การปะทะกันระหว่าง “รัสเซีย-ยูเครน” ที่สร้างความกดดันไปทั่วโลก และไหนจะวิกฤตโควิด-19 ที่ยังไม่คลี่คลาย ส่งผลกระทบในวงกว้างทั้งชีวิต เศรษฐกิจ และสังคม​

นอกจากเป็นห่วงความปลอดภัยตัวเองแล้ว​ สิ่งที่พี่ทุยเป็นห่วงตามมาก็คือความปลอดภัยของพอร์ต​ด้วย ถ้ามีสงครามระเบิดจะลงพอร์ต​หุ้นเราด้วยหรือเปล่า ​พี่ทุยเลยรีบไปหาข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์​ความไม่สงบต่าง ๆ ที่เคยเกิดขึ้นในโลกของเราและปฏิกริยาตอบสนองของตลาดหุ้น​มาเล่าให้ได้อ่านกัน

คำถามแรกที่ผลุดขึ้นมาในหัวทุกคนแน่ ๆ​ เมื่อพูดถึง “สงคราม” คือ

ย้อนดูสถิติในอดีต ้า “สงคราม” เกิดขึ้นมา เราควรรีบล้างพอร์ตมั้ย?

จากสถิติผลตอบแทน​ของดาวโจนส์​ในช่วงที่เกิดวิกฤติต่าง ๆ ​ระหว่างปี​ 1900-2014​ พบว่า​ หลังจากเกิดเหตุการณ์​ความไม่สงบ​ 1 เดือน​ ดัชนีดาว​โจนส์​จะให้ผลตอบแทน​ -​3% และ​หลังจากที่เหตุการณ์​ผ่านไป​ 3 เดือน​ ดาวโจนส์​ให้ผลตอบแทน​ -​2% แต่หลังจาก​ผ่านไป​ 6 และ​ 12​ เดือน​ ดัชนีก็ดีดกลับมาให้ผลตอบแทนที่​ 2% และ​ 6% ตามลำดับ

เมื่อเกิดสงคราม พอร์ตเราจะพังมั้ย ?

เพราะฉะนั้น​การรีบล้างพอร์ต​ในช่วงที่เกิดสงคราม​ก็เหมือนกับการรีบเลหลังขายของลดราคา​ เพื่อซื้อกลับคืนในช่วงไฮซีซั่น​ ซึ่งไม่น่าจะส่งผลดีต่อสุขภาพการเงินเราเลย

อีกตัวอย่างหนึ่งที่ย้ำให้เราแน่ใจถึง​ “ฟ้าหลังฝน” ของตลาดหุ้น​ หลังจาก​ที่เกิดเหตุการณ์​ความไม่สงบคือ​ เหตุการณ์​ที่เกิดขึ้น​เมื่อวันที่​ 11​ ก.ย.​ 2001 เมื่อมีผู้ก่อการร้ายขับเครื่องบินเข้าพุ่งชนตึก​ World Trade Center

ในครั้งนั้นตลาดหลักทรัพย์​นิวยอร์ก​ปิดทำการเป็นเวลา​ 4 วัน (ซึ่งนับว่าเป็นการปิดทำการที่ยาวนานที่สุด​ นับตั้งแต่​ปี 1933)​ และเปิดทำการอีกทีในวันที่​ 17 ก.ย.​ พร้อมกับปิดตลาดไปด้วยดัชนีที่ลดลงจากวันก่อนหน้าถึง​ 684.81 จุด ​(คิดเป็น​ 17.5%) แต่ในระยะเวลาเพียงแค่​ 2 เดือน​ ดัชนีดาว​โจนส์​ก็กลับไปเทรดที่จุดสูงกว่าก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุ​การณ์​ด้วยซ้ำ

เมื่อเกิดสงคราม พอร์ตเราจะพังมั้ย ?

หลายคนคงเคยดูหนังเรื่อง​ “Pearl Harbor” ที่สร้างจากเรื่องจริงในปี​ 1941 มีรายงานว่าคนที่ซื้อและถือหุ้นกลุ่ม​บลูชิพเอาไว้​ เมื่อสิ้นปี 1945 จะได้ผลตอบแทน​สูงถึง 25% ต่อปีเลยทีเดียว

แล้วถ้าเราวางเงินไว้​ในสินทรัพย์​ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า​ เช่น​ ตราสารหนี้​​ ฝากธนาคาร​ หรือเอาเงินใส่โอ่งฝังดินเอาไว้ช่วงสงครามล่ะ ?

สินทรัพย์​ชนิดอื่นที่ดูปลอดภัยกว่าก็คงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย​ ยิ่งในช่วงที่สถานการณ์​บ้านเมืองเอาแน่เอานอนไม่ได้​ แต่เดี๋ยว​ก่อน​ พี่ทุยมีข้อมูล​ที่น่าสนใจ

ขณะที่อยู่ในช่วงสงคราม​ “ความผันผวน” ของการถือหุ้นจะต่ำลง​ แต่ผลตอบแทนของตราสารหนี้กลับน้อยกว่าช่วงเวลาปรกติมาก​ เพราะสงคราม​มักมาพร้อมกับ​ “ภาวะเงินเฟ้อ” หรือพูดง่าย ๆ​ ว่า​ “ข้าวยากหมากแพง​” นั่นเอง

ในช่วงเวลาปกติ​ การถือหุ้นจะให้ผลตอบแทน​ 10% แต่ในยามสงครามจะให้ผลตอบแทน​เฉลี่ยอยู่ที่​ 11.4% และเหลือเชื่อที่ผลตอบแทนจากการถือตราสารหนี้คิดเป็น​ 2.2% ลดลงจากผลตอบแทน​ในภาวะปกติที่​ 5.6% กว่าสองเท่า!

เงินฝากเองก็ให้ผลตอบแทน​แย่ลงในช่วงสงครามด้วยเช่นกัน​ เพราะฉะนั้น​เลิกคิดที่จะเอาเงินใส่โอ่งฝังดิน​ แล้วไปหาที่วางเงินที่อื่นเถอะ​ เจอเงินด้อยค่าแล้วจะหาว่าพี่ทุยไม่เตือนนะ​

เมื่อเกิดสงคราม พอร์ตเราจะพังมั้ย ?

คงเป็นไปได้ยากที่เราจะหลีกเลี่ยงเหตุการณ์​ที่ไม่พึงประสงค์​ทั้งหลาย​ แต่เป็นไปได้ที่เราจะลด​ผลกระทบหรือกระทั่ง​ “มองหาโอกาส” ในวิกฤติ​ต่าง ๆ​ ได้ ในยามสงครามที่ทุกอย่างดูซบเซาไปหมด​ แต่…

หุ้นกลุ่มหนึ่งกลับได้ประโยชน์​และสร้างผลตอบแทน​ได้มาก​ ได้แก่

1.​ หุ้นกลุ่มไบโอเทค​ที่ผลิตพวกวัคซีนต่าง ๆ

2. หุ้นกลุ่มที่ผลิตอาวุธ “สงคราม”

3. หุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างสาธารณูปโภค​ขั้นพื้นฐาน

หุ้นกลุ่มนี้หลายตัวให้ผลตอบแทน​เกิน 100% หรือเป็นเด้งเลยนะ

เอาเป็นว่าไม่ว่าสถานการณ์​ความขัดแย้งจะเป็นยังไงต่อไป​ก็ตาม​ เราควรหาวิธีรับมือ​และปรับตัวให้พร้อมที่สุด​ ที่สำคัญคือต้องมี​ “สติ” สติมาเมื่อไหร่​ เดี๋ยว​ “สตางค์​” ก็จะมาเอง ในวิกฤตมีโอกาสเสมอนะ

ยังไง ๆ พี่ทุยไม่เห็นด้วยกับความรุนแรงหรือการก่อสงครามใด ๆ ทุกรูปแบบ บทความนี้ต้องการให้เห็นถึงผลกระทบต่อตลาดเงินเมื่อเกิดวิกฤตต่าง ๆ เท่านั้น

หมายเหตุ​ : อัตราผลตอบแทน​ขึ้นอยู่กับ​สภาวะ​เงินเฟ้อ​ ณ​ ขณะนั้น​ด้วย

อ่านเพิ่ม

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
"เปิดบัญชี Windsor Broker"
"เปิดบัญชี Windsor Broker"

16 Comments

Leave a Reply

error: