นักลงทุนระดับโลกทำอย่างไรกันบ้าง เมื่ออยู่ใน “ภาวะตลาดหมี”

นักลงทุนระดับโลกทำอย่างไรกันบ้าง เมื่ออยู่ใน “ภาวะตลาดหมี”

3 min read  

ฉบับย่อ

  • Warren Buffett ขายหุ้นออกมามากถึง 19 ตัว ในไตรมาส 1 ที่ผ่านมา ขณะที่ PNC สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ก็ลดสัดส่วนการถือหุ้นในกองทุนที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Blackrock เหล่านี้ทำให้ตลาดกลับมาตั้งคำถามกันอีกครั้งว่าการฟื้นตัวของตลาดในขณะนี้จะเป็นแค่การเด้งเพื่อลงต่อหรือไม่
  • ขณะเดียวกันการสำรวจความเห็นผู้จัดการกองทุนระดับโลก 68% ในจำนวนนี้ยังมองว่าการเด้งของตลาดในรอบนี้เป็นเพียงการเด้งแบบ “ภาวะตลาดหมี” เท่านั้น และตัวเลขการถือครองเงินสดก็กำลังเพิ่มสูงขึ้นในระดับสูงสุดนับตั้งแต่เหตุการณ์ 9/11

หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน

ภาพของตลาดหุ้นทั่วโลก ดูเหมือนกำลังอยู่ในช่วงของการฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว เมื่อดูจาก MSCI World Index ในขณะนี้กลับมายืนเหนือ 2,000 จุด อีกครั้ง หลังจากร่วงไปแตะระดับ 1,650 จุด ในช่วงที่วิกฤตโควิด-19 กำลังแพร่ระบาดอย่างหนัก เช่นเดียวกับตลาดหุ้นไทยที่ลงไปทัวร์ระดับต่ำกว่า 1,000 จุด มาแล้ว ก็สามารถเด้งกลับจนทะลุ 1,300 จุด ได้เช่นกัน เมื่อเป็นแบบนี้แล้ว เราจะพอมั่นใจกันได้หรือยังว่า สถานการณ์เลวร้ายที่สุดของตลาดหุ้นในรอบนี้ได้ผ่านพ้นไปแล้ว ? วันนี้พี่ทุยจะพามาดูกันว่า เมื่อเกิด “ภาวะตลาดหมี” นักลงทุนทั่วโลกเค้าทำอย่างไรกันบ้าง

ในความเป็นจริงคงไม่มีใครฟันธง 100% แต่เมื่อมองไปยังการกระทำของนักลงทุนระดับโลก ดูเหมือนว่าพวกเขาเหล่านั้นยังพยายามที่จะจำกัดความเสี่ยงจากวิกฤตในครั้งนี้อยู่พอสมควร อย่าง Berkshire Hathaway ภายใต้การบริหารงานของ Warren Buffett ได้รายงานการขายหุ้นออกมาถึง 19 ตัว ในช่วงไตรมาส 1 ที่ผ่านมา โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มการเงินขนาดใหญ่อย่าง Goldman Sachs และ JPMorgan Chase และเมื่อเหลือบไปมองที่กระแสเงินสดของ Berkshire Hathaway ปัจจุบันบริษัทถือครองเงินสดอยู่ถึง 1.28 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเกือบ 4 ล้านล้านบาท

ไม่เพียงแค่ Berkshire เท่านั้น อีกหนึ่งการขายที่ทำให้ตลาดต้องหันกลับมาสนใจกันคือ บริษัทการเงินยักษ์ใหญ่อย่าง PNC ตัดสินใจเทขายหุ้นทั้งหมด 22.4% ซึ่งถืออยู่ใน Blackrock กองทุนใหญ่ที่สุดของโลก คิดเป็นมูลค่า 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 3.5 แสนล้านบาท นอกจากนี้ การสำรวจความเห็นผู้จัดการกองทุนทั่วโลก โดย BofA Global Research ซึ่ง 68% ของผู้จัดการกองทุนเหล่านี้
มองว่าการฟื้นตัวในรอบนี้เป็นเพียงการเด้งขึ้นใน “ภาวะตลาดหมี” (Bear market rally) ขณะเดียวกันมีผู้จัดการกองทุนถึง 75% มองว่าการฟื้นตัวจะเป็นแบบตัว U หรือตัว W ซึ่งเป็นลักษณะของการฟื้นตัวแบบช้า ๆ และเช่นเดียวกับ Berkshire Hathaway ที่หันมาตุนเงินสดเพิ่มขึ้น โดยกระแสเงินสดของบริษัทต่าง ๆ โดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 5.7% สูงที่สุดนับตั้งแต่เหตุการณ์ 9/11 เมื่อปี 2011 ถือเป็นสัญญาณลบต่อตลาด

ทั้งนี้ ตลาดเริ่มตั้งข้อสังเกตกันว่า การฟื้นตัวของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้ถึง 30% โดยหลักถูกหนุนจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ไม่กี่บริษัทในตลาด อาทิ Amazon, Microsoft, Apple, Facebook และ Alphabet ซึ่งบริษัทเหล่านี้มีสัดส่วนมูลค่าตลาดคิดเป็นถึง 21% ของมูลค่าตลาด S&P500 ความเสี่ยงสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งสำหรับตลาดหุ้นในยามนี้ ดูเหมือนจะเป็นเรื่องของความเสี่ยงที่ควิด-19 อาจจะกลับมาแพร่ระบาดอย่างหนักรอบสอง รวมถึงความเสี่ยงจากการขาดสภาพคล่องของหลายต่อหลายธุรกิจ อย่าง JC Penny หนึ่งในห้างสรรพสินค้าในสหรัฐฯ ประกาศยื่นล้มละลาย หรือบริษัทให้เช่ารถอย่าง Hertz เองก็กำลังเผชิญกับปัญหาอย่างหนักจนต้องยื่นล้มละลายเช่นกัน ขณะที่บริษัทในประเทศอย่าง การบินไทย ก็กำลังเผชิญกับปัญหาเหล่านี้ โดยภาพรวมแล้ว แม้ตลาดหุ้นจะฟื้นตัวกลับมาได้อย่างรวดเร็ว แต่ดูเหมือนผลกระทบบางอย่างเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น เพราะฉะนั้นแล้วเราอาจจะต้องใช้คำว่า สงครามยังไม่จบ อย่าเพิ่งนับศพทหาร สำหรับวิกฤตการณ์ในครั้งนี้

Comment

Be the first one who leave the comment.

Leave a Reply

error: