ปี 2564 นับว่าเป็นปีที่ยากลำบากสำหรับหลาย ๆ ธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้นำธุรกิจค้าปลีกของไทยในเครือเซ็นทรัล นั่นก็คือ บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) หรือ “หุ้น CRC”
แม้ต้องเผชิญภาวะการระบาดของ COVID-19 เป็นระยะเวลายาวนานพร้อม ๆ กันทั้งในประเทศไทย เวียดนาม และอิตาลี แต่ก็ยังบริหารธุรกิจจนมีผลกำไรและสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหุ้นได้ วันนี้พี่ทุยได้สรุปพร้อมกับการวิเคราะห์มาให้นักลงทุน ได้อ่านอย่างเข้าใจง่าย ๆ กัน
“หุ้น CRC ” ทำอะไร ?
บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) หรือ หุ้น CRC เป็นผู้นำธุรกิจค้าปลีกสินค้าหลากหลายประเภทผ่านรูปแบบและช่องทางที่หลากหลาย (Multi-format and Multi-category) ในไทย และมีการขยายธุรกิจในต่างประเทศ โดยเป็นผู้นำในอิตาลี และเป็นหนึ่งในผู้นำในเวียดนาม
ธุรกิจของกลุ่มบริษัทฯ หากแบ่งตามหน่วยธุรกิจสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 กลุ่ม ได้แก่
1. กลุ่มแฟชั่น
มุ่งเน้นการจำหน่ายสินค้าเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับภายใต้แบรนด์ค้าปลีกต่าง ๆ เช่น ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ซูเปอร์สปอร์ต และรีนาเชนเต
2. กลุ่มฮาร์ดไลน์
มุ่งเน้นการจำหน่ายสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าตกแต่งและปรับปรุงบ้านภายใต้แบรนด์ค้าปลีกต่าง ๆ เช่น ไทวัสดุ เพาเวอร์บาย และเหงียนคิม
3. กลุ่มฟู้ด
มุ่งเน้นการจำหน่ายสินค้าอุปโภค-บริโภค และสินค้าที่มักพบได้ทั่วไปในร้านสะดวกซื้อภายใต้แบรนด์ค้าปลีกต่าง ๆ เช่น เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ ท็อปส์ และ GO! เวียดนาม
4. กลุ่มพร็อพเพอร์ตี้
มุ่งเน้นการให้เช่าพื้นที่สำหรับร้านค้าของกลุ่มบริษัทฯ และร้านค้าและบริการของบุคคลภายนอก เช่น โรบินสัน ไลฟ์สไตล์ เซ็นเตอร์ ท็อปส์ พลาซ่า และ GO! เวียดนาม
โครงสร้างรายได้ ปี 2564
ผลการดำเนินงานปี 2562 – 2564
สำหรับผลประกอบการปี 2564 บริษัทฯ มีรายได้ รวม 195,654 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1 % จากปี 2563 โดยมีสาเหตุหลักมาจาก รายได้จากส่วนงานฮาร์ดไลน์ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
จากการรวมธุรกิจ COL ที่ประกอบไปด้วย OfficeMate, B2S และการเติบโตอย่างต่อเนื่องของธุรกิจไทวัสดุ ราคาสินค้าเหล็กที่ปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับความต้องการซ่อมแซมและตกแต่งที่อยู่อาศัยที่เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากลูกค้าใช้เวลาอยู่บ้านมากขึ้น ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาด COVID-19
อย่างไรก็ตามในส่วนของ รายได้จากส่วนงานแฟชั่น, ส่วนงานฟู้ด, รายได้จากการให้บริการเช่า และรายได้จากการให้บริการ นั้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาด COVID-19 ที่เกิดขึ้นเป็นระยะตลอดทั้งปี 2564
ในส่วนของกำไรสุทธิอยู่ที่ 277 ล้านบาท และ Core EBITDA อยู่ที่ 20,110 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 0.1 % และ Core Ebitda Margin 10.3 % แม้ต้องเผชิญภาวะการระบาดของ COVID-19 เป็นระยะเวลายาวนานพร้อมๆ กันทั้งในประเทศไทย เวียดนาม และอิตาลี
จุดแข็งของ “หุ้น CRC”
1. ความเป็นผู้นำในการประกอบธุรกิจค้าปลีก
กลุ่มบริษัทฯ เป็นผู้นำในด้านการประกอบธุรกิจค้าปลีกผ่านรูปแบบและช่องทางที่หลากหลายในไทย โดยมีแบรนด์ค้าปลีกชั้นนำสำหรับสินค้าหลากหลายประเภทซึ่งเป็นที่นิยมของผู้บริโภค
กลุ่มบริษัทฯ เชื่อว่าแบรนด์ค้าปลีกของกลุ่มบริษัทฯ ได้กลายเป็นแบรนด์ที่คนทั่วไปรู้จักและเป็นสัญลักษณ์ของการค้าปลีกสมัยใหม่ในไทย โดยกลุ่มบริษัทฯ ได้รับการยอมรับจากลูกค้าอย่างกว้างขวางในความเป็นหนึ่งด้านบริการ คุณภาพ ความหลากหลาย และความคุ้มค่า
2. การทำธุรกิจโดยมุ่งเน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลางช่วยเป็นแรงขับเคลื่อนในการนำเสนอแนวคิดใหม่ ๆ และเพิ่มการมีส่วนร่วมของลูกค้า
กลุ่มบริษัทฯ เป็นผู้ริเริ่มในการนำเสนอแนวคิดใหม่ ๆ ให้แก่ผู้บริโภคในธุรกิจค้าปลีกในไทยมาโดยตลอด โดยกลุ่มบริษัทฯ เป็นผู้พัฒนาห้างสรรพสินค้าแห่งแรก แหล่งเลือกซื้อสินค้าที่เป็นศูนย์รวมไลฟ์สไตล์แห่งแรกที่ตอบสนองต่อกลุ่มลูกค้าในจังหวัดซึ่งเป็นเมืองรองและร้านขายสินค้าเฉพาะทางบางประเภทแห่งแรก เช่น ซูเปอร์สปอร์ต และเพาเวอร์บาย ซึ่งแต่เดิมเป็นเพียงแผนกหนึ่งของห้างสรรพสินค้าของกลุ่มบริษัทฯ
โดยกลุ่มบริษัทฯ ได้พัฒนาจนกลายเป็นแบรนด์ค้าปลีกที่จำหน่ายสินค้าเฉพาะทาง ทั้งนี้ เมื่อกลุ่มบริษัทฯ พัฒนาแนวคิด เกี่ยวกับรูปแบบค้าปลีกใหม่ ๆ ซึ่งรวมถึงกลยุทธ์ Omnichannel และกลยุทธ์ออนไลน์์
3. ระบบนิเวศทางธุรกิจที่หลากหลายของกลุ่มบริษัทฯ ช่วยดึงดูดแบรนด์สินค้าที่มีชื่อเสียง
กลุ่มบริษัทฯ เชื่อว่าแบรนด์ค้าปลีกที่หลากหลายประกอบกับเครือข่ายธุรกิจค้าปลีกที่กว้างขวาง และขนาดธุรกิจที่ใหญ่ของกลุ่มบริษัทฯ ทำให้กลุ่มบริษัทฯ เป็นพันธมิตรทางธุุรกิจที่ได้รับความไว้วางใจจากแบรนด์สินค้าหรูหรา แบรนด์สินค้้าชั้นนำระดับโลก และแบรนด์สินค้าซึ่งเป็นที่นิยมทั่วไปที่ต้องการหาช่องทางการกระจายสินค้าในไทย และได้รับความไว้วางใจมากขึ้นเรื่อย ๆ ในเวียดนาม
4. ความสำเร็จในการเข้าซื้อกิจการ และการขยายธุรกิจไปยังประเทศในภูมิภาคเอเชีย และภูมิภาคอื่นในอดีต
กลุ่มบริษัทฯ นำรูปแบบความสำเร็จของธุรกิจค้าปลีกในไทยไปใช้ในตลาดต่างประเทศ โดยผสมผสานกับความรู้ในท้องถิ่น (Local Know-how) เพื่อให้เหมาะสมกับตลาดใหม่ดังกล่าว
ที่ผ่านมากลุ่มบริษัทฯ ประสบความสำเร็จในการขยายธุรกิจในต่างประเทศผ่านการเข้าซื้อกิจการ และการร่วมลงทุนเป็นหลักในอิตาลีและเวียดนาม กลุ่มบริษัทฯ เชื่อว่าความสำเร็จในการเข้าซื้อกิจการและการขยายธุรกิจไปต่างประเทศ ได้ช่วยให้กลุ่มบริษัทฯ เติบโตอย่างมีนัยสำคัญทั้งในระดับประเทศและต่างประเทศ
อีกทั้ง กลุ่มบริษัทฯ ยังมีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญและมีความสามารถในการเข้าซื้อและรวมแบรนด์ค้าปลีกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายธุรกิจค้าปลีกของกลุ่มบริษัทฯ และด้วยฐานะทางการเงินที่มั่นคงกลุ่มบริษัทฯ จึงเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่่มีความน่าสนใจและน่าเชื่อถือสำหรับธุรกิจอื่น ๆ
5. ทีมผู้บริหารที่มีความสามารถ และประสบการณ์ ซึ่งเป็นการผสมผสานที่ลงตัว ของผู้บริหารมืออาชีพในอุตสาหกรรมค้าปลีก และครอบครัวจิราธิวัฒน์
กลุ่มบริษัทฯ มีคณะผู้บริหารที่มากประสบการณ์ ซึ่งประกอบไปด้วยผู้บริหารมืออาชีพซึ่งล้วนเป็นผู้อยู่ในวงการอุตสาหกรรมค้าปลีกมานานหรือเป็นผู้มีความเชี่ยวชาญในระดับมืออาชีพในสาขาอื่น ๆ และทำงานร่วมกันกับครอบครัวจิราธิวัฒน์
รวมถึงผู้บริหารจากครอบครัวจิราธิวัฒน์ที่มีความสามารถ โดยผู้บริหารส่วนใหญ่ของกลุ่มบริษัทฯ ล้วนมีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมค้าปลีกในไทย เวียดนาม และอิตาลีมากกว่า 20 ปี
อัตราส่วนทางการเงินของ “หุ้น CRC”
เป้าหมายการดำเนินธุรกิจของ CRC
เพื่อให้เป้าหมายระยะ 5 ปี (ภายในปี 2569) ประสบผลสำเร็จตามแผน CRC จะเดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรด้วย 4 กลยุทธ์ ดังนี้
1. Reinvent Next-Gen Omni Retail
ยกระดับแพลตฟอร์มออมนิแชแนลผ่านการเชื่อมโลกจริงและโลกเสมือนจริง โดยใช้เทคโนโลยีและดิจิทัลใหม่ ๆ ยกระดับการให้บริการทุกกลุ่มธุรกิจ ทั้งฟู้ด แฟชั่น ฮาร์ดไลน์ พร็อพเพอร์ตี้ รวมถึงกลุ่มธุรกิจใหม่ ๆ ครอบคลุมทั่วประเทศ ทั้งในไทย เวียดนาม และอิตาลี
2. Accelerate Core Leadership
เร่งการขับเคลื่อนและสร้างการเติบโตในกลุ่มธุรกิจหลักของเซ็นทรัล รีเทล ทั้งในประเทศและต่างประเทศ และร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ระดับสากล
3. Build New Growth Pillars
CRC จะสร้างธุรกิจใหม่ เริ่มจากกลุ่ม Wellness รวมถึงเซกเมนต์อื่น ๆ ที่เป็นไปตามเทรนด์ของโลกและความต้องการของผู้บริโภค
4. Drive Partnership, Acquisition and Spin Off
ขยายธุรกิจภายใต้แนวคิด Inclusive Growth สร้างความสำเร็จร่วมกันกับพาร์ตเนอร์เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน
อนาคตของ CRC จะเป็นอย่างไร มีประเด็นอะไรที่ต้องติดตาม ?
1. ความเสี่ยงด้านการแข่งขัน
อุตสาหกรรมค้าปลีกเป็นตลาดเสรีซึ่งมีการแข่งขันสูง แม้ว่ากลุ่มบริษัทฯ จะเป็นหนึ่งในผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกรายใหญ่ที่สุดในไทย แต่กลุ่มบริษัทฯ ยังคงมีคู่แข่งจำนวนมากทั้งในระดับประเทศและท้องถิ่น ทั้งที่มีอยู่ในปัจจุบันและรายใหม่ที่อาจมีในอนาคต ทั้งที่ทำธุรกิจโดยมีร้านค้าเป็นหลักและผ่านช่องทางออนไลน์
ซึ่งแต่ละร้านค้าของกลุ่มบริษัทฯ ต้องแข่งขันทั้งในด้านพื้นที่ตั้งของร้าน ประเภทสินค้า ราคาสินค้า และความสะดวกรวดเร็วในการบริหารการจัดส่งสินค้า รวมถึงช่องทางการจำหน่ายผ่านหน้าร้านและออนไลน์ และการให้บริการรูปแบบต่าง ๆ เพื่อตอบสนองต่อพฤติกรรมการจับจ่ายสินค้าที่เปลี่ยนแปลงไปของกลุ่มลูกค้า
2. พฤติกรรมของผู้บริโภคที่ปรับเปลี่ยนไป
ในปี 2564 สถานการณ์ COVID-19 ได้เป็นปัจจัยที่ทำให้พฤติกรรมของผู้บริโภคปรับเปลี่ยนไป โดยหันมาใช้แพลตฟอร์มดิจิทัล ในการซื้อสินค้าและการทำกิจกรรมต่าง ๆ มากขึ้น เช่น การใช้บริการ Food Delivery การประชุมทางไกล หรือการดูภาพยนตร์ผ่านแอปพลิเคชัน ทำให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมค้าปลีกทั่วโลกต้องปรับตัว เพื่อรองรับและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ของผู้บริโภคเหล่านี้้
3. เป้าหมายและแผนธุรกิจในระยะยาว
กลุ่มบริษัทฯ ยังคงตั้งเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ในระยะยาวโดยมุ่งหวังสร้างรายได้และกำไรให้เติบโตอย่างยั่งยืนด้วยแพลตฟอร์ม Customer-Centric Omnichannel ที่มีรูปแบบและช่องทางที่หลากหลายทั้งในไทย เวียดนาม และอิตาลี (Multi-Category, Multi-Format และ Multi-Market)
เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว กลุ่มบริษัทฯได้กำหนดแนวทางการขยายธุรกิจ โดยการพัฒนาแพลตฟอร์ม Omnichannel เพื่อนำเสนอรูปแบบการค้าปลีกที่แปลกใหม่พร้อมมอบประสบการณ์ที่หลากหลายและสะดวกสบายเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้าทุกกลุ่มในประเทศ และต่อยอดไปยังธุรกิจในต่างประเทศ
อ่านเพิ่ม