เมื่อโลกกำลังสนใจ "ESG" นักลงทุนเลือกลงทุนอะไรดี ?

เมื่อโลกกำลังสนใจ “ESG” นักลงทุนเลือกลงทุนอะไรดี ?

3 min read  

ฉบับย่อ

  • ประเทศผู้นำอย่างสหรัฐฯ ยุโรป รวมไปจนถึงอีกหลากหลายประเทศได้ประกาศร่วมภารกิจลดก๊าซคาร์บอนเป็น 0 ภายในปี 2050 และก็จีนเองก็มีการประกาศลดก๊าซคาร์บอนให้เหลือ 0 ภายในปี 2060
  • ในไตรมาสที่ 2 ปี 2021 การลงทุนยั่งยืน (ESG) ในสหรัฐฯ ให้ผลตอบแทนสูงกว่าการลงทุนทั่วไป 
  • ล่าสุดข้อมูลเดือน ก.ค. 2021 เงินลงทุนยั่งยืนมีมูลค่ารวมมากกว่า 35.3 ล้านล้านดอลลาร์  
  • ในไทยมีกองทุนที่ลงทุนยั่งยืน 48 กองทุน มูลค่า 56,000 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นกองทุนที่ไปลงทุนในต่างประเทศเป็นหลัก

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
Krungsri Asset "กองทุน"
Krungsri Asset "กองทุน"

ช่วงปี 2020 – 2021 พี่ทุยว่าหลายคนคงได้ยินเรื่องการประกาศนโยบายลดโลกร้อนของรัฐบาลประเทศสำคัญทั่วโลกมากขึ้น ซึ่งนโยบายนี้มีผลสำคัญกับการลงทุนด้วย เพราะหมายความว่า ธุรกิจไหนมีแนวทางการทำธุรกิจแบบยั่งยืน หรือ “ESG” สามารถลดโลกร้อนได้ ก็จะได้ประโยชน์จากนโยบายพวกนี้ด้วย

วันนี้พี่ทุยเลยอยากชวนทุกคนมาเข้ากลุ่มนักลงทุนสายเขียวด้วยกัน เพื่อรับประโยชน์จากภารกิจลดโลกร้อนระดับโลกนี้

นโยบายลดโลกร้อนของสหรัฐฯ – จีน – ยุโรป

เมื่อโลกกำลังสนใจ "ESG" นักลงทุนเลือกลงทุนอะไรดี ?

ก่อนอื่นพี่ทุยขอเล่าให้ฟังว่า ตอนนี้มีประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ซึ่งมีสัดส่วน 49% ของเศรษฐกิจโลก ให้คำมั่นว่าจะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนเป็น 0% โดยมีแผนรองรับแตกต่างกันไป พี่ทุยเลยยก 3 ประเทศที่ถือว่าเป็นประเทศมหาอำนาจและและมีการผลิตที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลกอย่าง สหรัฐฯ จีน และยุโรป  

ทำไมหุ้น ESG ถึงกำลังเติบโต ?

จากแผนเหล่านี้ บ่งบอกว่าธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการลดปล่อยก๊าซคาร์บอนจะได้ประโยชน์เต็ม ๆ เพราะเมื่อระดับประเทศออกนโยบายมาแบบนี้ ภาคธุรกิจ และประชาชนก็ต้องปฏิบัติตาม ทำให้ความต้องการใช้สินค้าหรือบริการของภาคธุรกิจที่มีส่วนลดก๊าซคาร์บอนเติบโตขึ้น จึงเป็นกลุ่มธุรกิจที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุน

ล่าสุด Morgan Stanley Institute เคยออกมาให้ข้อมูลว่า ในปี 2020 กองทุนที่ลงทุนในหุ้นยั่งยืน ซึ่งก็คือหุ้นของบริษัทที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม (Environment) สังคม (Social) และ บรรษัทภิบาล (Governance) เรียกรวม ๆ ว่า ESG ทำผลงานได้ดีกว่ากองทุนทั่ว ๆ ไป โดยค่ากลางของผลงานคือ ดีกว่าประมาณ 4.3%

อ่านเพิ่ม

ขณะที่ Blackrock บริษัทจัดการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ ก็บอกว่า เทรนด์การลงทุนยั่งยืนนั้นกำลังมา และเทรนด์นี้จะทำให้สินทรัพย์ที่มีความแข็งแกร่งด้านความยั่งยืนมีราคาและมูลค่าเพิ่มขึ้น ดังนั้นนักลงทุนก็ควรจะทำอะไรสักอย่างเพื่อรับประโยชน์ในช่วงถัดไปจากเทรนด์นี้

Blackrock ยังให้ข้อมูลน่าสนใจว่า ถ้าดูเงินลงทุนก้อนใหม่ที่ไหลเข้าการลงทุนอย่างยั่งยืน ในแต่ละปีนั้นเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยปี 2016 มีเงินก้อนใหม่เข้าไปแค่ 30,000 ล้านดอลลาร์ แต่พอปี 2020 เงินลงทุนก้อนใหม่เพิ่ม 12 เท่า เป็น 360,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งนี่แค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น โดยพบว่า นักลงทุนสถาบันทั่วโลกที่ถือครองสินทรัพย์รวมกัน 25 ล้านล้านดอลลาร์ คาดว่าจะมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารที่เป็นกลุ่มยั่งยืนเพิ่มขึ้นเท่าตัวในปี 2025

การเปลี่ยนแปลงนี้จะเร่งให้นักลงทุนจำนวนมากขึ้นเริ่มให้ราคากับเรื่องความยั่งยืน ใครที่ถือครองสินทรัพย์ที่มีเรื่องความยั่งยืนก็จะได้ประโยชน์นี้ และช่วงเวลานี้ก็ถือว่าเป็นแค่ช่วงเริ่มต้นของการเดินทางสายเขียวเท่านั้น

จากเหตุผลที่บอกมาทั้งหมด เป็นที่มาที่ทำให้หุ้นกลุ่ม ESG เป็นที่น่าสนใจมากขึ้น ซึ่งรายงานของ Global Sustainable Investment Alliance ที่ออกมาช่วงกลางเดือน ก.ค. 2021 เป็นคำตอบที่ดีว่า ตอนนี้นักลงทุนสนใจการลงทุนสายเขียวกันมากจริง ๆ โดยพบว่า เงินลงทุนยั่งยืนมีมูลค่ารวม 35.3 ล้านล้านดอลลาร์ หรือมากกว่า 1 ใน 3 ของสินทรัพย์ทั้งหมดใน 5 ตลาดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกรวมกันแล้ว  ดูเหมือนว่านักลงทุนจะไม่ได้ให้ความสำคัญกับการดูงบดุลอย่างเดียวอีกต่อไป แต่มองผลตอบแทนในอนาคตที่ดีขึ้นจากการดำเนินงานที่ยั่งยืนด้วย

อยากลงทุนกลุ่ม ESG ในไทย ลงทุนอะไรได้บ้าง ?

เห็นกันแล้วว่าทั่วโลกเทใจเป็นนักลงทุนสายเขียวกันมากแค่ไหน กลับมาดูเมืองไทยกันบ้างดีกว่า พี่ทุยไปดูตัวเลขจาก Morningstar ณ สิ้นเดือน มิ.ย. 2021 สรุปได้ว่า

1. ไทยมีกองทุนที่ลงทุนยั่งยืน 48 กองทุน มูลค่า 56,000 ล้านบาท + 86.5% จากสิ้นปี 2020

2. กองทุนยั่งยืน ส่วนใหญ่ลงทุนในต่างประเทศ มีแค่ 15 กองทุน มูลค่า 1,500 ล้านบาท ลงทุนในไทย

3. TOP 5 กองทุนยั่งยืนในไทยที่มีมูลค่าเงินลงทุนสูงสุด ได้แก่

  • กองทุนK-CHANGE-A(A) บลจ.กสิกรไทย 13,500 ล้านบาท
  • กองทุนT-ES-GGREEN บลจ.ธนชาต 11,869 ล้านบาท
  • กองทุนMRENEW-D บลจ.เอ็มเอฟซี 5,638 ล้านบาท
  • กองทุนB-SIP บลจ.บัวหลวง 3,180 ล้านบาท
  • กองทุนKT-CLIMATE-A บลจ.กรุงไทย 2,659 ล้านบาท

มาถึงตรงนี้ทุกคนน่าจะพอเห็นภาพมากขึ้นแล้ว ทั้งประโยชน์ของนโยบายรัฐบาลทั่วโลกที่ทำให้หุ้นยั่งยืนน่าสนใจลงทุน และเงินที่หลั่งไหลเข้ามาลงทุนในหุ้นยั่งยืนของนักลงทุนทั่วโลกและนักลงทุนไทย คำถามที่น่าสนใจก็คือถ้าอยากเริ่มต้นลงทุนหุ้นยั่งยืน พวกนี้จะต้องเริ่มยังไง เลือกลงทุนยังไงได้บ้าง

พี่ทุยต้องบอกก่อนว่า ในเวลานี้ตลาดต่างประเทศจะมีหุ้นยั่งยืนที่มีโอกาสเติบโตเป็นตัวเลือกมากกว่าในเมืองไทย ดังนั้นพี่ทุยแนะนำว่าให้ลองเลือกลงทุนกับกองทุนที่ไปลงทุนในต่างประเทศดู แต่ก่อนลงทุนก็ลองเข้าไปดูข้อมูลรายละเอียดของกองทุนด้วยว่ามีหุ้นยั่งยืนสัดส่วนอย่างไรเท่าไหร่บ้าง เพราะหุ้นยั่งยืนที่กองทุนเหล่านี้มี จะประกอบด้วย 3 ส่วน คือ สิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล น้ำหนักในแต่ละเรื่องที่มีอยู่ในพอร์ตก็ไม่เท่ากัน

หุ้นกลุ่มที่นักลงทุนควรให้ความสนใจมาก ๆ ถ้ากองทุนที่เล็งไว้มีอยู่ ก็เก็บไว้พิจารณาได้เลย เพราะได้ประโยชน์จากนโยบายลดก๊าซคาร์บอนไปเต็ม ๆ ซึ่งได้แก่

1. กลุ่มพลังงานสะอาด

เพราะการลดคาร์บอนจะเกิดไม่ได้เลย ถ้าเรายังใช้พลังงานที่เผาผลาญเชื้อเพลิงกันมาก โดยกลุ่มนี้ มีทั้ง พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานจากขยะ หรือทางเลือกอื่น ๆ ที่ไม่ใช่การนำเชื้อเพลิงฟอสซิลมาใช้

2. รถยนต์ไฟฟ้า

รวมถึงกลุ่มที่ทำส่วนประกอบเกี่ยวข้องด้วย เพราะนโยบายของประเทศทั่วโลก ผลักดันให้คนในประเทศหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ากันมากขึ้น เพื่อลดใช้รถยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง

3. เทคโนโลยีลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน

หรือนวัตกรรมที่มีส่วนลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน เช่น เทคโนโลยีการก่อสร้างอาคารสีเขียว

พี่ทุยต้องย้ำว่า การลดโลกร้อน ลดปล่อยก๊าซคาร์บอนเป็นภารกิจระดับโลกที่ต้องเร่งทำ ซึ่งพี่ทุยมองว่าในระยะยาวยังไงหุ้น ESG ก็น่าจะเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ในระยะสั้นก็อาจจะเจอความท้าทายที่ทำให้ผลตอบแทนผันผวนบ้าง แต่ถ้าเราเชื่อมั่นว่า โลกเราต้องเดินไปในทางลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนแบบนี้แน่นอน เพราะถือว่าเป็นปัญหาระดับโลกที่เราต้องรับผิดชอบร่วมกัน

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
"Forex" FXTM
"Forex" FXTM
error: