ไม่รู้จะลงทุนอะไรดี ? รู้จัก 9 กองทุน ETF สุดฮิตระดับโลก

ไม่รู้จะลงทุนอะไรดี ? รู้จัก 9 กองทุน ETF สุดฮิตระดับโลก

   Money Buffalo

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

ในช่วงที่ตลาดหุ้นไทยดูจะไม่สดใสเท่าไหร่ หลายคนเริ่มหันมามองหาทางเลือกใหม่ ๆ  บางคนรู้สึกเบื่อกับความผันผวนของหุ้นรายตัวบางคนอยากกระจายความเสี่ยงออกไป ลงทุนต่างประเทศ แต่ก็ยังติดคำถามในใจว่า…“แล้วเราควรเริ่มจากตรงไหนดี ?” “จะไปลงทุนตลาดอื่นก็ไม่คุ้น ไม่มีความรู้เลย…” ถ้าเรากำลังรู้สึกแบบนี้ พี่ทุยอยากบอกว่า ETF อาจเป็นคำตอบที่คุณกำลังมองหาอยู่ก็ได้

เพราะ ETF หรือ กองทุนรวมดัชนี คือเครื่องมือที่ช่วยให้เราลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายได้ง่าย ๆ โดยไม่ต้องเลือกเองให้ปวดหัว ไม่ต้องเฝ้าหน้าจอทั้งวันแถมยังสามารถกระจายความเสี่ยงได้ในระดับโลก ตั้งแต่หุ้น ตราสารหนี้ ไปจนถึงทองคำ

วันนี้พี่ทุยจะพาไปรู้จักกับ ETF 3 ประเภทหลักที่ได้รับความนิยมจากนักลงทุนทั่วโลก พร้อมตัวอย่างกองทุนสุดฮิตระดับตำนานที่แม้แต่มือโปรก็ยังถือกันอยู่ จะมีอะไรบ้าง มาดูกันเลยครับ

1.กองทุนรวมดัชนีหุ้น 

ถ้าอยากเป็นเจ้าของบริษัทชั้นนำทั่วโลก หรืออยากให้พอร์ตเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจโลก กองทุนรวมดัชนีหุ้น คือคำตอบ ! มันคือการรวมหุ้นเด่นๆ หลายตัวมาไว้ในที่เดียว ทำให้คุณได้ประโยชน์จากการเติบโตของตลาดในภาพรวม โดยมีผลตอบแทนเฉลี่ยย้อนหลัง 20 ปี สูงถึง 10.55 % ต่อปี 

ตัวอย่างกองทุนยอดฮิต

  •  SPY (SPDR S&P 500 Trust) ตามติดดัชนี S&P 500 หุ้น 500 ตัวใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ
  • VTI (Vanguard Total Stock Market ) ครอบคลุมตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทั้งหมด ทั้งหุ้นเล็ก กลาง ใหญ่
  • IVV (iShares Core S&P 500 ) คล้าย SPY แต่มีค่าธรรมเนียมที่ถูกกว่า

2.กองทุนรวมดัชนีตราสารหนี้

ถ้าพอร์ตคุณต้องการความมั่นคง ลดความผันผวน และเป็นแหล่งรายได้ประจำจากดอกเบี้ย ETF ตราสารหนี้คือสิ่งที่คุณมองหา เหมาะสำหรับคนที่ต้องการลงทุนอย่างระมัดระวัง โดยมีผลตอบแทนเฉลี่ยย้อนหลัง 20 ปี สูงถึง 2.93 % ต่อปี 

ตัวอย่างกองทุนยอดฮิต

  • BND (Vanguard Total Bond Market ) ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลและตราสารหนี้ภาคเอกชนหลากหลาย
  • AGG (iShares Core U.S. Aggregate Bond ) คล้าย BND เน้นลงทุนในตราสารหนี้ที่มีคุณภาพสูง
  • TLT (iShares 20+ Year Treasury Bond ) เน้นพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาว

3.กองทุนรวมดัชนีทองคำ

ทองคำมักถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย หรือหลายคนเรียกว่า”Safe Haven” ยามที่เศรษฐกิจผันผวน หรือเกิดวิกฤต การมี ETF ทองคำติดพอร์ตไว้จึงเป็นเหมือนเกราะป้องกัน ที่ช่วยรักษามูลค่าสินทรัพย์ โดยมีผลตอบแทนเฉลี่ยย้อนหลัง 20 ปี สูงถึง 10.16 % ต่อปี 

ตัวอย่างกองทุนยอดฮิต

  • GLD (SPDR Gold Shares) เป็น ETF ทองคำที่ใหญ่ที่สุดในโลก อิงราคาทองคำแท่งโดยตรง
  • IAU (iShares Gold Trust) คล้าย GLD แต่มีค่าธรรมเนียมที่ต่ำกว่าเล็กน้อย
  • GDX (VanEck Gold Miners ) ลงทุนในหุ้นบริษัทเหมืองทองคำ ซึ่งราคาจะสัมพันธ์กับราคาทองคำ

แล้วถ้าอยากเริ่มลงทุนใน กองทุนรวมดัชนี ต้องทำยังไง ?

ไม่ยากเลย เพราะ กองทุนรวมดัชนี เป็นเครื่องมือการลงทุนที่เข้าถึงง่าย ไม่ต้องมีประสบการณ์สูงก็เริ่มได้ แถมยังช่วยให้เราลงทุนได้อย่างกระจายความเสี่ยงในระดับโลกอีกด้วย เหมาะกับทั้งมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้น และนักลงทุนที่อยากเพิ่มทางเลือกใหม่ ๆ ในพอร์ต วันนี้พี่ทุยเลยสรุป 4 ขั้นตอนเริ่มต้นลงทุน กองทุนรวมดัชนี แบบเข้าใจง่าย ใครก็ทำตามได้

1. รู้ก่อนว่าลงทุนไปเพื่ออะไร

ก่อนจะเริ่มเลือก กองทุนรวมดัชนี เราต้องตอบคำถามตัวเองให้ได้ก่อนว่า “เราลงทุนไปเพื่ออะไร?”เพราะ กองทุนรวมดัชนี มีหลายแบบ หลายสินทรัพย์ให้เลือก ถ้าไม่ชัดเจนตั้งแต่แรก อาจเลือกผิดทาง และทำให้พอร์ตไม่ไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้

ตัวอย่างเช่น

  • ถ้าเราอยากให้เงินโตไปกับเศรษฐกิจโลก มีโอกาสรับผลตอบแทนสูงในระยะยาว และยอมรับความผันผวนได้ดี ลองดู กองทุนรวมดัชนีหุ้น
  • ถ้าเราไม่ชอบความผันผวน อยากลงทุนแบบสบายใจ มีรายได้ประจำจากดอกเบี้ย ลองดู กองทุนรวมดัชนีตราสารหนี้
  • ถ้าเรากังวลเรื่องเงินเฟ้อ หรืออยากถือสินทรัพย์ปลอดภัยไว้ในพอร์ต ลองดู กองทุนรวมดัชนีทองคำ ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยกระจายความเสี่ยงได้ดี

การรู้เป้าหมายของตัวเองตั้งแต่ต้นจะช่วยให้คุณเลือก ETF ที่ตรงกับเป้าหมาย และลดโอกาสตัดสินใจผิดในอนาคต

2. เลือกประเภท กองทุนรวมดัชนี ให้เหมาะกับเป้าหมาย

เมื่อรู้แล้วว่าต้องการลงทุนเพื่ออะไร ขั้นตอนต่อไปคือการเลือกประเภท กองทุนรวมดัชนี ให้ตรงกับเป้าหมายของเรา โดยแต่ละประเภทจะมีระดับผลตอบแทนเฉลี่ยในอดีตที่แตกต่างกันออกไป ตารางด้านล่างช่วยสรุปภาพรวมให้เข้าใจง่ายขึ้น

ไม่รู้จะลงทุนอะไรดี ? รู้จัก 9 กองทุน ETF สุดฮิตระดับโลก

หากยังเลือกไม่ถูกว่าจะเลือกประเภทไหน บางคนก็ใช้วิธีกระจายความเสี่ยงด้วยการผสมหลายประเภทในพอร์ต เช่น
60% หุ้น + 30% ตราสารหนี้ + 10% ทองคำ ซึ่งช่วยลดความผันผวน และทำให้พอร์ตเติบโตได้อย่างสมดุลมากขึ้นในระยะยาว

3. เปิดบัญชีลงทุนกับโบรกเกอร์ที่รองรับกองทุนรวมดัชนี

กองทุนรวมดัชนี ที่เราพูดถึงในบทความนี้ส่วนใหญ่จดทะเบียนในตลาดหุ้นต่างประเทศ เช่น ตลาดสหรัฐฯ เพราะฉะนั้น ถ้าอยากซื้อ กองทุนรวมดัชนี เหล่านี้ เราจะต้องเปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่สามารถลงทุนในต่างประเทศได้ปัจจุบันมีให้เลือกทั้ง:

  • โบรกเกอร์ไทย ที่ให้บริการลงทุนใน กองทุนรวมดัชนีต่างประเทศ เช่น บล.กสิกรไทย (KS), บล.ฟินันเซีย, บล.ภัทร ,Dime

  • โบรกเกอร์ต่างประเทศ เช่น eToro, Interactive Brokers, TD Ameritrade เหมาะสำหรับคนที่ต้องการควบคุมพอร์ตเองได้ทั้งหมด และเข้าถึง กองทุนรวมดัชนี หลากหลายกว่า

ก่อนเปิดบัญชี อย่าลืมเช็กเรื่อง ค่าธรรมเนียม, สกุลเงินที่ใช้, ค่าความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน และ เรื่องภาษี ด้วย เพราะ กองทุนรวมดัชนี บางประเภทอาจมีภาษีจากต่างประเทศ หรือมีค่าธรรมเนียมแฝงที่ควรรู้ล่วงหน้า

4. ทยอยลงทุนก็ได้ ไม่ต้องใช้เงินก้อน

อีกหนึ่งความเข้าใจผิดของมือใหม่คือ “ต้องมีเงินเยอะก่อนถึงจะลงทุน กองทุนรวมดัชนี ได้”ความจริงแล้วไม่จำเป็นเลย เพราะ กองทุนรวมดัชนีเปิดโอกาสให้เราเริ่มต้นลงทุนด้วยเงินจำนวนน้อย และสามารถลงทุนแบบทยอยสะสมไปเรื่อย ๆ ได้ผ่านวิธีที่เรียกว่า DCA (Dollar-Cost Averaging)

DCA คือการลงทุนในจำนวนเท่า ๆ กันทุกเดือน เช่น ลงทุนเดือนละ 1,000 บาทใน SPY โดยไม่ต้องพยายามเลือกจังหวะซื้อที่ดีที่สุด
ข้อดีคือช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด และเหมาะกับคนที่มีรายได้ประจำ เพราะสามารถวางแผนการออมและลงทุนได้อย่างมีวินัย

สุดท้ายนี้พี่ทุยอยากฝากไว้ว่า การลงทุนในกองทุนรวมดัชนี คือ ทางเลือกที่น่าสนใจ สำหรับคนที่อยากกระจายความเสี่ยง ไม่อยากเลือกหุ้นรายตัว และอยากให้เงินโตไปพร้อมเศรษฐกิจโลกแค่เข้าใจเป้าหมายตัวเอง เลือกกองทุนให้เหมาะ เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ และมีวินัยในการลงทุน ก็เริ่มต้นได้ทันทีเลยคร้าาบ

ติดตามพี่ทุยเพิ่มเติมได้ที่ Facebook

อ่านบทความอื่น ๆ

ลงทุนอะไรดี เป็นคนแบบนี้ ลงทุนกองทุน อะไรดีนะ ?

 

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile