SSF กองไหนดี

เปิดโพย “SSF กองไหนดี” เลือกอย่างไรให้เหมาะกับตัวเอง ?

3 min read  

ฉบับย่อ

  • SSF เป็นกองลดหย่อนภาษีมาทดแทน LTF มีสินทรัพย์ให้เลือกหลากหลายกว่า ลดหย่อนภาษีได้ 30% ของรายได้ สูงสุด 200,000 บาท ลงทุนนานขั้นต่ำ 10 ปี (นับแบบวันชนวัน)
  • SSF สำหรับคนรับความเสี่ยงได้ต่ำเลือกกองตลาดเงินและตราสารหนี้ ความเสี่ยงกลางเลือกกองทุนรวมผสม ความเสี่ยงสูงเลือกกองทุนหุ้นไทย ต่างประเทศ เทคโนโลยี หรือกองอสังหาฯ
  • ประเมินความเสี่ยงที่ตัวเองรับได้ จาก Suitability หรือ วัดด้วยตัวเองจาก 5 ปัจจัย ได้แก่ ความรู้ทางการลงทุน ระยะเวลา ภาระค่าใช้จ่าย เงินสำรองฉุกเฉิน และ พอร์ตการลงทุนอื่น ๆ
  • การเลือกกองก็มี 4 ปัจจัยที่ต้องดู ได้แก่ นโยบายการลงทุน ค่าธรรมเนียม ผลตอบแทนย้อนหลัง และการป้องกันความเสี่ยง

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
"Phatra Leasing"
"Phatra Leasing"

ก่อนที่เราจะมาเลือกดูว่า เราควรจะเลือก “SSF กองไหนดี” พี่ทุยจะพามาทำความรู้จักก่อนถึงเกณฑ์การซื้อขายก่อนว่า มีสิ่งที่เราควรรู้บ้าง

SSF คืออะไร เกณฑ์เป็นยังไง ?

SSF หรือกองทุน Super Saving Fund เป็นกองทุนลดหย่อนภาษีที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อทดแทนกองทุนเก่าอย่างกองทุน LTF โดยจะมีการลงทุนให้เลือกหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นคนรับความเสี่ยงได้สูงหรือต่ำก็สามารถลงทุนได้ทุกคน โดยมีเงื่อนไขการลงทุนอย่างน้อย 10 ปีนับตั้งแต่วันที่เริ่มลงทุน เพราะเป็นระยะเวลาที่ยาวพอที่การลงทุนจะมีโอกาสได้ดอกผลที่ดีและช่วยลดการผันผวนของตลาดหุ้นในระหว่างทาง

โดย SSF นั้นสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 30% ของเงินได้และสามารถซื้อได้สูงสุด 200,000 บาท และเมื่อรวมกับการลงทุนลดหย่อนภาษีเพื่อการเกษียณแล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท ซึ่งถ้าใครอยากไปเจาะลึกรายละเอียด เกี่ยวกับกองทุน SSF สามารถเข้าไปดูได้ใน สรุปรายละเอียด “กองทุน SSF” ที่มาทดแทน LTF

ส่วนใครที่สนใจกองทุน RMF สามารถเข้าไปดูได้ใน เจาะลึกเงื่อนไขการซื้อ “RMF” แบบละเอียด

แล้วเราควรเลือก “SSF กองไหนดี” ?

จะเลือก “SSF กองไหนดี” พี่ทุยขอแบ่งความเสี่ยงออกเป็น ระดับต่ำ ระดับกลาง และระดับสูง

SSF ความเสี่ยงต่ำ

สำหรับคนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำ SSF ที่เราสามารถเลือกได้นั้นคือ SSF ที่ลงทุนในกองทุนตลาดเงินอย่างกองทุน PHATRA MP-SSF ที่มีความเสี่ยงใกล้เคียงกับฝากเงินธนาคาร หรือถ้ารับความเสี่ยงเพิ่มได้หน่อยก็สามารถลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ไทยอย่าง K-FIXEDPLUS-SSF หรือถ้าอยากได้โอกาสรับผลตอบแทนที่ดีขึ้นอีกก็มีกองทุนตราสารหนี้อย่าง K-GINCOME-SSF ที่มีการลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศด้วยก็จะมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่มากกว่าในความเสี่ยงที่มากขึ้นไปด้วย

SSF ความเสี่ยงกลาง

สำหรับคนที่รับความเสี่ยงได้ปานกลาง ก็จะมีทางเลือกในการลงทุนที่มากหน่อย ซึ่งเราสามารถเลือกกองทุนที่มีการกระจายลงทุนในกองเดียวจบอย่าง PHATRA SG-AA-SSF หรือถ้า Advance หน่อยก็สามารถผสมกองทุนความเสี่ยงสูงผสมกับกองทุนความเสี่ยงต่ำก็ได้ เพื่อให้ความเสี่ยงในภาพรวมไม่สูงเกินไป แต่ก็ยังไม่ทิ้งโอกาสในการรับผลตอบแทนที่ดีไปพร้อม ๆ กันได้

SSF ความเสี่ยงสูง

สำหรับคนที่รับความเสี่ยงได้สูง ก็สามารถเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่อยากลงทุนได้เลย อย่างกองทุนหุ้นไทย K-STAR-SSF หรือจะกระจายไปลงทุนต่างประเทศก็มีประเทศใหญ่ ๆ อย่างจีน ONE-ALLCHINA-ASSF หรือสหรัฐอเมริกา SCBS&P500-SSF แต่สำหรับคนที่ต้องการสร้างผลตอบแทนสูง ๆ รับความเสี่ยงจากการผันผวนกองทุนเทคโนโลยี ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ แต่ก็จะมีความเสี่ยงจากความผันผวนสูงกว่ากองทุนประเภทอื่นเป็นพิเศษอย่าง ONE-UGG-ASSF หรือ K-CHANGE-SSF 

นอกจากนี้ก็ยังมีกองทุนอีกประเภทนึงที่ลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมออย่าง PHATRA PROP-D-SSF ที่ลงทุนในกองทุนอสังหาฯ แต่ถึงแม้จะมีโอกาสสร้างรายได้สม่ำเสมอ แต่เนื่องจากการลงทุนเกือบทั้งหมดลงทุนในสินทรัพย์ประเภทเดียว เมื่อเกิดเรื่องที่กระทบอสังหาฯ โดยตรงกลุ่มนี้ก็จะได้รับผลกระทบหนักเป็นพิเศษจึงถูกจัดอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงสูง

เปรียบเทียบผลการดำเนินงานกองทุนแต่ละประเภทในช่วงที่ผ่านมา

SSF กองไหนดี

จะรู้ได้ยังไงว่าเรารับความเสี่ยงได้เท่าไหร่ ?

หลายคนที่ไม่เคยลงทุนมาก่อนอาจจะไม่แน่ใจว่าตัวเองรับความเสี่ยงได้เท่าไหร่ เราสามารถประเมินความเสี่ยงของตัวเองได้ผ่าน Suitability Test ที่เป็นแบบสอบถามที่เราต้องทำทุกครั้งก่อนเปิดบัญชี หรือใครที่อยากประเมินความเสี่ยงด้วยตัวเองก็สามารถวัดด้วยตัวเองได้จากปัจจัยต่อไปนี้ได้เลย

  1. ความรู้ในการลงทุน – ยิ่งเรามีความรู้ในการลงทุนเยอะ ก็ยิ่งมีความเสี่ยงต่ำ เพราะเราจะเข้าใจสิ่งที่เรากำลังลงทุน เข้าใจว่าจะบริหารความเสี่ยงที่มีอยู่อย่างไร และจัดการพอร์ตการลงทุนของเราอย่างไรเมื่อวิกฤตมาถึง
  2. อายุ ระยะเวลาการลงทุน – การลงทุนยิ่งนาน ก็มีโอกาสลดความเสี่ยงจากความผันผวนได้มากกว่า ยิ่งเรายังอายุน้อย จะมีเวลาในการลงทุนที่มาก และมีความสามารถในการรับความเสี่ยงได้มากกว่า
  3. ภาระค่าใช้จ่าย – ภาระค่าใช้จ่าย จะสะท้อนไปยังกระแสเงินสด หรือ Cashflow ยิ่งเรามีภาระค่าใช้จ่ายที่ต้องดูแลเยอะ ก็ยิ่งมีความเสี่ยงมาก ถ้าเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นมาอาจกระทบทั้งการลงทุน และเงินส่วนอื่น ๆ ได้ ทางออกที่ช่วยได้คือมีเงินสำรองฉุกเฉินเยอะ ๆ หรือหารายได้เสริม มีรายได้หลาย ๆช่องทาง 
  4. เงินสำรองฉุกเฉิน – เงินที่ไว้ใช้ยามฉุกเฉินเป็นสิ่งแรกที่ต้องเตรียมไว้ก่อนลงทุน เพราะเป็นเบาะสำรองไว้กันกระแทก หากเกิดอะไรไม่คาดฝัน จะได้มีเงินไว้แก้ไขสถานการณ์ และเงินสำรองฉุกเฉินนี้อาจเป็นตัวสร้างโอกาสในวิกฤตให้กับเราอีกด้วย
  5. พอร์ตการลงทุนอื่น ๆ – สำหรับคนที่ลงทุนอยู่แล้วก็คงต้องดูด้วยวว่าสินทรัพย์ของเราส่วนใหญ่อยู่ในสินทรัพย์ประเภทไหน ซึ่งหากสินทรัพย์ส่วนใหญ่ของเรานั้นอยู่ในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยง ก็อาจจะต้องพิจารณาแบ่งไปลงทุนในสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำ หรือลงทุนในสินทรัพย์ที่มีทิศทางราคาตรงข้ามกับสินทรัพย์ของเรา อย่างการแบ่งไปลงทุนในทองเมื่อมีพอร์ตการลงทุนในหุ้นเป็นส่วนใหญ่

ปัจจัยอะไรที่ควรนำมาคิดเวลาเลือกแต่ละกอง

  1. นโยบายการลงทุน – นโยบายการลงทุนเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพื่อให้เราทราบแนวทางการเลือกลงทุนของผู้จัดการกองทุน ว่าตรงกับเป้าหมายสินทรัพย์ที่เราต้องการลงทุนรึเปล่า
  2. ค่าธรรมเนียม – ค่าธรรมเนียมเป็นสิ่งหนึ่งที่นักลงทุนหลาย ๆ คนมองข้าม มีหลาย ๆ ครั้งที่มีกองทุนลงทุนในรูปแบบเดียวกันเป๊ะ ๆ เลย แต่มีค่าธรรมเนียมที่ต่างกัน การเลือกกองทุนที่มีค่าธรรมเนียมต่ำนอกจากจะช่วยลดต้นทุนเราแล้ว ยังช่วยเพิ่มโอกาสในการเติบโตในระยะยาวที่มากกว่าด้วย
  3. ผลตอบแทนย้อนหลัง – ถึงแม้ผลตอบแทนย้อนหลังจะไม่สามารถบอกผลตอบแทนอนาคตได้ แต่อย่างน้อยก็ทำให้เราเห็นพฤติกรรม หรือ ลักษณะของกองทุนนั้น ๆ ในอดีตได้ เช่น กองทุนที่มีความผันผวนสูงมาก ๆ มองแว๊บเดียวก็จะเห็นได้ทันที แต่ปัญหาของ SSF นั้น อาจจะเพิ่งจัดตั้งขึ้นมาทำให้เราไม่สามารถดูผลตอบแทนย้อนหลังได้ อีกทางเลือกนึงที่ทำได้เลย คือ ลองเช็กชื่อกองทุน SSF ที่เราสนใจ โดยตัดตัวอักษร SSF ในชื่อกองทุนออก เช่น กองทุน ABCSSF เราก็หาข้อมูลของกองทุน ABC แทน เพราะอาจมีกองทุนนโยบายเดียวกัน จัดตั้งมาก่อนแล้ว และเราสามารถดูผลตอบแทนย้อนหลังกองนั้น ๆ เป็นตัวอย่างได้
  4. การป้องกันความเสี่ยง – กองทุน SSF บางกองนั้นมีการลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศ การป้องกันความเสี่ยงก็เป็นสิ่งนึงที่ควรพิจารณา เพราะสินทรัพย์ในต่างประเทศอาจเติบโตแต่เราขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนแทนก็เป็นได้

สุดท้ายนี้พอเลือกกองทุนที่ตรงใจกับเราได้แล้ว อย่าลืมศึกษาข้อมูลกองทุนเหล่านั้นเพิ่มเติมล่ะ เพราะกองทุนที่พี่ทุยเลือกมาให้ดูนั้น เพื่อให้เห็นตัวอย่างและสามารถนำไปเปรียบเทียบกับกองทุนที่เราตั้งใจจะซื้อ

และอย่าลืมนำเทคนิคการลดความเสี่ยงต่าง ๆ มาใช้เพื่อที่จะได้ลงทุนแบบไม่เสี่ยงจนเกินไปและยังได้ผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวอีกด้วย

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
ปี 2021 Money Buffalo "รับสมัครงาน"
ปี 2021 Money Buffalo "รับสมัครงาน"

2 Comments

  • Myronseame

    100% completely free dating sites [url="http://datingfreetns.com/?"]singles near me free [/url]
  • JavierBlifs

    tinder dating app , tindr [url="http://tinderentrar.com/?"]tinder sign up [/url]

Leave a Reply

error: