อีกหนึ่งกระแสที่กำลังมาและทุกคนเลี่ยงไม่ได้เลยก็คือ “โลกแก่” 🌍
อายุเฉลี่ยของคนในโลกกำลังเพิ่มสูงขึ้น
ซึ่งแน่นอนว่ากลุ่มสินค้าและบริการที่มีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องก็คือ “กลุ่มสุขภาพ (Healthcare)”
ทำไม กองทุน KT-Healthcare (ความเสี่ยงระดับ 7) ถึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุน
อยากเพิ่มหุ้นสายสุขภาพเข้าพอร์ตพี่ทุยสรุปมาให้แล้ว ไปดูกันได้เลย ✅
อีกหนึ่งกระแสที่กำลังมาแรง ณ เวลานี้เลยก็คือ “Longevity” เป็นอีกหนึ่ง เทรนด์รักสุขภาพ ที่มาจากค่าเฉลี่ยอายุของคนทั้งโลกที่กำลังเพิ่มสูงขึ้น ถึงขนาดที่ว่าอีก 5 ปีข้างหน้า โลกเราจะมีคนที่อายุเกิน 60 ปี มากกว่า 1.4 พันล้านคน หรือประมาณ 20% ของคนทั้งหมดแล้ว
ทั้งจากคนเกิดน้อยลง อายุยืนมากขึ้น และค่ารักษาพยาบาลที่พุ่งสูงขึ้น ทำให้คนหันมาดูแลตัวเองตั้งแต่เนิ่นๆ มากกว่ารอให้ป่วยแล้วค่อยไปรักษาในโรงพยาบาลที่มีแต่จะแพงมากขึ้นเรื่อย ๆ
ดังนั้นเมื่อคนอายุยืนมากขึ้น รายจ่ายสุขภาพก็มากขึ้นทั้งทางตรงและทางอ้อม พอเป็นแบบนี้กลุ่ม “ธุรกิจสุขภาพ (Healthcare)” บอกได้เลยว่ามีแนวโน้มที่สดใส และความต้องการก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
ข้อดีและจุดเด่นของธุรกิจ Healthcare เลยก็คือมีความเป็น Defensive อยู่ในตัวเอง แต่ก็มีความ Growth ผสมอยู่ด้วยเช่นกัน
เพราะไม่ว่าโลกจะเป็นอย่างไร เศรษฐกิจจะแย่แค่ไหน แต่ค่าใช้จ่ายเรื่องการรักษาพยาบาลยังไงก็ต้องจ่าย รวมถึงเงินเฟ้อราคายาเหล่านี้ก็มีแนวโน้มพุ่งขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เงินเฟ้อทางการแพทย์ (Medical Inflation) เพิ่มขึ้นแรงและต่อเนื่องมาตลอดหลายปี
ยิ่งขายยาได้แพง กำไรของบริษัทเหล่านี้ก็มีโอกาสเพิ่มขึ้น แปลว่ากลุ่มธุรกิจ Healthcare ได้ประโยชน์ไปเต็ม ๆ ถ้าเป็นแบบนี้มีเหตุผลอะไรที่นักลงทุนแบบเราจะไม่เก็บเข้าพอร์ต
ดังนั้นถ้าใครมองหาโอกาสเก็บหุ้น Healthcare เข้าพอร์ตตามกระแสโลกที่เปลี่ยนไปอยู่
พี่ทุยแนะนำวันนี้เลย KT-HEALTHCARE จาก KTAM
KT-HEALTHCARE (ความเสี่ยงระดับ 7) จะนำเงินไปลงทุนต่อในกองหลักที่ชื่อ Janus Henderson Global Life Sciences Fund (กองทุนหลัก) โดยจะมีการกระจายลงทุนบริษัท healthcare ทั่วโลก (เบื้องต้นเน้นที่สหรัฐ > 80%) โดยจะกระจายลงทุนทั้ง 3 Sector หลัก
1. กลุ่ม Pharmaceuticals ที่ถือว่าเป็นกระดูกสันหลังของพอร์ตที่สร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง
2. กลุ่ม Biotechnology เหมือนกับเครื่องยนต์ที่ช่วยการเติบโตในระยะยาว
3. กลุ่ม Devices & Medical Tech และกลุ่ม Health Care Services เป็นการกระจายความเสี่ยงเพื่อให้ลงทุนครบตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ
เหมาะกับผู้ที่สามารถรับความผันผวนได้และต้องการโอกาสรับผลตอบแทนจากการลงทุนในกลุ่มธุรกิจด้านสุขภาพและการแพทย์
ที่มา: Fund fact sheet KTAM (as of 30 Sep 2025)
หมายเหตุ: สัดส่วนการลงทุนอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามดุลยพินิจผู้จัดการกองทุนหลัก
แล้วทำไมกองทุนหลัก ถึงน่าสนใจสำหรับคนที่ต้องเก็บหุ้นสุขภาพเข้าพอร์ต
1. บริหารโดยทีมผู้จัดการกองทุนที่ “รู้จริง” เรื่องสุขภาพ
ไม่ได้มองหุ้นแค่จากตัวเลข แต่เข้าใจตั้งแต่เทคโนโลยีการแพทย์ ยา ไปจนถึงโครงสร้างอุตสาหกรรมทั้งระบบ เพราะทีมบริหารของกอง Master Fund เป็นสายวิทยาศาสตร์ชีวิต (Life Sciences) ตัวจริง มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 100 ปี
2. มีกรอบควบคุมความเสี่ยงที่ชัดเจน (Value at Risk Framework)
หุ้นแต่ละตัวในพอร์ตจะถูกประเมินว่า “ถ้าพลาด จะกระทบพอร์ตไม่เกิน 1%” ทำให้แม้จะลงทุนในหุ้น Biotech หรือเทคโนโลยีสุขภาพที่ผันผวนสูง ก็ยังรักษาสมดุลความเสี่ยงได้ดี
3. วิเคราะห์เชิงลึก ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
ทีมลงทุนจะมองตั้งแต่ขั้นตอน “วิจัยและพัฒนา” ไปจนถึง “การผลิตและการจัดจำหน่ายยา/อุปกรณ์” เพื่อหาบริษัทที่มีศักยภาพเติบโตครบห่วงโซ่อุตสาหกรรม
4. ผลงานอยู่ในระดับต้น ๆ การันตีด้วย 4 ดาวจาก Morningstar
ผลการดำเนินงานของ Master Fund อยู่ในกลุ่มบนสุดของกองทุนสุขภาพทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง (as of 30 Sep 2025) สะท้อนให้เห็นถึง “คุณภาพการบริหาร” ที่มั่นคงและสม่ำเสมอ
ที่มา : Janus Henderson (as of 30 Oct 2025)
แล้วนอกจากเรื่องโลกกำลังแก่ แถมขายของได้แพงมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วหุ้นกลุ่ม Healhcare ก็ยังมีปัจจัยที่ถือว่าเป็นปัจจัยยิ่งทำให้น่าสนใจด้วย
1. ราคาดี เมื่อเทียบกับหุ้น Sector อื่น ๆ ที่ราคาวิ่งรุนแรงต่อเนื่อง แต่เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของหุ้นกลุ่ม Heathcare ยังถือว่าอยู่ในระดับที่น่าสนใจมากกว่า
2. ผลประกอบการคาดการณ์เติบโตได้ต่อเนื่อง จากการคาดการณ์นักวิเคราะห์ลงความเห็นไปทิศทางเดียวกันว่ายังเติบโตได้ 6 – 8% แต่ยังสามารถจ่ายปันผลได้เฉลี่ย 2% ในปี 2025
3. ดอกเบี้ยขาลง ซึ่งถือว่าเป็นผลดีกับหุ้นกลุ่มเติบโตอย่าง Biotech ที่เคยถูกกดดันมาอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ดอกเบี้ยเป็นขาขึ้นและค้างอยู่ในระดับสูง
👉 ใครที่สนใจ KT-Healthcare สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คลิกเลย
คำเตือน :กองทุนมีความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน ทั้งนี้ กองทุนมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนโดยดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน ในกรณีที่กองทุนไม่ได้มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน ผู้ลงทุนอาจจะขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้ / ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
อ่านบทความเพิ่มเติม