ช่วงตลาดผันผวน “การกระจายการลงทุน” ถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก เพราะเป็นกลวิธีหนึ่งที่สามารถลดความเสี่ยงให้แก่พอร์ตของเรา ซึ่งการกระจายการลงทุนนั้นนอกจากความหลากหลายในประเภท “สินทรัพย์” แล้ว เรายังสามารถเข้าลงทุนในหลากหลาย “ภูมิภาค” เพื่อช่วยลดความผันผวนของพอร์ตและเพิ่มผลตอบแทนในอนาคตได้อีกด้วย วันนี้พี่ทุยเลยจะมาพูดคุยถึงประเทศยอดนิยมของนักลงทุนอย่าง “เวียดนาม” กับ “จีน” ว่าทำไมถึงเป็นที่น่าสนใจในเวลานี้ ?
ประโยคหนึ่งสำหรับทุกคนที่เริ่มต้นศึกษาเรื่องการลงทุน ที่พี่ทุยเชื่อว่าต้องเคยผ่านหูผ่านตากันมาอย่างแน่นอน คือ “Don’t put all your eggs in one basket” หรือ “อย่าใส่ไข่ทุกฟองไว้ในตะกร้าใบเดียว”
เป็นประโยคที่ช่วยเปรียบเทียบให้เห็นภาพด้วยการแทนไข่เหมือนกับ “เงินลงทุน” ของเรา และตะกร้าก็คือ “สินทรัพย์การลงทุน” โดยมีความหมายว่าเราไม่ควรใส่เงินทุกบาททุกสตางค์ลงไปในสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งเพียงอย่างเดียว เพราะถ้าหากเกิดความผิดพลาดขึ้นมา อาจจะทำให่ไข่แตกหรือขาดทุนไปทั้งหมดได้เลย
ดังนั้น “การกระจายการลงทุน” หรือ Asset Allocation ให้ดี จึงเป็นกลวิธีหนึ่งที่ช่วยลดความเสียหายดังกล่าวได้
ซึ่งหลักในการกระจายการลงทุน นอกจากจะต้องกระจายไปยังสินทรัพย์ที่หลากหลายแล้ว ยังควรกระจายไปในหลาย ๆ ภูมิภาคด้วย
อย่างเช่น การลงทุนใน ‘หุ้น’ ที่นอกจากหุ้นไทยแล้ว เราก็ยังสามารถลดความผันผวนและเพิ่มโอกาสในการได้รับผลตอบแทนของพอร์ตด้วยการกระจายการลงทุนไปยัง ‘หุ้นต่างประเทศ’
คำถามที่น่าสนใจก็คือ แล้วเราจะกระจายการลงทุนไปหุ้นที่ประเทศไหนดีเพื่อให้มีโอกาสเติบโต ?
วันนี้พี่ทุยเลยอยากจะมาพูดถึง 2 ประเทศที่กำลังเป็นที่จับตามองของนักลงทุนทั่วโลกในเวลานี้ คือ “เวียดนาม” และ “จีน”
ต้องบอกว่า ณ เวลานี้ “เวียดนาม” ไม่ธรรมดาเลยนะ เพราะเขากำลังก้าวขึ้นมาเป็นฐานการผลิตแห่งใหม่ของโลก และปัจจุบันก็ได้มีบริษัทชื่อดังระดับโลกได้เข้าไปตั้งฐานการผลิตแล้วมากมาย อย่าง Foxconn และ Apple
ซึ่งเหตุผลที่ทำให้ฐานการผลิตย้ายเข้าไปเวียดนามอย่างต่อเนื่องก็เพราะว่า…
1. ประชากรวัยแรงงานของเวียดนามนั้นมีจำนวนมาก ประกอบกับค่าแรงที่ยังอยู่ในระดับต่ำ
2. มีการทำ Free Trade Agreement (FTA) กับหลายประเทศ ซึ่งแน่นอนว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการส่งออกเต็ม ๆ
3. GDP มีการเติบโตได้อย่างต่อเนื่องแม้ในช่วงที่เกิดวิกฤตโควิด-19 โดย IMF คาดการณ์ GDP ของเวียดนามโต 6.8% ในปีหน้า
4. EPS หรือ ความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียนของประเทศเวียดนามเติบโตได้อย่างโดดเด่น 17-19% ในปีนี้และปีหน้า
5. ตลาดหุ้นเวียดนามปรับตัวลดลง ทำให้อยู่ในระดับราคาที่น่าสนใจ เป็นจังหวะที่ดีสำหรับการทยอยเข้าลงทุน เพื่อโอกาสรับผลตอบแทนในระยะยาว
ดูรายละเอียดกองทุน K-VIETNAM : https://kbank.co/3dT6qRb
ส่วนประเทศ “จีน” ก็เป็นอีกประเทศหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะถึงแม้จะมีประชากรจำนวนมาก แต่มีแนวโน้มกลับมาฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่ง เนื่องจากนโยบายในการรับมืออย่างมีประสิทธิภาพ
1. มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาด 1 ล้านล้านหยวน เพื่อฟื้นฟูความเสียหายจากโควิด-19 และตลาดอสังหาฯ
2. แม้จะใช้นโยบาย Zero COVID แต่ก็ยังมีความยืดหยุ่น (Dynamic Lockdown) โดยการปิดเมืองเพียงบางจุด และกระชับเวลาในการปิดให้สั้นลง เพื่อลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจให้ได้มากที่สุด
3. จีนไม่มีสัญญาณ Recession เหมือนกับประเทศอื่น ๆ ในโลก
4. จีนไม่ได้ผลกระทบกับเงินเฟ้อเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น ๆ
5. นักวิเคราะห์มองว่าตลาดจีนผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว อยู่ระยะการฟื้นตัว และเป็นจังหวะที่ดีเหมาะแก่การทยอยสะสม เพื่อโอกาสรับผลตอบแทนในระยะยาว
ดูรายละเอียดกองทุน K-CHX : https://kbank.co/3Rh71ut
คว้าโอกาสลงทุนใน “เวียดนาม” และ “จีน” ผ่านกองทุนของ บลจ. กสิกรไทย
ซึ่งทั้ง “เวียดนาม” และ “จีน” ก็มีหุ้นหลากหลายตัวที่ผลตอบแทนน่าสนใจ แต่การจะไปลงทุนในต่างประเทศนั้นอาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เพราะนอกจากเรื่องของขั้นตอนและเอกสารในเปิดพอร์ตแล้ว การคัดเลือกสินทรัพย์ในการลงทุน และค่าเงินก็เป็นเรื่องที่นักลงทุนจะต้องพิจารณาให้ดี
สำหรับใครที่สนใจลงทุนใน “เวียดนาม” และ “จีน” แต่ไม่ต้องการความยุ่งยากขนาดนั้น พี่ทุยขอแนะนำให้รู้จักกับกองทุนระดับ TOP ของบลจ. กสิกรไทย ทั้ง K-VIETNAM และ K-CHX
ดูรายละเอียดกองทุนเพิ่มเติมได้ที่:
K-VIETNAM: https://kbank.co/3dT6qRb
K-CHX: https://kbank.co/3Rh71ut

สำหรับ K-VIETNAM นั้นนับว่าเป็นกองทุนระดับ Top ที่ลงทุนใน “เวียดนาม” เลยก็ว่าได้ เพราะสามารถเอาชนะดัชนีชี้วัดได้อย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากบริหารโดยผู้จัดการกองทุนที่มีประสบการณ์ในตลาดเวียดนามมาอย่างยาวนาน
โดยกว่า 70-80% จะเป็นการลงทุนตรงในหุ้นรายตัวของบริษัทชั้นนำที่มีโอกาสเติบโตสูง เน้นลงทุนให้สอดคล้องกับ Core Investment Theme อย่างเช่น กลุ่มอุปโภคบริโภคจากการเติบโตของเศรษฐกิจ และส่วนที่เหลืออีก 20-30% จะลงทุนผ่านกองทุนชั้นนำระดับโลก โดยสามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่ https://kbank.co/3dT6qRb
ส่วน K-CHX จะเน้นการลงทุนในหุ้น 50 ตัวแรกของดัชนี A-Share ผ่านกองทุนหลัก CSOP FTSE China A50 ETF ซึ่งเป็นหุ้นตัวใหญ่ที่มีความมั่นคง เน้นลงทุนหุ้นในธีม Old Economy เพื่อให้สอดคล้องกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน อย่างเช่น หุ้นในกลุ่มอุปโภค บริโภค การเงิน เป็นหลัก
สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://kbank.co/3Rh71ut
ส่วนการลงทุนก็ไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องไปที่สาขา เพราะแค่มี K PLUS หรือ K-My Funds ก็สามารถเริ่มต้นลงทุนได้เลย เพียงแค่ 500 บาทเท่านั้น
นอกจากกองทุนตัว Top อย่าง K-VIETNAM และ K-CHX แล้ว บลจ. กสิกรไทยก็ยังมีกองทุนคุณภาพที่น่าสนใจอื่น ๆ ให้เลือกมากมายตามระดับความเสี่ยงที่รับได้
K-SF กองทุนตราสารหนี้คุณภาพดี ระดับความเสี่ยงต่ำ แต่มีโอกาสได้รับผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝาก แถมยังมีสภาพคล่องสูง สามารถซื้อขายได้ตลอด และจะได้รับเงินสดหลังสั่งขายในระยะเวลา T+1 คือ ถ้าสั่งขายวันนี้ภายในเวลาทำการ ก็จะได้เงินในวันถัดไปเลย ยกเว้นวันหยุดนะ ดูข้อมูลเพิ่มเติม K-SF ได้ที่ https://kbank.co/3pMm5ED
K-GINCOME-A(R) เป็นกองทุนผสมที่โดดเด่นเรื่องการจ่ายผลตอบแทนแบบ Auto Redemption ได้ทุกเดือนตั้งแต่จัดตั้งกองทุนในปี 2558 เพราะกองทุนนี้เน้นลงทุนในหุ้นและตราสารหนี้ทั่วโลกกว่า 3,000 ตัว ที่สามารถสร้างรายรับได้สม่ำเสมอ เรียกได้ว่าทั้งกระจายความเสี่ยงยอดเยี่ยมและเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนทุกเดือน ดูประวัติการจ่ายผลตอบแทนและข้อมูลของ K-GINCOME-A(R) ได้ที่ https://kbank.co/3KmhAdg
ส่วนใครที่กำลังมองหากองทุนลดหย่อนภาษีอย่าง SSF และ RMF ก็มีกองทุนที่น่าสนใจอย่าง K-VIETNAM-RMF ให้เลือกด้วย หรือถ้าต้องการปันผลระหว่างลงทุนก็มี K-GINCOME-SSF ที่มีระดับความเสี่ยงปานกลางให้เลือก โดยสามารถดูข้อมูลกองทุนลดหย่อนภาษี SSF และ RMF ได้ที่ https://kbank.co/3Kkpwff
ทุกกองทุนสามารถซื้อผ่าน K PLUS หรือ K-My Funds ได้เลยนะ สะดวกและง่ายมาก ๆ สามารถดาวน์โหลดและใช้งานได้ทั้ง iOS และ Android เลย
ดาวน์โหลด K PLUS
IOS: https://apps.apple.com/th/app/k-plus/id361170631
Android: https://play.google.com/store/apps/details?id=com.kasikorn.retail.mbanking.wap&hl=en&gl=US
ดาวน์โหลด K-My Funds
IOS: https://apps.apple.com/th/app/k-my-funds/id1273600813
Android: https://play.google.com/store/apps/details?id=com.kasikornasset.KMyFunds&hl=en&gl=US
**คำเตือน**
- ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันอนาคต
- ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
อ่านเพิ่ม
