ข่าวคราว ซูดานเกิดสงครามกลางเมือง เป็นที่พูดถึงทั่วโลก เมื่อนานาประเทศต่างพากันเร่งอพยพประชาชนและเจ้าหน้าที่การทูตของตนออกนอกประเทศกันอย่างจ้าละหวั่น หลังจากที่การเผชิญหน้ากันระหว่างกองกำลังรัฐบาลและกลุ่มทหารพรานทำให้มีผู้เสียชีวิตไปแล้วกว่า 420 คน บาดเจ็บอีกกว่า 3,700 คน
หลายคนอาจคงสงสัยว่าแล้วทำไมเหตุกาณ์ดังกล่าวถึงเกิดขึ้น และทำไมทั่วโลกถึงติดตามอย่างใกล้ชิด และเมืองไทยของเราไปเกี่ยวอะไรด้วย วันนี้พี่ทุยมีคำตอบให้ ไปฟังกัน
ทำไม ซูดานเกิดสงครามกลางเมือง ?
ต้องขอเกริ่นแบบนี้ก่อนว่า “ประเทศซูดาน” มีการปกครองอยู่ภายใต้รัฐบาลพลเรือน จนมาถึงเมื่อปี 2021 ได้เกิดการรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนขึ้น
ทำให้นับแต่นั้นมาซูดานตกอยู่ใต้การปกครองของรัฐบาลทหารมาโดยตลอด ท่ามกลางแรงกดดันจากนานาชาติที่ต้องการให้ทหารคืนอำนาจให้ประชาชนเพื่อจัดการเลือกตั้ง และจัดตั้งรัฐบาลพลเรือนขึ้นบริหารประเทศ
นำไปสู่รอยร้าวขึ้นภายในคณะรัฐบาลทหารระหว่างฝ่าย “นายพล อับเดล ฟาตาห์ เบอร์ฮัน” ผู้บัญชาการทหารของซูดาน ต้องการจะนำพาประเทศกลับหวนคืนสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตย กับ “นายพลโมฮัมหมัด ฮัมแดน ดาโกโล” ผู้บัญชาการกลุ่มทหารพราน รู้จักกันในนามกองกำลังสนับสนุนเคลื่อนที่เร็ว (RSF) ต้องการพยายามรักษาอำนาจที่มีอยู่ไว้
ความไม่ลงรอยกันเกี่ยวกับทิศทางอนาคตของประเทศได้ทวีความร้อนแรงขึ้นหลังจากที่ฝ่าย “นายพล อับเดล ฟาตาห์ เบอร์ฮัน” ผู้บัญชาการทหารของซูดาน ต้องการให้ควบรวมกองกำลัง RSF เข้ามาไว้ในกองทัพรัฐบาลอย่างเป็นทางการ
ข้อเสนอแบบนี้ย่อมทำให้ “นายพลโมฮัมหมัด ฮัมแดน ดาโกโล” ผู้บัญชาการกองกำลัง RSF สูญเสียอำนาจในการควบคุมกองกำลังในมือ รวมถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเข้าเต็ม ๆ
นั่นเพราะกองกำลังดังกล่าวได้ประโยชน์จากดูแลการเหมืองทองและแหล่งแร่จำนวนมากในประเทศ แถมยังมีข่าวลือว่าแอบรับงานเสริม โดยส่งอออกกองกำลัง RSF ไปทำสงครามในต่างประเทศด้วย โดยมีกลุ่มลูกค้ากระเป๋าหนักจากตะวันออกกลางเป็นนายทุน
ขณะที่ฟากฝั่งของ“นายพล อับเดล ฟาตาห์ เบอร์ฮัน” ผู้บัญชาการทหารของซูดาน ก็ใช่ว่าจะใส ๆ ซื่อ ๆ เพราะในแง่หนึ่งกองกำลังทหารรัฐบาลก็กำผลประโยชน์าทางเศรษฐกิจและการค้าไว้ในมือไม่น้อย โดยมีกลุ่มนักธุรกิจชั้นนำในประเทศมาเกี่ยวข้องด้วย
สรุปแบบเข้าใจง่ายคือวิกฤตการณ์การสู้รบในซูดานหนนี้ จึงไม่ใช่เรื่องของความขัดแย้งทางทหารหรืออุดมการณ์ทางการเมืองอย่างเดียว หากแต่มีเรื่องของผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
ซูดานเกิดสงครามกลางเมือง กระทบต่อประชาคมโลกอย่างไร ?
ผลของสงครามกลางเมืองไม่เพียงแต่ทำให้ซูดานเสี่ยงต่อการกลายเป็นรัฐล้มเหลวเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบไปยังประเทศอื่น ๆ รวมถึงประชาคมโลกด้วย
เพราะไหนจะต้องรองรับกับผู้อพยพลี้ภัยกว่าหลายล้านคน และไหนจะผลประโยชน์ทางธุรกิจที่นานาประเทศเข้าไปลงทุนไว้เป็นจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะในธุรกิจเหมืองแร่และพลังงาน
สงครามกลางเมืองซูดานกับกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน
มองเฉพาะเชิงกายภาพก็ดูออกแล้วว่าสำคัญขนาดไหน เพราะประเทศแห่งนี้มีขนาดใหญ่มากที่สุดเป็นอันดับ 3 ของทวีปแอฟฟริกา แถมยังเชื่อมต่อแม่น้ำไนล์ที่เป็นเส้นเลือดหลักหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนกว่าหลายร้อยล้านคนทั้งในประเทศอียิปต์และประเทศเอธิโอเปีย
ด้วยความใกล้ชิดทางพรมแดนธรรมชาตินี้เองทำให้อียิปต์มีความสนิทสนมคุ้นเคยกับกองกำลังทุก ๆ ฝ่ายในซูดานเป็นอย่างดี ขณะเดียวกันอียิปต์ก็ต้องการคบหาและสนิทสนมกับกองกำลังต่าง ๆ ซูดานในไว้เพื่อถ่วงดุลอำนาจกับเอธิโอเปียที่เป็นคู่แข่งของอียิปต์
ขณะเดียวกันซูดานยังมีพรมแดนเชื่อมต่อกับอีก 5 ประเทศ ประกอบด้วย ลิเบีย ชาด สาธารณรัฐแอฟริกากลาง เอริเทรีย และซูดานใต้ ซึ่งทั้งหมดล้วนมีประเด็นปัญหากับกลุ่มกบฏภายในของตนเองตรงบริเวณชายแดนเหมือน ๆ กัน
ทำให้วิกฤตความขัดแย้งในซูดานเสี่ยงที่จะทำให้ปมขัดแย้งที่มีอยู่แล้วในประเทศข้างเคียงปะทุหรือทวีความรุนแรงมากขึ้น อย่างน้อย ๆ ก็คือการหลั่งไหลเข้าออกของกองกำลังและกลุ่มหัวรุนแรงที่เข้าไปปฏิบัติการในประเทศซูดาน และหนีออกมาจากประเทศซูดานเพื่อลี้ภัย หรือซ่องสุมกองกำลังยามเพลี่ยงพล้ำ
วิกฤตซูดานกับกลุ่มประเทศในภูมิภาค
โดยมีกลุ่มประเทศอาหรับเป็นผู้มีบทบาทหลัก เพราะหลายประเทศ อาทิ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดิอาระเบีย เข้าไปลงทุนในธุรกิจพลังงานจำนวนมาก
ซึ่งการเข้าไปลงทุนในดินแดนต่างชาติที่รัฐบาลไม่สามารถให้ความคุ้มครองดูแลได้ทั้งหมด การพึ่งพากองกำลังท้องถิ่นมาดูแลความปลอดภัยให้ย่อมเป็นสิ่งที่จะเลี่ยงไม่ได้ โดยที่ผ่านมาสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีความสนิทสนมคุ้นเคยกับกองกำลัง RSF เป็นอย่างดี
และผลจากรากฐานความคุ้นเคยกันนี้เองก็ทำให้ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ไปจนถึงซาอุดิอาระเบีย ยินดีจ้างนักรบ RSF มาทำหน้าที่รบกับกลุ่มกบฏฮูตีที่มีอิหร่านหนุนหลังอยู่ในสมรภูมิประเทศเยเมนมาโดยตลอด
วิกฤตสงครามกลางเมืองซูดาน สู่ กลุ่มประเทศมหาอำนาจ
รัสเซียถือเป็นหนึ่งในชาติมหาอำนาจที่เข้าไปเกี่ยวดองหนองยุ่งมากเป็นอันดับต้น ๆ เลย เพราะรัฐบาลมอสโคว์มีแผนที่จะตั้งฐานทัพเรือในซูดานมานานแล้ว เพื่อผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะการควบคุมดูแลเส้นทางการค้าในทะเลแดง ซึ่งเชื่อมต่อระหว่างยุโรปกับกลุ่มประเทศอาหรับ
หลักฐานที่ชัดเจนที่สุดของความเกี่ยวพันของรัสเซียกับซูดานคือ การที่บริษัททหารรับจ้างของรัสเซีย คือ แวกเนอร์ กรุ๊ป เข้าไปตั้งฐานปฏิบัติการในซุดานอย่างเป็นทางการมาตั้งแต่ปี ค.ศ.2017 โดยคาดว่าจะเข้ามาทำธุรกิจขนของผิดกฎหมายและการทำเหมืองแร่
นั่นจึงทำให้เหล่าชาติมหาอำนาจต่างจับตาความเคลื่อนไหวของประเทศซูดานมาโดยตลอด และเกรงว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจะทำให้ทิศทางของซูดานเอนเอียงไปเข้าทางรัสเซียมากขึ้นหรือไม่
เพราะก่อนหน้านี้หลายฝ่ายเชื่อกันว่ารัสเซียอยู่เบื้องหลังการทำรัฐประหารในปี ค.ศ.2021
วิกฤตซูดาน สงครามกลางเมือง เกี่ยวข้องอย่างไรกับไทยยังไง ?
แม้ว่าซูดานกับไทยจะอยู่กันไกลคนละทวีป แต่กลับมีความเกี่ยวข้องกันไม่น้อย เพราะว่ามีคนไทยและนักธุรกิจเข้าไปลงทุนอยู่พอสมควร อีกทั้งโดยส่วนมากจะเป็นกลุ่มคนไทยมุสลิมที่นิยมเข้าไปเรียนและศึกษาในประเทศดังกล่าว
จึงทำให้รัฐบาลไทยต้องติดตามอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งจัดส่งเครื่องบินและความช่วยเหลือต่าง ๆ ไปดูแลอย่างเร่งด่วน
นอกจากนี้ แม้ว่าซูดานจะไม่ใช่ประเทศคู่ค้าหลักในอันดับต้น ๆ ของไทย แต่ว่ามูลค่าการค้าเฉลี่ยระหว่างกันมีมากถึง 3,000 กว่าล้านบาท และไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้ามาโดยตลอด โดยสินค้าที่ส่งไปขายได้แก่ อาหาร สินค้าอุตสาหกรรม อุปกรณ์ในการกลั่นและการขนส่ง ยาและเคมีภัณฑ์ สิ่งทอ และข้าวสาลี
ขณะที่สินค้าที่ไทยนำเข้าจากซูดานส่วนใหญ่ ประกอบด้วย น้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ฝ้าย งา ปศุสัตว์ ถั่วลิสง ยางอารบิก และน้ำตาล
สถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอาจทำให้มูลค่าทางการค้าระหว่างสองประเทศได้รับผลกระทบ โดยเห็นได้จากทุกครั้งที่มีวิกฤต ยอดการค้าจะตกฮวบลงทันที เห็นได้จากผลของวิกฤตการณ์เมืองในปี ค.ศ. 2021 หรือ พ.ศ.2564 ที่ทำให้มูลค่าการค้าระหว่างสองเหลือเพียง 946 ล้านบาท
พี่ทุยจึงได้แต่หวังว่าสงครามและความรุนแรงในประเทศซูดานจะสงบโดยเร็ว และทำให้ประชาชนสามารถกลับมาดำรงชีวิตได้อย่างปกติสุขเสียที เพราะสงครามมีแต่ผู้เสียมากกับเสียหายน้อยเืท่านั้น และสุดท้ายผู้ได้รับความบอบช้ำมากที่สุดก็คือประชาชนทั้งประเทศ และประชาคมโลกที่จะได้รับผลไปด้วย
อ่านเพิ่ม
