ตลอดช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาเรียกว่าตลาดหุ้นอยูในช่วงขาขึ้นเต็มตัว คำถามนึงที่อยู่ในใจทุกคนแน่ ๆ ก็คือยังไปต่อไหวมั้ย ถือต่อ ซื้อเพิ่มหรือควรขายทิ้งดี
พี่ทุยเลยสรุปข้อมูลที่น่าสนใจจาก 2nd Half 2026 Outlook ที่มองว่ายังไปต่อได้ด้วยหลากปัจจัยที่น่าสนใจ พร้อมแนะนำพอร์ตที่น่าสนใจพร้อมชี้เป้ากองทุนแบบไม่มีกั๊ก
คำถามที่อยู่ในใจทุกคนช่วงเวลานี้แน่ ๆ เลยก็คือ หุ้น All–Time High ไม่พักแบบนี้ควรทำยังไง ไปต่อไหม ควรเติมของไหม หรือขายทิ้งให้หมดดี ?
พี่ทุยเลยขอสรุปข้อมูลเด่น ๆ จาก ttb Investment Outlook 2026 ที่มีหลายประเด็นน่าติดตาม และแอบบอกก่อนเลยว่า หุ้นโลกน่าจะยังไปต่อได้! โดยหุ้นโลกช่วงครึ่งปีหลัง 2026 ยังมีโอกาสไปต่อ จาก 3 แรงหนุนสำคัญ
- AI โต กำไรบริษัทยังแข็งแรง การลงทุนด้าน AI เริ่มสร้างรายได้จริงมากขึ้น ทั้งในกลุ่มชิป Cloud และธุรกิจที่อยู่ใน AI Supply Chain ทำให้ตลาดยังมีแรงหนุนจากผลกำไรที่แข็งแกร่ง ไม่ได้ขึ้นจากกระแสเพียงอย่างเดียว
- ดอกเบี้ย Fed มีแนวโน้มคงหรือลง เงินเฟ้อไม่ได้รุนแรงเหมือนปี 2022 ทำให้ Fed มีโอกาสคงหรือลดดอกเบี้ย มากกว่าจะกลับมาเร่งขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้น
- การเมืองสหรัฐฯ อาจนิ่งขึ้น หลังการเลือกตั้งกลางเทอม ความไม่แน่นอนด้านนโยบายอาจลดลง หากการผลักดันมาตรการสุดโต่งทำได้ยากขึ้น กิจกรรมทางเศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวได้อย่างมีเสถียรภาพ นักลงทุนมีความเชื่อมั่นต่อการลงทุนสินทรัพย์มากขึ้น
ทั้ง 3 ปัจจัยเป็นเพียงแรงสนับสนุน ไม่ได้หมายความว่าตลาดจะปรับตัวขึ้นเป็นเส้นตรง แม้ช่วงครึ่งปีหลัง 2026 ตลาดหุ้นยังมีโอกาสไปต่อ แต่เส้นทางอาจไม่ได้ราบเรียบตลอดทาง
ช่วงต้นไตรมาส 3 ตลาดมีแรงหนุนจากความตึงเครียดและราคาน้ำมันที่เริ่มคลี่คลาย เงินเฟ้อมีโอกาสชะลอตัว และกำไรของบริษัทในสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่ง แต่ในช่วงก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ความผันผวนอาจเพิ่มขึ้นจากความไม่แน่นอนทางการเมือง
แต่หลังการเลือกตั้งเข้าสู่ช่วงปลายปี หากความไม่แน่นอนทางการเมืองลดลง Fed ผ่อนคลายนโยบาย และผลประกอบการของบริษัทเติบโตต่อ ตลาดมีแนวโน้มกลับมาฟื้นตัวและเดินหน้าสู่ New High ได้อีกครั้ง
สรุปคือ “ยังลงทุนต่อได้” แต่ควรเตรียมรับแรงกระแทกระหว่างทาง เพราะตลาดยังมีโอกาสเผชิญความผันผวนจากเงินเฟ้อ ราคาน้ำมัน ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ และผลประกอบการที่อาจต่ำกว่าคาด จึงควรจัดพอร์ตการลงทุนแบบ Core–Satellite Portfolio โดยมี Core เป็นฐานที่มั่นคง และใช้ Satellite เพื่อเพิ่มโอกาสเติบโตอย่างเหมาะสม
ตลาดมีโอกาสไปต่อ ไม่ได้แปลว่าต้องเทหมดหน้าตัก เพราะครึ่งปีหลังยังมีทั้งโอกาสและความผันผวน แนวคิด Core–Satellite จึงช่วยให้พอร์ตมีทั้ง “ฐานที่มั่นคง” และ “ตัวเร่งการเติบโต” อยู่พร้อมกัน
โดย Core Portfolio สัดส่วนราว 30–40% ใช้เป็นแกนหลักของพอร์ต ผ่านกองทุน ES-ULTIMATE Series (ระดับความเสี่ยงกองทุน 5) กองทุนผสมที่กระจายลงทุนหลายสินทรัพย์ทั่วโลก และสามารถเลือกให้เหมาะกับความเสี่ยงที่รับได้
✅ GA1 เน้นตราสารหนี้มากกว่าเพื่อลดความผันผวน สัดส่วนลงทุนในหุ้นประมาณ 30%
✅ GA2 สมดุลหุ้นสัดส่วนประมาณ 50% และตราสารหนี้ 50%
✅ GA3 เพิ่มน้ำหนักหุ้นเป็นประมาณ 70% เพื่อโอกาสเติบโตที่สูงขึ้น
📌 ตัวอย่างการจัดพอร์ต Core Portfolio ตามระดับความเสี่ยง
- Suit Score 1: แนะนำ ES-ULTIMATE GA 1 สัดส่วนประมาณ 30%
- Suit Score 2: แนะนำ ES-ULTIMATE GA 2 สัดส่วนประมาณ 30%
- Suit Score 3: แนะนำ ES-ULTIMATE GA 3 สัดส่วนประมาณ 35% – 40%
- Suit Score 4 ขึ้นไป (สำหรับผู้ที่รับความเสี่ยงได้สูง): อาจใช้กองทุน Global Equity และ ES-ULTIMATE GA 3 เป็น Core Portfolio คู่กัน โดยมีสัดส่วนของ GA 3 อยู่ที่ประมาณ 30% – 35%
โดยการจัด Satellite Portfolio ใช้เพื่อเพิ่มโอกาสให้พอร์ตจากธีมและสินทรัพย์ที่น่าสนใจ เช่น Global Tech และ Asia Tech สัดส่วนไม่เกิน 15% หุ้นยุโรป ญี่ปุ่น หรือไทยไม่เกิน 15% ตราสารหนี้ประมาณ 10–15% และสินทรัพย์ทางเลือกไม่เกิน 10% โดยไม่จำเป็นต้องใส่ครบหรือเต็มเพดานพร้อมกัน แต่ควรเลือกตามมุมมองตลาด เป้าหมาย และระดับความเสี่ยงของแต่ละคน
สรุปง่าย ๆ คือ Core ช่วยพยุงพอร์ตไม่ให้ผันผวนมาก ส่วน Satellite ช่วยเพิ่มโอกาสเติบโตจากธีมที่โดดเด่น ทำให้พอร์ตมีโอกาสเดินหน้าต่อได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาสินทรัพย์หรือธีมใดธีมหนึ่งมากเกินไป
ส่วนเรื่องของกองทุนแนะนำจากมุมมองของ ttb กองทุนที่น่าสนใจสำหรับพอร์ตครึ่งปีหลังมี 4 กลุ่ม โดยแต่ละกองมีบทบาทต่างกัน
✅ ES-ULTIMATE GA Series (ระดับความเสี่ยงกองทุน 5) เหมาะใช้เป็น Core Portfolio ด้วยการกระจายลงทุนหลายสินทรัพย์ทั่วโลก โดยเลือก GA1, GA2 หรือ GA3 ตามระดับความเสี่ยงที่รับได้ เพิ่มเติม https://www.ttbbank.com/link/fb/es-ultimate-ga
✅ ES-GTECH (ระดับความเสี่ยงกองทุน 7) เป็นตัวเร่งโอกาสจากเทคโนโลยีและ AI ทั่วโลก ครอบคลุมทั้งโครงสร้างพื้นฐานและธุรกิจที่นำ AI ไปสร้างรายได้ https://www.ttbbank.com/link/fb/ ES-GTECH
✅ K-ATECH (ระดับความเสี่ยงกองทุน 6) ช่วยเพิ่มโอกาสจากหุ้นเทคโนโลยีเอเชียและ AI Supply Chain ซึ่งมีบทบาทสำคัญทั้งด้านชิป การผลิต และเศรษฐกิจดิจิทัล https://www.ttbbank.com/link/fb/ K-ATECH
✅ ES-QUANTABS (ระดับความเสี่ยงกองทุน 6) อีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยกระจายความเสี่ยง ด้วยการใช้โมเดลเฉพาะตัว (Quant) ในการคัดเลือกหุ้น ผ่านการลงทุนด้วยกลยุทธ์ Long/Short เพื่อสร้างผลตอบแทนในทุกสภาวะตลาด เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่เน้นการสร้างผลตอบแทนจากการเลือกหุ้นของผู้จัดการกองทุน เหมาะสำหรับเสริมพอร์ตลงทุนให้แกร่ง นอกเหนือจากการลงทุนใน Core Portfolio IPO วันที่ 20-24 กรกฎาคม 2568 https://www.ttbbank.com/link/fb/
นี่คือเคล็ดลับการจัดพอร์ตแบบ Core & Satellite ที่พี่ทุยนำมาฝากวันนี้ ที่เป็นการผสมผสานข้อดีของการลงทุนไว้ด้วยกันแบบลงตัวสุดๆ
Core Portfolio (พอร์ตหลัก) ช่วยล็อกความมั่นคง ให้พอร์ตเติบโตสม่ำเสมอในระยะยาว
Satellite (พอร์ตเสริม) ช่วยเพิ่มโอกาสเติบโตให้เหนือชั้นกว่าตลาด จับจังหวะลงทุนในธีมที่โดดเด่น
และสำหรับใครที่อยากเริ่มจัดพอร์ต แต่ไม่อยากวุ่นวาย พี่ทุยบอกเลยว่า ไม่ว่าจะเล็งกองทุนของค่ายไหน บลจ. อะไร ก็ไม่ต้องสลับแอปไปมาให้ปวดหัวแล้วนะ เพราะเดี๋ยวนี้เค้าให้เราช้อปกองทุนรวมได้ครบจบในที่เดียวที่ ttb เลย
📱 ลงทุนสะดวก ครบวงจร จัดการได้เองผ่านแอป ttb touch
👉 ใครพร้อมลุยแล้ว สแกน QR Code ในภาพเพื่อเริ่มต้นลงทุนได้เลย หรือ คลิก https://www.ttbbank.com/ttb/touch/mf
สำหรับผู้สนใจด้านการลงทุน สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ทีทีบี ทุกสาขา หรือ ttb investment line โทร.1428 กด #4
ทุกวันจันทร์ – วันศุกร์ ตั้งแต่เวลา 09:00 – 17:30 น. (ยกเว้นวันหยุดธนาคาร)
หมายเหตุ: การลงทุนมีความเสี่ยงผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน /กองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศและไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน ผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนหรืออาจได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้
อ่านบทความเพิ่มเติม
ฝากเงิน กับ ทีทีบี ? บัญชีเงินฝาก ttb all free น่าสนใจยังไง ?