ออมเงิน

ออมเงิน แต่ละแบบ 10 ปีผ่านไป จะได้เงินเท่าไหร่ มาดูกัน

5 min read    Money Buffalo

ฉบับย่อ

  • การออมเงินอย่างสม่ำเสมอคือกุญแจสำคัญ: ไม่ว่าจะเป็นเงินก้อนเล็กน้อยแค่ไหน การเริ่มต้นให้ไวและมีวินัยอย่างต่อเนื่องทุกเดือน เป็นจุดเริ่มต้นของการมีสุขภาพทางการเงินที่ดี
  • การวางเงินไว้ใน “ที่ที่เหมาะสม” สร้างผลตอบแทนที่แตกต่าง: ควรพิจารณาแหล่งพักเงินที่มีดอกเบี้ยสูงกว่าบัญชีออมทรัพย์ทั่วไป เช่น บัญชี e-Savings (ดอกเบี้ย 1.5%) หรือลงทุนในสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำอย่างตราสารหนี้ (ผลตอบแทนประมาณ 3-4%)
  • บริหารจัดการเงินโดยการ “กระจาย” ตามวัตถุประสงค์: ไม่ควรนำเงินทั้งหมดไปไว้ในที่ที่ให้ผลตอบแทนสูงอย่างเดียว แต่ควรแบ่งเงินส่วนที่ต้องการสภาพคล่องสูง (เช่น เงินสำรองฉุกเฉิน) ไว้ในบัญชีที่เบิกถอนง่าย และแบ่งเงินส่วนที่ไม่ต้องรีบใช้ไว้ในแหล่งที่ให้อัตราดอกเบี้ยสูงกว่าสำหรับการเติบโตในระยะยาว

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

พี่ทุยมองว่าการ ออมเงิน ได้ทีละน้อยไม่ใช่ปัญหาใหญ่เลย ขอแค่เริ่มต้นให้ไว และมีวินัยทำเช่นนี้ไปอย่างสม่ำเสมอ เงินก้อนน้อยเหล่านี้ ก็จะเป็นก้อนใหญ่ได้ไม่ยาก จะหลักร้อยหรือหลักสิบก็ได้ ขอแค่ใจพร้อม เงินพร้อม เราทำได้

หลายคนอาจจะท้อใจว่าเงินเดือนน้อย เก็บเงินได้แค่เดือนละพันสองพัน คิดว่ามันไม่มีประโยชน์ ไม่น่าจะเห็นผลอะไร แต่ความจริงแล้ว ถ้าเรารู้วิธีการออมเงินที่ถูกต้อง รู้จักวางเงินให้ถูกที่ เงินเพียงเล็กน้อยก็สามารถเติบโตเป็นก้อนใหญ่ได้

วันนี้พี่ทุยจะมาอธิบายให้เห็นภาพชัดเจนว่า การออมเงินในที่ต่างกัน มีผลลัพธ์ต่างกันอย่างไร และเราควรวางแผนการออมเงินอย่างไรให้เหมาะสม

 

ความสำคัญของการเริ่มต้นออมเงินเร็ว

สิ่งแรกที่พี่ทุยอยากเน้นคือ การเริ่มต้นออมเงินให้เร็วมีความสำคัญมากกว่าที่เราคิด แม้จะออมเงินได้น้อย แต่ถ้าเริ่มเร็ว เวลาจะเป็นพันธมิตรที่ทำให้เงินของเราเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ

ยกตัวอย่างง่าย ๆ ถ้าเราเริ่มออมเงินตั้งแต่อายุ 25 ปี แม้จะออมได้แค่เดือนละ 2,000 บาท แต่พอถึงอายุ 60 ปี เรามีเวลาออมเงินถึง 35 ปี เงินที่สะสมจะมีมากกว่าคนที่เริ่มออมเงินตอนอายุ 35 ปี แม้เขาจะออมเงินได้เดือนละ 4,000 บาท

นี่คือพลังของเวลาและดอกเบี้ยทบต้น ยิ่งเริ่มเร็ว ยิ่งมีเวลาให้เงินทำงาน ยิ่งเห็นผลมากขึ้น ดังนั้นอย่ารอให้มีเงินเยอะ ๆ ค่อยเริ่ม แต่ให้เริ่มตั้งแต่วันนี้ไปเลย

 

การวางเงินให้ถูกที่ สำคัญไม่แพ้การ ออมเงิน

อย่างไรก็ตาม นอกจากต้องออมเงินให้ได้นาน และมีความสม่ำเสมอแล้ว สิ่งที่พี่ทุยอยากบอกทุกคนคือ การวางเงินไว้ให้ถูกที่ก็เป็นเรื่องที่สำคัญมากเช่นกัน

หลายคนออมเงินโดยการฝากไว้ในบัญชีออมทรัพย์ธรรมดา โดยไม่ได้คิดเรื่องดอกเบี้ยหรือผลตอบแทน แค่คิดว่าเก็บไว้ก็พอ แต่ความจริงแล้ว ที่ที่เราเลือกฝากเงินมีผลต่อการเติบโตของเงินอย่างมาก

เอาง่าย ๆ ยังไม่ต้องพูดถึงผลิตภัณฑ์การลงทุนที่ซับซ้อน แค่เราย้ายเงินจากบัญชีออมทรัพย์ที่ดอกเบี้ย 0.25% ไปบัญชี e-Savings ที่ดอกเบี้ย 1.5% ก็มีผลลัพธ์ที่แตกต่างกันอย่างมากแล้ว

ลองคิดดูนะครับ ถ้าเรามีเงินออม 100,000 บาท ฝากไว้ในบัญชีออมทรัพย์ธรรมดาที่ดอกเบี้ย 0.25% ต่อปี เราจะได้ดอกเบี้ยแค่ 250 บาทต่อปี แต่ถ้าเราย้ายเงินจำนวนเดียวกันไปฝากในบัญชี e-Savings ที่ดอกเบี้ย 1.5% ต่อปี เราจะได้ดอกเบี้ย 1,500 บาทต่อปี มากกว่าถึง 6 เท่าเลย

นี่เป็นเพียงแค่การเปลี่ยนบัญชีเท่านั้น ไม่ได้ต้องลงทุนอะไรที่มีความเสี่ยง แต่ผลลัพธ์ที่ได้ต่างกันมาก

 

ตัวเลือกสำหรับการออมเงินและลงทุนที่เหมาะสม

หลังจากที่เรามีวินัยในการออมเงินแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการเลือกที่ฝากหรือลงทุนที่เหมาะสม มีหลายตัวเลือกให้เราพิจารณา

บัญชีออมทรัพย์ธรรมดา ดอกเบี้ยประมาณ 0.25-0.5% ต่อปี เหมาะสำหรับเงินที่ต้องใช้บ่อย หรือเงินสำรองฉุกเฉิน เพราะถอนได้ตลอดเวลา แต่ดอกเบี้ยต่ำมาก

บัญชี e-Savings ดอกเบี้ยประมาณ 1-1.5% ต่อปี เหมาะสำหรับเงินออมที่ไม่ได้ใช้บ่อยมาก แต่ยังต้องการสภาพคล่องในการถอน เปิดได้ง่ายผ่านแอปธนาคาร ไม่มีค่าธรรมเนียม

เงินฝากประจำ ดอกเบี้ยประมาณ 1-2% ต่อปี ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ฝาก เหมาะสำหรับเงินที่รู้แน่ว่าไม่ต้องใช้ในช่วงเวลาที่กำหนด ถ้าถอนก่อนกำหนดอาจเสียดอกเบี้ย

หรือถ้าใครที่พอจะลงทุนได้ ก็อาจจะลองมองหาแหล่งฝากเงินในสินค้าการลงทุนที่ความเสี่ยงต่ำมาก ๆ สักหน่อย อย่างเช่น พวกตราสารหนี้ ที่ให้ผลตอบแทนประมาณ 3-4% ต่อปี มากกว่าการฝากธนาคารก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ

ตราสารหนี้เป็นการให้กู้ยืมเงินกับรัฐบาลหรือบริษัทใหญ่ ๆ ที่มีความน่าเชื่อถือสูง มีความเสี่ยงต่ำกว่าหุ้น แต่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝาก เหมาะสำหรับคนที่อยากได้ผลตอบแทนดีกว่าเงินฝาก แต่ยังไม่พร้อมเสี่ยงกับหุ้น

 

หลักการกระจายเงินออมให้เหมาะสม

อย่างไรก็ตาม การบริหารเงินออมที่ดี ไม่ใช่การเอาเงินทั้งหมดที่มีไปไว้แต่ในที่ที่ผลตอบแทนสูง ๆ แต่คือการที่เอาเงินไปไว้ในที่ที่เหมาะสม ต่างหาก

เพราะแต่ละคนมีความต้องการใช้เงินที่แตกต่างกัน มีระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ไม่เหมือนกัน และมีเป้าหมายทางการเงินที่ต่างกัน ดังนั้นเราต้องแบ่งเงินออมออกเป็นหลายส่วนตามวัตถุประสงค์

อย่างเช่นสมมติ พี่ทุยมีเงินเก็บ 1 ล้านบาท พี่ทุยก็อาจจะแบ่งออกเป็น 2 ก้อนใหญ่ ๆ

ก้อนแรก 300,000 บาทแรก พี่ทุยอยากให้ส่วนนี้มันเบิกถอนง่าย ๆ เผื่อมีเหตุอะไรที่ต้องใช้ เช่น ตกงาน ยางแตก ซ่อมหลังคาบ้าน ป่วยกระทันหัน หรืออะไรที่ไม่คาดคิด ก็จะได้เบิกออกมาใช้ได้ทันที ดังนั้น เงินส่วนนี้พี่ทุยก็จะเอาไว้ที่บัญชีเงิน e-Savings ที่เบิกถอนง่าย ๆ และได้ดอกเบี้ยดีกว่าบัญชีธรรมดา

เงินส่วนนี้เรียกว่าเงินฉุกเฉิน ซึ่งควรมีประมาณ 3-6 เดือนของค่าใช้จ่ายรายเดือน เพื่อรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ต้องเก็บไว้ในที่ที่ถอนได้ง่าย แม้ดอกเบี้ยจะไม่สูงมากก็ตาม

ในขณะที่อีก 700,000 บาท พี่ทุยประเมินว่าเป็นเงินก้อนที่คงไม่มีเหตุอะไรต้องใช้ใน 5 ปี 10 ปี นี้ พี่ทุยก็จะเอาเงินส่วนนี้ไปไว้ในที่ที่อัตราดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝากสักหน่อย ส่วนสภาพคล่องก็ไม่ต้องดีมาก เพราะไม่ได้จะรีบใช้อยู่แล้ว ดังนั้น เงินส่วนนี้ พี่ทุยก็อาจจะเลือกเอาเงินไปไว้ที่พวกตราสารหนี้ กองทุนรวมตราสารหนี้ หรือเงินฝากประจำระยะยาว อะไรแบบนี้เป็นต้น

เงินส่วนนี้เรียกว่าเงินลงทุน มีเป้าหมายเพื่อให้เงินเติบโตในระยะยาว ไม่ได้ต้องการถอนใช้ในเร็ว ๆ นี้ จึงสามารถเลือกผลิตภัณฑ์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า แม้จะมีข้อจำกัดในการถอนบ้างก็ตาม

 

ออมเงิน

 

ตัวอย่างผลลัพธ์จากการ ออมเงิน ในที่ต่างกัน

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น พี่ทุยจะยกตัวอย่างเปรียบเทียบว่า ถ้าเราออมเงินเดือนละ 5,000 บาท ทำต่อเนื่องเป็นเวลา 10 ปี โดยฝากในที่ต่างกัน จะได้ผลลัพธ์อย่างไร

กรณีที่ 1 ออมเงินในบัญชีออมทรัพย์ธรรมดา ดอกเบี้ย 0.25% ต่อปี หลังจาก 10 ปี เราจะมีเงินประมาณ 601,000 บาท เงินต้นที่เราออมคือ 600,000 บาท ดอกเบี้ยที่ได้รับเพียง 1,000 บาท เท่านั้น

กรณีที่ 2 ออมเงินในบัญชี e-Savings ดอกเบี้ย 1.5% ต่อปี หลังจาก 10 ปี เราจะมีเงินประมาณ 647,000 บาท ดอกเบี้ยที่ได้รับประมาณ 47,000 บาท มากกว่ากรณีแรกถึง 46,000 บาท

กรณีที่ 3 ออมเงินและลงทุนในตราสารหนี้ ผลตอบแทนเฉลี่ย 4% ต่อปี หลังจาก 10 ปี เราจะมีเงินประมาณ 735,000 บาท ผลตอบแทนที่ได้รับประมาณ 135,000 บาท มากกว่ากรณีแรกถึง 134,000 บาท

เห็นไหมครับว่าแค่เปลี่ยนที่ฝาก เปลี่ยนวิธีการออมเงิน แม้จะออมเงินจำนวนเท่ากัน แต่ผลลัพธ์ที่ได้ต่างกันมาก นี่คือความสำคัญของการเลือกที่ฝากเงินให้เหมาะสม

ยิ่งถ้าเราออมเงินนานกว่า 10 ปี เช่น 20 ปี หรือ 30 ปี ความแตกต่างจะยิ่งชัดเจนมากขึ้นไปอีก เพราะผลของดอกเบี้ยทบต้นจะทำงานมากขึ้นเรื่อย ๆ

 

ความสำคัญของวินัยในการ ออมเงิน

นอกจากการเลือกที่ฝากที่เหมาะสมแล้ว สิ่งที่สำคัญมากไม่แพ้กันคือวินัยในการออมเงิน

ไม่ว่าเราจะเลือกฝากที่ไหน ให้ผลตอบแทนสูงแค่ไหน แต่ถ้าเราไม่มีวินัยในการออมเงินอย่างสม่ำเสมอ ก็ไม่มีประโยชน์

วินัยในการออมเงินหมายถึง การตั้งใจที่จะแบ่งเงินมาออมทุกเดือนอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าเดือนนั้นจะมีเหตุการณ์อะไรก็ตาม ต้องออมเงินให้ได้ตามที่ตั้งเป้าหมายไว้

วิธีที่ดีที่สุดคือการตั้งค่าโอนเงินอัตโนมัติ พอเงินเดือนเข้า ให้ระบบโอนเงินไปยังบัญชีออมเงินหรือบัญชีลงทุนทันที ก่อนที่เราจะได้ใช้จ่ายอะไร เรียกว่าจ่ายตัวเองก่อน

ถ้าเราออมเงินแบบรอให้เหลือค่อยเก็บ สุดท้ายก็จะไม่มีเงินเหลือให้เก็บ เพราะเงินจะหมดไปกับค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่ไม่จำเป็นก่อน

 

เคล็ดลับการออมเงินให้ประสบความสำเร็จ

พี่ทุยมีเคล็ดลับการออมเงินที่จะช่วยให้ทุกคนประสบความสำเร็จมากขึ้น

เคล็ดลับแรก เริ่มต้นให้เร็วที่สุด อย่ารอให้มีเงินเดือนสูง หรือรอให้มีเงินเหลือเยอะ เริ่มตั้งแต่วันนี้ไปเลย แม้จะน้อย แต่ยิ่งเริ่มเร็ว ยิ่งดี

เคล็ดลับที่สอง ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน ออมเงินเพื่ออะไร เพื่อซื้อบ้าน เพื่อเกษียณ เพื่อเรียนต่อ มีเป้าหมายจะทำให้เรามีแรงจูงใจในการออมเงิน

เคล็ดลับที่สาม เพิ่มจำนวนเงินออมเมื่อรายได้เพิ่มขึ้น ถ้าได้ขึ้นเงินเดือน อย่าเอาไปใช้จ่ายหมด แต่เพิ่มจำนวนเงินออมด้วย เช่น เดิมออมเงิน 10% ของรายได้ พอรายได้เพิ่ม ก็เพิ่มเป็น 15% หรือ 20%

เคล็ดลับที่สี่ ทบทวนและปรับแผนเป็นระยะ ทุก ๆ 6 เดือนหรือ 1 ปี มานั่งดูว่าการออมเงินของเราเป็นอย่างไร ถึงเป้าหมายไหม ต้องปรับอะไรบ้าง

เคล็ดลับที่ห้า ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ยิ่งประหยัดได้มาก ก็ยิ่งมีเงินออมเงินมากขึ้น ตัดค่าใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือยออก เหลือแต่สิ่งที่จำเป็นจริง ๆ

 

เริ่มออมเงินตั้งแต่วันนี้

สุดท้ายนี้ ไม่ว่าเพื่อน ๆ จะลงทุนหรือไม่ หรือจะออมเงินได้น้อยแค่ไหนก็ตาม สำหรับพี่ทุยนะ แค่เรามีเงินออมอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องทุกเดือน แค่นี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการมีสุขภาพการเงินที่ดีแล้ว

การออมเงินไม่จำเป็นต้องเริ่มจากจำนวนมาก ๆ แค่เริ่มจากสิ่งที่เราทำได้ แล้วทำอย่างต่อเนื่อง ค่อย ๆ เพิ่มจำนวนเมื่อรายได้เพิ่มขึ้น และที่สำคัญคือเลือกที่ฝากเงินที่เหมาะสมกับเป้าหมายและระยะเวลา

อย่าลืมนะครับว่า การออมเงินในบัญชีธรรมดาที่ดอกเบี้ย 0.25% กับการออมเงินในที่ที่ให้ผลตอบแทน 4% มีความแตกต่างกันอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อเวลาผ่านไป 10 ปี 20 ปี ความแตกต่างจะยิ่งชัดเจน

ดังนั้น เริ่มออมเงินตั้งแต่วันนี้ เลือกที่ฝากที่เหมาะสม มีวินัยในการออมอย่างสม่ำเสมอ และทบทวนปรับแผนเป็นระยะ แล้วเราก็จะมีเงินออมที่เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ มีความมั่นคงทางการเงินในอนาคต

จำไว้นะครับ การออมเงินที่ดีไม่ใช่การออมเงินจำนวนมาก แต่คือการออมเงินอย่างต่อเนื่อง มีวินัย และเลือกที่ฝากที่เหมาะสม แค่นี้ก็ประสบความสำเร็จได้แล้ว

 

ติดตามพี่ทุยเพิ่มเติมได้ที่ Facebook

อ่านบทความอื่น ๆ

ออมเงิน ง่าย ๆ แค่แบ่งเงินไว้ 3 บัญชี จัดการเงินอย่างเป็นระบบ

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile