อยาก ออมเงิน ให้สำเร็จจัง.. เคยไหมครับ ต้นเดือนเงินเดือนเข้า รู้สึกรวยมาก กลางเดือนยังพอมี แต่ปลายเดือนเปิดแอปธนาคารมาดู แล้วก็อึ้ง “เอ๊ะ เงินหายไปไหน ?” แล้วก็นั่งคิดย้อนหลังว่า เมื่อวานซื้ออะไรบ้าง แต่นึกไม่ออก หรือเคยไหม ตั้งใจว่าเดือนนี้จะออมเงิน 5,000 บาท แต่พอปลายเดือนมา กลับต้องไปกดเงินจาก ATM เพื่อซื้อของใช้จำเป็น เพราะเงินในบัญชีเหลือแค่ 200 บาท นี่คือปัญหาของคนส่วนใหญ่ที่มีเงินอยู่ในบัญชีเดียว ทำให้ไม่รู้ว่าเงินส่วนไหนเป็นเงินออม เงินส่วนไหนเป็นเงินใช้จ่าย และเงินส่วนไหนเป็นเงินสำรองฉุกเฉิน
ทำไมเงินถึง “หาย” ล่ะ ? จริง ๆ แล้วเงินไม่ได้หายไปไหน แต่มันถูก “ใช้จ่ายแบบไม่รู้ตัว” นั่นเอง เพราะเมื่อเงินทุกอย่างอยู่ในบัญชีเดียว สมองเราจะมองเงินทั้งหมดเป็น “เงินที่ใช้ได้” ยกตัวอย่าง เราตั้งใจออม 5,000 บาท แต่เก็บไว้ในบัญชีเดียวกับเงินใช้จ่าย วันหนึ่งเจอเสื้อผ้าตัวสวย ราคา 2,000 บาท สมองจะคิดว่า “ในบัญชีมีเงิน 20,000 บาท ซื้อได้” โดยไม่ได้คิดว่า 5,000 บาทนั้นเป็นเงินออม พออีกอาทิตย์เจอรองเท้าสวย ราคา 3,000 บาท สมองก็คิดเหมือนเดิม “ในบัญชีมีเงิน 18,000 บาท ซื้อได้” และเงินออมก็หายไปโดยที่เราไม่รู้ตัว
แนวคิด “แยกเงินตามจุดประสงค์”
นี่คือเคล็ดลับที่เปลี่ยนชีวิตการเงินของหลายคน แทนที่จะเก็บเงินทุกอย่างไว้ในบัญชีเดียว ให้แยกออกเป็น 3 บัญชี แต่ละบัญชีมีจุดประสงค์ที่ชัดเจน เหมือนการจัดตู้เสื้อผ้า แทนที่จะยัดเสื้อผ้าทุกชิ้นไว้ในลิ้นชักเดียว เราแยกเป็นลิ้นชักเสื้อ ลิ้นชักกางเกง ลิ้นชักชุดชั้นใน เวลาต้องการอะไร ก็หยิบได้ง่าย และรู้ว่าของแต่ละชนิดเหลืออยู่เท่าไหร่ การเงินก็เหมือนกัน เมื่อแยกเงินตามจุดประสงค์ เราจะรู้ว่าเงินส่วนไหนใช้ทำอะไร และเหลืออยู่เท่าไหร่
บัญชีที่ 1: บัญชีใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
บัญชีนี้เป็นเหมือนกระเป๋าเงินหลักที่เราใช้ซื้อของจำเป็นในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นค่าอาหารเสื้อผ้า ค่าของใช้ในบ้าน ค่าเช่าหอ หรือบ้านเช่า หรือค่าน้ำมัน/ค่าเดินทาง
ลักษณะที่ควรมี:
- สภาพคล่องสูง ถอนเมื่อไหร่ก็ได้
- ดอกเบี้ยไม่ต้องสูง
- ค่าธรรมเนียมต่ำ หรือไม่มีเลย
ตัวอย่างบัญชีที่เหมาะสม:
- บัญชีออมทรัพย์ทั่วไป
- บัญชีที่ใช้ในชีวิตประจำวัน
บัญชีที่ 2: บัญชีออมเงินไว้ใช้อีกไม่นาน
นี่คือบัญชีที่เอาไว้ใช้จ่ายสำหรับงานที่กำลังจะเกิดขึ้นใกล้ ๆ นี้ เช่น ของขวัญวันเกิดเพื่อน ทริปท่องเที่ยวช่วงหยุดยาว ค่าสมาชิกยิม หรือค่า Netflix และ Spotify
ลักษณะที่ควรมี:
- ดอกเบี้ยสูงกว่าบัญชีทั่วไป
- ยังคงสภาพคล่องดี
- ความเสี่ยงต่ำ-กลาง
ตัวอย่างบัญชีที่เหมาะสม:
- บัญชี e-saving ดอกเบี้ยสูง
- บัญชีฝากประจำออนไลน์สั้น
บัญชีที่ 3: บัญชี ออมเงิน เป้าหมายใหญ่
เป็นบัญชีสำหรับแผนระยะยาวอันไกลโพ้นที่ต้องใช้เงินเยอะ ๆ เช่น เงินเกษียณ เที่ยวรอบโลก หรือค่าใช้จ่ายสำหรับลูก
ลักษณะที่ควรมี:
- ให้ผลตอบแทนสูงในระยะยาว
- ยอมรับความเสี่ยงปานกลาง-สูง
- มีระยะเวลาการลงทุนยาว
ตัวอย่างบัญชีที่เหมาะสม:
- กองทุน RMF (Retirement Mutual Fund) สำหรับเงินเกษียณ
- กองทุน ThaiESG สำหรับการลงทุนระยะยาว
- กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
เคล็ดลับการ ออมเงิน ให้สำเร็จ
- ตั้งสัดส่วนเงินในแต่ละบัญชีให้เหมาะสม – แนะนำสัดส่วน 50:30:20 โดย 50% สำหรับค่าใช้จ่ายประจำวัน 30% สำหรับเป้าหมายระยะสั้น และ 20% สำหรับเป้าหมายระยะยาว ปรับตามรายได้และสถานการณ์ของแต่ละคน
- ตั้งการโอนเงินอัตโนมัติ (Auto Transfer) – ใช้ระบบโอนเงินอัตโนมัติจากบัญชีหลักไปยังบัญชีออมเงินทันทีหลังได้เงินเดือน วิธีนี้จะป้องกันการใช้จ่ายเงินที่ควรออมไปโดยไม่รู้ตัว
- เลือกบัญชีที่มีสภาพคล่องเหมาะสมกับจุดประสงค์ – บัญชีใช้จ่ายประจำวันควรเข้าถึงง่าย บัญชีระยะสั้นควรมีดอกเบี้ยดี ส่วนบัญชีระยะยาวเน้นผลตอบแทนสูงแม้จะมีข้อจำกัดการถอน
- ทบทวนและปรับแผนเป็นประจำ – ตรวจสอบความคืบหน้าการออมเงินทุกเดือน หากเป้าหมายเปลี่ยนแปลงให้ปรับสัดส่วนการกระจายเงินใหม่ เช่น หากมีเป้าหมายซื้อบ้านใกล้เข้ามา อาจเพิ่มสัดส่วนในบัญชีระยะสั้น
- หลีกเลี่ยงการผสมเงินระหว่างบัญชี – ไม่ควรใช้เงินจากบัญชีออมเงินระยะยาวมาใช้จ่ายประจำวัน หากจำเป็นต้องใช้ให้มีกฎการ “ยืม” และ “คืน” ที่ชัดเจน พร้อมกำหนดเวลาชดเชยกลับคืน
การแบ่งบัญชีแบบนี้จะช่วยให้เราจัดการเงินได้อย่างเป็นระบบ มีเป้าหมายชัดเจน และออมเงินได้อย่างยั่งยืน เริ่มต้นวันนี้เพื่ออนาคตทางการเงินที่มั่นคง
ติดตามพี่ทุยเพิ่มเติมได้ที่ Facebook
อ่านเพิ่มเติม