“เงินเฟ้อ” เป็นเรื่องใกล้ตัวที่หลายคนมองข้าม ! เชื่อว่าตอนนี้หลายคนคงจะคิดกันอยู่สินะ ว่าทำไมเดี๋ยวนี้เงิน 100 บาท ใช้แปบ ๆ ก็หมดละ ไม่เหมือนสมัยก่อน ที่อยู่ได้เป็นวัน ๆ นั่นก็เพราะว่า เงินเฟ้อมันกำลังกัดกินเงินในกระเป๋าของเราอยู่ อย่างไม่รู้ตัวยังไงล่ะ
เงินเฟ้อ 3% อาจฟังดูไม่มาก แต่เมื่อสะสมเป็นปี ๆ จะเห็นผลกระทบอย่างชัดเจน ทุกปีที่ผ่านไป สินค้าและบริการจะแพงขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่เงินที่เราเก็บไว้ในโอ่งจะซื้ออะไรได้น้อยลง มาดูกันว่า ถ้าเก็บเงินไว้ 100,000 บาท เป็นเวลา 30 ปี แต่เลือกเก็บไว้คนละแบบ ผลลัพธ์จะเป็นยังไง ?
มาดูกันว่า ถ้าเก็บเงินไว้ 100,000 บาท เป็นเวลา 30 ปี แต่เลือกเก็บไว้คนละแบบ ผลลัพธ์จะเป็นยังไง ?
วิธีที่ 1: เก็บเงินไว้ในโอ่ง 30 ปี
ไหน ๆ หลายคนยังคิดว่าเก็บเงินไว้ในโอ่ง หรือใต้หมอน หรือแม้แต่ในบัญชีออมทรัพย์ที่ไม่มีดอกเบี้ย เป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุด แต่จริง ๆ แล้ว มันเป็นวิธีที่เสียหายที่สุดเลยนะ !
ยกตัวอย่าง ถ้าเรามีเงิน 100,000 บาท เก็บไว้ในโอ่ง 30 ปี
- หลัง 30 ปี เหลือจริง ๆ แค่ 41,199 บาท
- โดนเงินเฟ้อกัดกินไปกว่า 58,801 บาท (หายไปเกินครึ่ง!)
ทำไมถึงเป็นแบบนี้ ? เพราะว่าเงินเฟ้อเฉลี่ยประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 3% ต่อปี หมายความว่า สิ่งที่เราซื้อได้ด้วยเงิน 100 บาทวันนี้ อีก 1 ปีข้างหน้าจะต้องใช้เงิน 103 บาทถึงจะซื้อได้ แล้วถ้าเก็บไว้ 30 ปี กำลังซื้อของเงินจะลดลงไปมหาศาล !
วิธีที่ 2: เก็บไว้ในเงินฝากประจำพิเศษ อัตราดอกเบี้ย 3%
หลายคนอาจคิดว่า “งั้นฝากธนาคารดีกว่า มีดอกเบี้ย 3% แน่นอน !” แต่รู้ไหมว่าจริง ๆ แล้ว นี่คือกับดักที่หลายคนติดอยู่ !
ถ้าเราฝากเงิน 100,000 บาท ในบัญชีที่ให้ดอกเบี้ย 3% ต่อปี
- ผลตอบแทน = เงินเฟ้อ
- หลัง 30 ปี มูลค่าเงินจะยังเท่าเดิม 100,000 บาท
ฟังดูดีใช่ไหม ? แต่จริง ๆ แล้ว เงินเราไม่ได้เติบโตเลยสักบาทเดียว! เพราะดอกเบี้ย 3% พอดีกับเงินเฟ้อ 3% พอดี ทำให้กำลังซื้อของเงินเราไม่เพิ่มขึ้นเลย หมายความว่า สิ่งที่ซื้อได้ด้วยเงิน 100,000 บาทวันนี้ อีก 30 ปีข้างหน้าก็ยังซื้อได้แค่สิ่งเดิม ๆ เท่านั้น
วิธีที่ 3: เก็บไว้ในกองทุนที่ให้ผลตอบแทน 5%
นี่คือจุดที่เริ่มสนุก ! ถ้าเราเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าเงินเฟ้อ
ถ้าเราลงทุนเงิน 100,000 บาท ในกองทุนที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 5% ต่อปี
- ชนะเงินเฟ้อ 2% (5% – 3% = 2%)
- หลัง 30 ปี เงินงอกเป็น 181,136 บาท!
เห็นความแตกต่างไหม? แค่ 2% ที่ชนะเงินเฟ้อ ทำให้เงินของเราเติบโตเป็น 1.8 เท่าในแง่ของกำลังซื้อ! นี่คือพลังของการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าเงินเฟ้อ
สรุปง่าย ๆ:
- เก็บเงินในโอ่ง = เงินหายไปครึ่งนึง
- ฝากธนาคาร 3% = เงินไม่โต แต่ไม่หาย
- ลงทุนกองทุน 5% = เงินโตจริง แปลงกำลังซื้อเพิ่มขึ้น
ใครที่ยังเก็บเงินแบบเดิม ๆ ลองคิดใหม่ดูนะ เพราะเวลาผ่านไปแล้ว จะเสียดายมาก ๆ เลย!
จากวิธีทั้ง 3 วิธี เราจะเห็นว่า เมื่อเวลาผ่านไป 30 ปี เงิน 100,000 บาท ของเรา ถ้าเรา ‘ไม่ทำอะไรเลย’ เงินเราหายไปมากกว่าครึ่ง ! นี่แหล่ะที่เรียกว่า “เงินหาย เพราะเงินเฟ้อกัดกิน” ที่หลายคนอาจมองข้ามไป แต่ถ้าเราเอาเงินไปลงทุน เราจะกลายเป็นคนที่รวยขึ้นแบบไม่รู้ตัวเลยนะ
เคล็ดลับ เอาชนะเงินเฟ้อ 3% ยังไง ?
1.ลงทุนให้ผลตอบแทนมากกว่า 3% ต่อปี เช่น กองทุน ตราสารหนี้ หุ้นปันผล
- กองทุน มีหลายประเภทให้เลือกตามความเสี่ยงที่รับได้ ทั้งกองทุนรวมตลาดเงิน ตราสารหนี้ หุ้น หรือผสมผสาน เพื่อกระจายความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าเงินเฟ้อ
- ตราสารหนี้ แม้ผลตอบแทนอาจไม่สูงมากนัก แต่มีความเสี่ยงต่ำ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการรักษามูลค่าเงิน
- หุ้นปันผล การลงทุนในหุ้นของบริษัทที่มีผลประกอบการดีและมีการจ่ายปันผลสม่ำเสมอ สามารถสร้างกระแสเงินสดและมีโอกาสได้รับกำไรจากส่วนต่างราคาหุ้นด้วยนะ
2.เพิ่มเงินเดือนทุกปีให้มากกว่า 3% เช่น อัปสกิลใหม่ ๆ, ทักษะด้านภาษา, ทักษะการใช้ AI
- อัปสกิลใหม่ ๆ การพัฒนาทักษะความรู้ใหม่ ๆ ที่เป็นที่ต้องการของตลาด เช่น ทักษะด้านดิจิทัล การวิเคราะห์ข้อมูล หรือการเขียนโปรแกรม จะช่วยเพิ่มโอกาสในการปรับฐานเงินเดือนหรือสร้างรายได้เสริม
- เรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ภาษาที่สองหรือสามสามารถเพิ่มโอกาสในการทำงานในองค์กรข้ามชาติ หรือการค้าขายกับต่างประเทศได้
- ศึกษา AI และเทคโนโลยีใหม่ ๆ การทำความเข้าใจและสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี AI จะเป็นแต้มต่อสำคัญในโลกการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
3. เข้าใจและวางแผนการเงินระยะยาว
กฎ 50/30/20 แบ่งรายได้เป็น 50% สำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็น 30% สำหรับความบันเทิง และ 20% สำหรับการออม-ลงทุน
การลงทุนแบบ Dollar Cost Averaging (DCA) การลงทุนเป็นงวด ๆ สม่ำเสมอทุกเดือน ช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด
เตรียมกองทุนฉุกเฉิน ก่อนลงทุน ควรมีเงินสำรองไว้ประมาณ 3-6 เดือนของค่าใช้จ่าย เพื่อความมั่นใจในการใช้ชีวิต
สุดท้ายนี้พี่ทุยอยากฝากไว้ว่า อย่าปล่อยให้เงินของเราโดนเงินเฟ้อกัดกินไปเรื่อย ๆ ! การเริ่มต้นวางแผนการเงินและลงทุนตั้งแต่วันนี้ จะช่วยให้เงินทำงานแทนเรา และรักษามูลค่าของเงินให้เติบโตทันเงินเฟ้อ
จำไว้ว่า “เวลา” คือสิ่งสำคัญที่สุดในการลงทุน ยิ่งเริ่มเร็ว ยิ่งได้ประโยชน์จากกำลังของการทบต้นมากขึ้น แม้เพียงเดือนละ 1,000-2,000 บาท ถ้าลงทุนอย่างสม่ำเสมอเป็นเวลา 20-30 ปี จะกลายเป็นเงินก้อนใหญ่ที่ช่วยให้เราใช้ชีวิตหลังเกษียณอย่างสบาย
ติดตามพี่ทุยเพิ่มเติมได้ที่ Facebook
หรืออ่านบทความเพิ่มเติมได้
ความรู้ทางการเงิน เรื่องสำคัญที่ไม่เคยถูกสอน | ชีวิตดีปลดหนี้ไว EP1