เมื่อเทคโนโลยียิ่งพัฒนา ยิ่งทำให้ผู้บริโภคแบบเราสะดวกมากขึ้น แต่แน่นอนว่าความอันตรายที่มาจาก “มิจฉาชีพ” ก็ยิ่งลดน้อยลงเช่นกัน เป็นสิ่งที่มักจะมาคู่กันเสมอ
ในยุคนี้ทักษะในการเอาตัวรอดและห่างไกลจากมิจฉาชีพ ถือว่าเป็นอีกทักษะที่สำคัญมาก ๆ วันนี้พี่ทุยเลยรวมเทคนิคง่าย ๆ ที่ทุกคนลงมือทำได้ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงและจำกัดความเสียหาย มาให้ทุกคนเอาไปปรับใช้กัน
ความสะดวก รวดเร็ว ในการทำธุรกรรมทางการเงินที่เพิ่มขึ้น มักจะตามมาด้วยความเสี่ยงจาก “มิจฉาชีพ” ที่อาจจะทำให้ความปลอดภัยของเราลดลง โดยเฉพาะตอนนี้ที่แทบทุกคนจะใช้ Mobile Banking ไม่ค่อยมีใครต่อคิวหน้าสาขากันแล้ว ถ้าไม่มีเหตุจำเป็นจริง ๆ
Mobile Banking เนี้ยแหละถือว่าเป็นตัวปลดล็อคที่ทำให้ทุกคน สามารถทำธุรกรรมการเงินได้อย่างอิสระ แล้วยิ่งเวลาผ่านไปก็ยิ่งทำอะไรต่าง ๆ ได้มากขึ้น เมื่อก่อนอาจจะแค่โอน-รับเงิน เดี๋ยวนี้ก็สามารถจ่ายเงิน เติมเงิน ชำระบิลต่าง ๆ ได้ รวมไปจนถึงการยืนยันตัวตน ผ่าน NDID ก็ทำครบจบได้ใน Mobile Banking เลย
ดังนั้น เมื่อโลกพัฒนาไป เหล่ามิจฉาชีพเองก็อาศัยช่องว่างตรงนี้เพื่อเข้ามาหาผลประโยชน์ด้วยเช่นกัน เพื่อไม่ให้เงินที่เราหามาด้วยความยากลำบาก ต้องหมดหรือหายไปกับผู้ไม่หวังดี ทักษะการป้องกันเงิน หรือการหาระบบเข้ามาช่วย ถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากเช่นกัน
“บัญชีหลัก” กับ “บัญชีหลอก”
เรื่องแรกที่พี่ทุยอยากให้ทุกคนทำเลยก็คือ เตรียมบัญชีอย่างน้อย 2 บัญชีนั่นก็คือ “บัญชีหลัก” กับ “บัญชีหลอก” โดยหลักการก็ง่ายมาก
✅ บัญชีหลัก: เงินออมจริง อยู่ในธนาคาร + ไม่ผูกแอปโอน
✅ บัญชีหลอก (บัญชีใช้จ่าย) : มีเงินเล็กน้อย ไว้ผูกแอป หรือ Mobile Banking
หลายคนมักจะมีบัญชีเดียวเพื่อความสะดวก แต่ในยุคนี้แนะนำว่าใคร ๆ ก็มีโอกาสพลาดได้
เงินเก็บจริง ๆ ควรอยู่อย่างปลอดภัยใน “บัญชีหลัก”
ส่วน “บัญชีหลอก” เอาไว้สำหรับสภาพคล่องหรือการใช้จ่ายในแต่ละวันเท่านั้น เผื่อมีเหตุพลาดขึ้นมาจริง ๆ จะได้เสียดายแค่เงินในบัญชีหลอกเท่านั้น
หรือถ้าใครจะเอาสะดวกเลยก็คือ ให้ตั้งเวลาโอนเงินอัตโนมัติทุกเดือนแยกเก็บไปบัญชีหลักเลย นอกจากจะได้เรื่องความปลอดภัยแล้ว ยังได้เรื่องวินัยการออมเงินด้วย
“จำกัดวงเงิน” ในการทำธุรกรรม
สำหรับพี่ทุยชอบวิธีนี้ที่สุดเลยก็คือการ “จำกัดวงเงิน” ทั้งยอดถอนเงิน โอนเงิน จ่ายเงินออกจากบัญชี ช่วยจำกัดความเสียหายได้ แต่ก็ไม่ได้ลดความสะดวกหรือความคล่องตัวในการทำธุรกรรมของเรา
ถ้าหากต้องใช้งานพิเศษจริง ๆ ก็ค่อยเข้าไปขยายวงเงินในแอปได้ พอใช้เสร็จก็สามารถปรับมาตามปกติ และพี่ทุยแนะนำว่าให้ใช้หลักการนี้กับบัตรเดบิตและบัตรเครดิตด้วยเช่นกัน และเมื่ออยากใช้ค่อยไปขยายวงเงินหรือเปิดวงเงินก็ได้ จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยได้ดี
ใช้ฟีเจอร์ “ล็อคบัญชี”
อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่ออกมาที่เกือบทุกธนาคารจะมี นั่นก็คือฟีเจอร์ “ล็อคบัญชี” ในแอป Mobile Banking เนื่องจากปัญหาการถูกหลอก หรือเจอมิจจี้เนี้ยเริ่มหนักมากขึ้นเรื่อย ๆ
หลักการของ ฟีเจอร์ “ล็อคบัญชี” จะทำให้เราไม่สามารถโอนเงินออกหรือจ่ายออกได้ (แต่ยังรับเข้าได้ปกติ) จนว่าจะไปปลดล็อคบัญชี ซึ่งจะเหมาะมาก ๆ สำหรับบัญชีที่เป็นเงินเก็บของเราที่ส่วนใหญ่แล้วจะโอนเงินเข้าเพียงอย่างเดียว
และแน่นอนว่าหลักการนี้สามารถใช้กับบัตรเดบิต และบัตรเครดิตได้ด้วยเช่นกัน แนะนำเลยว่าถ้าหากไม่ได้ใช้ก็ล็อคไว้ก่อน ช่วยป้องกันความเสียหายได้เป็นอย่างดี