ช่วงนี้การ ออมทอง กำลังมาแรงมาก หลายคนหันมาสนใจออมทองเพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยง ป้องกันเงินเฟ้อ และสร้างความมั่นคงทางการเงิน แต่คำถามคือ เราควรเลือกออมทองผ่านช่องทางไหนดี ระหว่างแอปออมทองกับกองทุนทองคำ
วันนี้พี่ทุยจะพามาเปรียบเทียบทั้งสองช่องทางแบบละเอียด พร้อมรายชื่อแอปและกองทุนที่น่าสนใจ เพื่อให้ทุกคนเลือกได้ตามความเหมาะสมกับตัวเอง
ทำไมต้อง ออมทอง
ก่อนจะไปดูว่าควรเลือกช่องทางไหน พี่ทุยอยากอธิบายก่อนว่าทำไมการออมทองถึงเป็นที่นิยม
- ทองคำเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย เมื่อเศรษฐกิจไม่แน่นอน หุ้นตกหนัก เงินบาทอ่อนค่า ราคาทองมักจะขึ้น เพราะนักลงทุนทั่วโลกมองว่าทองเป็นที่พึ่งที่ปลอดภัย
- ป้องกันเงินเฟ้อ มูลค่าของเงินสดลดลงทุกปีเพราะเงินเฟ้อ แต่ทองคำมักจะรักษามูลค่าได้ดี หรือแม้กระทั่งเพิ่มมูลค่าขึ้นในระยะยาว
- กระจายความเสี่ยง การมีทองคำในพอร์ตการลงทุนจะช่วยลดความผันผวนโดยรวม เพราะทองมักจะเคลื่อนไหวไปคนละทิศทางกับหุ้นและตราสารหนี้
- สภาพคล่องสูง ทองคำสามารถขายเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นทองคำแท่ง ทองรูปพรรณ หรือทองในรูปแบบดิจิทัล
ช่องทางที่ 1 แอป ออมทอง ดิจิทัล
ช่องทางแรกที่กำลังได้รับความนิยมมากในยุคนี้คือ แอปออมทอง ซึ่งเป็นการออมทองในรูปแบบดิจิทัล ไม่ต้องถือทองคำจริง แต่สามารถถอนเป็นทองคำแท่งได้เมื่อสะสมครบตามเงื่อนไข
พี่ทุยรวบรวมแอปออมทองที่น่าสนใจมาให้ดังนี้
- Get Gold เริ่มต้นที่ 100 บาท สะสมครบ 1 กรัม ถอนเป็นทองคำแท่งได้จริง เป็นหนึ่งในแอปที่ได้รับความนิยมมาก มีอินเทอร์เฟซใช้งานง่าย
- MTS Gold แม่ทองสุก เริ่มต้นที่ 100 บาท สะสมครบ 1 กรัม ถอนเป็นทองคำแท่งได้จริง เป็นแอปจากร้านทองชั้นนำที่มีประวัติยาวนาน ทำให้มั่นใจในความน่าเชื่อถือ
- ARR Gold Saving เริ่มต้นที่ 100 บาท สะสมครบ 1 กรัม ถอนเป็นทองคำแท่งได้จริง มีระบบการจัดการที่โปร่งใส ตรวจสอบได้
- GOLD2Go เริ่มต้นที่ 100 บาท สะสมครบ 0.5 กรัม ถอนเป็นทองคำแท่งได้จริง ข้อดีคือถอนได้เร็วกว่าแอปอื่น เพราะครบแค่ 0.5 กรัม
- GCAP เริ่มต้นที่ 100 บาท สะสมครบ 0.3 กรัม ถอนเป็นทองคำแท่งได้จริง เป็นแอปที่ให้ถอนได้เร็วที่สุด เพราะครบแค่ 0.3 กรัม
- AUSIRIS เริ่มต้นที่ 1,000 บาท สะสมครบ 1 กรัม ถอนเป็นทองคำแท่งได้จริง เหมาะกับคนที่มีเงินออมมากกว่าเล็กน้อย
- GOLD NOW เริ่มต้นที่ 1,000 บาท สะสมครบ 1 กรัม ถอนเป็นทองคำแท่งได้จริง มีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดี
ข้อดีของแอปออมทองคือ เริ่มต้นได้ต่ำมาก แค่ 100 บาทก็ออมทองได้แล้ว ไม่ต้องรอให้มีเงินก้อนใหญ่ ใช้งานง่ายผ่านมือถือ สามารถถอนเป็นทองคำแท่งได้จริงเมื่อสะสมครบตามเงื่อนไข และไม่ต้องกังวลเรื่องการเก็บรักษาทองคำจริง
ข้อเสียคือ มีค่าธรรมเนียมการซื้อขาย บางแอปมีค่าธรรมเนียมการถอน ต้องสะสมให้ครบตามเงื่อนไขถึงจะถอนเป็นทองคำแท่งได้ และมีความเสี่ยงจากความน่าเชื่อถือของบริษัทผู้ให้บริการ
เหมาะกับ คนที่มีเงินออมน้อย อยากเริ่มต้นออมทองแต่ยังไม่มีเงินมาก ชอบความสะดวกในการใช้งาน และไม่อยากยุ่งเรื่องการเก็บรักษาทองคำจริง
ช่องทางที่ 2 กองทุนรวมทองคำ
ช่องทางที่สองคือการลงทุนผ่านกองทุนรวมทองคำ ซึ่งเป็นการรวมเงินจากนักลงทุนหลายคนไปซื้อทองคำ แล้วแบ่งผลตอบแทนตามสัดส่วนที่ลงทุน พี่ทุยรวบรวมกองทุนทองคำที่มีผลตอบแทนน่าสนใจมาให้ โดยดูจากผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี ณ วันที่ 13 สิงหาคม 2568 จากเว็บ Morningstar Thailand
- iGOLD-G ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี 29.34% เป็นกองทุนที่มีค่าธรรมเนียมต่ำ เหมาะกับผู้ลงทุนทั่วไป
- KF-HGOLD ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี 29.75% เป็นกองทุนจากบริษัทจัดการที่มีชื่อเสียง มีการบริหารจัดการที่ดี
- SCBGOLDHP ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี 29.94% เป็นกองทุนที่มีโครงสร้างการลงทุนแบบป้องกันความเสี่ยง
- SCBGOLDH ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี 30.74% เป็นกองทุนที่ให้ผลตอบแทนดี มีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
- LHGOLD-D ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี 31.83% เป็นกองทุนที่จ่ายเงินปันผล เหมาะกับคนที่ต้องการกระแสเงินสดเป็นระยะ
- LHGOLD-A ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี 31.96% เป็นกองทุนที่สะสมผลตอบแทนไว้ในกองทุน เหมาะกับการลงทุนระยะยาว
- LHGOLD-E ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี 31.96% เป็นกองทุนที่มีโครงสร้างค่าธรรมเนียมพิเศษ
ผลตอบแทนน่ารักขนาดนี้ ทำให้หลายคนสนใจที่จะลงทุนผ่านกองทุนทองคำ แต่อย่าลืมว่าผลตอบแทนในอดีตไม่ได้การันตีผลตอบแทนในอนาคตนะ ข้อดีของกองทุนทองคำคือ ผลตอบแทนโปร่งใส เห็นได้ชัดเจน ไม่ต้องถอนเป็นทองคำจริง ขายคืนได้ง่ายเป็นเงินสด สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้บางกองทุน และมีการบริหารจัดการโดยผู้เชี่ยวชาญ
ข้อเสียคือ มีค่าธรรมเนียมการจัดการประจำปี ไม่สามารถถอนเป็นทองคำแท่งได้ ราคาขึ้นลงตามตลาด อาจขาดทุนได้ในระยะสั้น และต้องลงทุนผ่านบริษัทหลักทรัพย์หรือแอปซื้อกองทุน
เหมาะกับ คนที่ต้องการผลตอบแทนที่ชัดเจน ไม่ต้องการถือทองคำจริง อยากลงทุนระยะยาว และต้องการสภาพคล่องในการขายคืน
เปรียบเทียบแอปออมทองกับกองทุนทองคำ
มาดูภาพรวมเปรียบเทียบระหว่างสองช่องทางกัน
- ด้านเงินเริ่มต้น แอปออมทองเริ่มต้นได้ต่ำกว่า แค่ 100 บาทก็เริ่มได้แล้ว ส่วนกองทุนทองคำส่วนใหญ่เริ่มต้นที่ 1,000 บาทขึ้นไป
- ด้านความสะดวก แอปใช้งานง่าย กดซื้อผ่านมือถือได้ทันที ส่วนกองทุนต้องเปิดบัญชีกับบริษัทหลักทรัพย์หรือดาวน์โหลดแอปซื้อกองทุนก่อน
- ด้านค่าธรรมเนียม แอปมีค่าธรรมเนียมซื้อขายและบางแอปมีค่าถอน ส่วนกองทุนมีค่าธรรมเนียมการจัดการประจำปี
- ด้านผลตอบแทน แอปไม่มีการแสดงผลตอบแทนที่ชัดเจน แต่ได้ตามราคาทองในตลาด ส่วนกองทุนมีผลตอบแทนย้อนหลังให้ดูชัดเจน
- ด้านการถอน แอปสามารถถอนเป็นทองคำแท่งได้เมื่อครบเงื่อนไข ส่วนกองทุนขายคืนเป็นเงินสดเท่านั้น
- ด้านความเสี่ยง แอปมีความเสี่ยงจากความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการ ส่วนกองทุนมีความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาทอง
ควรเลือกช่องทางไหน
หลังจากที่เห็นข้อมูลทั้งหมดแล้ว คำถามคือเราควรเลือกช่องทางไหน คำตอบคือ ขึ้นอยู่กับเป้าหมายและความต้องการของเราเอง
ถ้าเรามีเงินออมน้อย เริ่มต้นได้แค่ 100-500 บาทต่อเดือน อยากได้ทองคำจริง ๆ มาถือไว้ในอนาคต แอปออมทองคือทางเลือกที่ดี เพราะเริ่มต้นต่ำ และสามารถถอนเป็นทองคำแท่งได้ ถ้าเรามีเงินลงทุนพอสมควร อยากเห็นผลตอบแทนที่ชัดเจน ต้องการสภาพคล่องในการขายคืน และไม่จำเป็นต้องมีทองคำจริง กองทุนทองคำน่าจะเหมาะกว่า เพราะผลตอบแทนโปร่งใส และขายได้ง่าย
หรือถ้าเราต้องการทั้งสองอย่าง ก็สามารถแบ่งเงินออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งออมทองผ่านแอปเพื่อสะสมทองคำจริง อีกส่วนหนึ่งลงทุนในกองทุนทองคำเพื่อผลตอบแทน
เคล็ดลับการออมทองให้ประสบความสำเร็จ
ไม่ว่าจะเลือกช่องทางไหน พี่ทุยมีเคล็ดลับมาฝากกัน
- เคล็ดลับแรก ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน ว่าออมทองเพื่ออะไร เพื่อเก็บไว้ขาย เพื่อสะสมทรัพย์สิน หรือเพื่อป้องกันความเสี่ยง มีเป้าหมายจะทำให้มีแรงจูงใจ
- เคล็ดลับที่สอง ออมอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเดือนละเท่าไหร่ ต้องออมทุกเดือนอย่างต่อเนื่อง จะได้เฉลี่ยต้นทุนการซื้อทอง ไม่ต้องกังวลว่าจะซื้อช่วงราคาสูง
- เคล็ดลับที่สาม ศึกษาค่าธรรมเนียม แต่ละแอปและกองทุนมีค่าธรรมเนียมไม่เท่ากัน ต้องเช็คให้ดี เพราะค่าธรรมเนียมจะกัดกินผลตอบแทน
- เคล็ดลับที่สี่ ไม่ควรเอาเงินทั้งหมดไปออมทอง ทองควรเป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตการลงทุนเท่านั้น ควรกระจายไปยังสินทรัพย์อื่น ๆ ด้วย
- เคล็ดลับที่ห้า ติดตามราคาทองเป็นระยะ แม้จะออมระยะยาว แต่ก็ควรติดตามราคาทอง เพื่อรู้ว่าเงินของเราเป็นอย่างไร และปรับแผนได้ทันท่วงที
- เคล็ดลับที่หก เลือกผู้ให้บริการที่น่าเชื่อถือ ไม่ว่าจะเป็นแอปหรือกองทุน ต้องเลือกจากบริษัทที่มีใบอนุญาต มีประวัติดี เพื่อความปลอดภัยของเงิน
ข้อควรระวังเมื่อ ออมทอง
แม้ทองจะเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัย แต่ก็มีข้อควรระวังบางอย่าง
- ราคาทองผันผวน แม้จะเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย แต่ราคาทองก็ขึ้นลงได้ ในระยะสั้นอาจขาดทุนได้ ต้องมองเป็นการลงทุนระยะยาว
- ทองไม่ได้ให้ผลตอบแทนประจำ ไม่เหมือนหุ้นที่มีเงินปันผล หรือเงินฝากที่มีดอกเบี้ย ทองให้ผลตอบแทนจากส่วนต่างราคาเท่านั้น
- อย่าหลงเชื่อโฆษณาที่บอกว่าทองจะขึ้นแน่นอน ไม่มีใครรู้อนาคตได้ ราคาทองขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ทั้งเศรษฐกิจโลก สงคราม และนโยบายธนาคารกลาง
- ระวังแอปหรือกองทุนปลอม ต้องตรวจสอบให้ดีว่าเป็นของจริง มีใบอนุญาตถูกต้อง ไม่ใช่เว็บหรือแอปหลอกลวง
- อย่าลงทุนด้วยเงินที่ต้องใช้เร็ว ๆ นี้ ทองเหมาะกับการลงทุนระยะยาว อย่างน้อย 3-5 ปีขึ้นไป อย่าเอาเงินฉุกเฉินมาลงทุนในทอง
เลือกช่องทางที่เหมาะกับตัวเอง
หลังจากที่พี่ทุยอธิบายไปทั้งหมดนี้ หวังว่าทุกคนจะเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่า ควรเลือกออมทองผ่านช่องทางไหน ทั้งแอปออมทองและกองทุนทองคำต่างก็มีข้อดีข้อเสียของตัวเอง ไม่มีทางไหนที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน แต่มีทางที่เหมาะกับแต่ละคนมากที่สุด
สิ่งสำคัญคือ ต้องรู้จักตัวเองว่ามีเป้าหมายอะไร มีเงินเท่าไหร่ ต้องการอะไร แล้วเลือกช่องทางที่ตอบโจทย์มากที่สุด และอย่าลืมนะครับว่า การลงทุนที่ดีคือการลงทุนที่เราเข้าใจ ถ้าไม่เข้าใจ ก็ไม่ควรลงทุน ให้เวลาตัวเองศึกษาก่อน แล้วค่อยเริ่มเมื่อพร้อม
การออมทองเป็นหนึ่งในวิธีการสร้างความมั่นคงทางการเงิน แต่ไม่ใช่ทางเดียว ควรกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์อื่น ๆ ด้วย เพื่อสร้างสมดุลและลดความเสี่ยง เริ่มออมทองตั้งแต่วันนี้ เลือกช่องทางที่เหมาะสม ออมอย่างสม่ำเสมอ และมองเป็นการลงทุนระยะยาว แล้วเราก็จะมีทรัพย์สินที่มีค่าเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ