ตัวเลขเศรษฐกิจไม่เป็นใจ ดูแล “สภาพคล่อง” อย่างไร ? ให้ไม่ล้ม

ตัวเลขเศรษฐกิจไม่เป็นใจ ดูแล “สภาพคล่อง” อย่างไร ? ให้ไม่ล้ม

2 min read    Money Buffalo

ฉบับย่อ

  • ปัญหาขาดสภาพคล่องถือว่าเป็นปัญหาอันดับต้น ๆ ที่ทำให้กิจการต้องปิดตัวลง หลาย ๆ ครั้งก็ไม่ได้เกิดจากขายของไม่ได้ แต่เกิดจากการที่เงินสดขาดมือ ทำให้ไม่สามารถใช้จ่ายได้ตามแผนที่ตั้งใจ 
  • แหล่งเงินสภาพคล่องที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของเหล่าผู้ประกอบการ คือ สินเชื่อประเภทต่าง ๆ
  • CPF จับมือ BBL เสริมสภาพคล่องให้กับคู่ค้าของกลุ่มบริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF ที่เสนอดอกเบี้ยต่ำพิเศษ วงเงินสูง อนุมัติไว เบิกวงเงินได้มากถึง 90% ตามข้อมูลการค้าที่ธนาคารได้รับ และไม่ต้องมีหลักทรัพย์ประกัน

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

ในช่วงที่เกิดการระบาดของโควิด-19 กลุ่มคนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก แต่ส่วนตัวพี่ทุยคิดว่าได้รับการดูแลหรือชดเชยน้อยกว่ากลุ่มอื่น ๆ คือ “กลุ่มผู้ประกอบการ” หรือ “เจ้าของกิจการ” โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ลองจินตนาการว่าคนกลุ่มนี้ต้องแบกรับต้นทุนทั้งหมดของธุรกิจเอาไว้เพียงลำพังในช่วงโควิด-19 ที่รายได้หดหายไป หรือบางรายอาจจะไม่มีรายได้เลยสักบาท ต้องเผชิญปัญหาขาด “สภาพคล่อง” เพียงลำพัง ก็น่าเห็นใจมาก ๆ

ในเหตุการณ์นี้จึงทำให้กลุ่มเจ้าของกิจการมีแนวโน้มที่จะชักหน้าไม่ถึงหลังสูงกว่าคนทั่วไป เพราะคงไม่มีใครคาดคิดและเตรียมการว่าเหตุการณ์โรคระบาดจะบานปลายยาวนานข้ามปีแบบนี้อย่างแน่นอน

ปัญหาขาด “สภาพคล่อง” เป็นปัญหาที่อันตรายที่สุดของผู้ประกอบการ

สำหรับเจ้าของกิจการแล้ว ปัญหาเรื่องของ “สภาพคล่อง” ถือว่าเป็นเรื่องหลัก ๆ ที่ทำให้กิจการต้องปิดตัวลง เพราะการทำธุรกิจไม่ใช่แค่เรื่องของการขายของได้หรือไม่ได้เท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของการ “บริหารเงิน” อีกด้วย ซึ่งเมื่อธุรกิจเกิดปัญหาเงินสดขาดมือ ก็จะทำให้ไม่สามารถจับจ่ายใช้สอยได้อย่างที่ตั้งใจ และนำมาสู่ปัญหาอื่น ๆ ภายในตามมา

เพื่อให้เห็นภาพยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ขายของกับลูกค้าโดยมีนโยบายการชำระเครดิต (Credit Term) 60-90 วัน กว่าจะเรียกเก็บเงินได้ แต่ในขณะเดียวกันก็มีค่าใช้จ่ายบางรายการที่ต้องจ่ายอย่างทันทีหรือสม่ำเสมอ เช่น เงินเดือน ค่าวัตถุดิบในการผลิต และค่าใช้จ่ายคงที่อื่น ๆ ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้น คือ ถ้าหากผู้ประกอบการไม่สามารถบริหารเงินสดได้ดี ก็จะทำให้หมุนธุรกิจไม่ทัน และมีความเสี่ยงที่ต้องปิดกิจการได้

แหล่งสภาพคล่องที่ได้รับความนิยมมากที่สุดสำหรับเจ้าของกิจการก็คือ “สินเชื่อ” จากสถาบันการเงินต่าง ๆ ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละสถาบันการเงินว่าเป็นอย่างไร  เพราะสินเชื่อแต่ละประเภท ในแต่ละช่วงเวลาก็จะมีเงื่อนไขเรื่องดอกเบี้ย ระยะเวลา และเรื่องของหลักประกันที่แตกต่างกัน 

และหลาย ๆ ครั้งในช่วงที่เกิดวิกฤติ บริษัทขนาดใหญ่ที่ทำธุรกิจกับคู่ค้า SMEs จึงเข้าใจถึง

สภาวะการขาดสภาพคล่องเป็นอย่างดี ทำให้ในช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นนี้ เราจะได้เห็นการร่วมมือกันของบริษัทขนาดใหญ่กับสถาบันการเงินต่าง ๆ ออกโครงการมาช่วยเหลือให้สามารถผ่านวิกฤติไปด้วยกันได้

“CPF จับมือ BBL” เสริมสภาพคล่อง…เคียงข้างคู่ค้า

วันนี้พี่ทุยมีโครงการดี ๆ ของ บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF ที่เราคุ้นหูกันมาบอกต่อ เขาได้มีการจัดโครงการเสริมสภาพคล่องให้แก่คู่ค้าผู้ประกอบการกว่า 10,000 ราย โดยจับมือกับทางธนาคารกรุงเทพ (BBL) เสนอสินเชื่อหมุนเวียนระยะสั้น โดยมีลักษณะพิเศษ คือ อัตราดอกเบี้ยพิเศษ วงเงินสูง อนุมัติไว เบิกใช้วงเงินได้มากถึง 90% ตามข้อมูลการค้าที่ธนาคารได้รับ และ ไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน

โดยจะให้บริการผ่าน Supplier Payment and Finance ของธนาคารกรุงเทพ เพื่อสนับสนุนให้คู่ค้าสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น และช่วยเสริมสภาพคล่องทางการเงินให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน พร้อมอำนวยความสะดวกด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อช่วยให้สามารถเบิกใช้ และตรวจสอบวงเงินสินเชื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

ตัวเลขเศรษฐกิจไม่เป็นใจ ดูแล “สภาพคล่อง” อย่างไร ? ให้ไม่ล้ม

สำหรับใครที่เป็นคู่ค้าของ CPF แล้วกำลังมีปัญหาเรื่องของสภาพคล่อง โครงการนี้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีมาก ๆ เพราะอัตราดอกเบี้ยถูก แถมยังไม่ต้องหาหลักทรัพย์ค้ำประกัน อำนวยความสะดวก ลดความวุ่นวายลงได้อย่างมาก ส่วนตัวพี่ทุยมองว่าโครงการนี้สามารถเข้ามาช่วยผู้ประกอบการได้จริง นับว่าเป็นโครงการที่ดีมากโครงการหนึ่งเลย 

ซึ่งโครงการนี้ถือเป็นโครงการต่อยอดมาจากโครงการ Faster Payment ของ CPF ที่ช่วยลดระยะเวลาเครดิตเทอมหรือการชำระเงินค่าสินค้าและบริการให้เหลือไม่เกิน 30 วัน ให้แก่คู่ค้าผู้ประกอบการ SMEs ทำให้คู่ค้าฯ บริหารสภาพคล่องได้ง่ายขึ้น ช่วยลดความเสี่ยงได้เป็นอย่างดี ตอบโจทย์ความต้องการผู้ประกอบการให้ดำเนินธุรกิจต่อในสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนอย่างมั่นใจมากขึ้น ที่ CPF ดำเนินการมาตั้งแต่เดือน ต.ค. 2563 เป็นต้นมา และขยายเวลายาวไปถึงสิ้นปี 2565

และถ้าหากดูข้อมูลย้อนหลังจะเห็นได้ว่า “บริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs)” มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของไทยอย่างมาก เพราะทำให้เกิดการจ้างงาน เกิดการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น ซึ่ง CPF ถือเป็นองค์กรที่ตระหนักและให้ความสำคัญถึงประเด็นนี้เรื่อยมา

เนื่องจาก SMEs เป็นเหมือนกับตัวเชื่อมระหว่างธุรกิจขนาดใหญ่กับชุมชนต่าง ๆ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการเติบโตของเศรษฐกิจของประเทศไทย ถ้าหากปล่อยให้ล้มและไม่มีการช่วยเหลือในช่วงวิกฤติ อาจจะทำให้เกิดความสูญเสียในระดับครัวเรือนไปจนถึงภาพรวมของเศรษฐกิจไทยได้เลย

สามารถอ่านข้อมูลและรายละเอียดของโครงการเพิ่มเติมได้ที่ https://www.cpfworldwide.com/th/media-center/list/cpfxbbl 

อ่านเพิ่ม

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
บทความนี้เป็นบทความ Advertorial