ต้องบอกว่าระบบประกันสังคมกำลังเจอปัญหาทั่วโลก ซึ่งไม่นานมานี้ รัฐมนตรีกระทรวงแรงงานของไทยก็บอกเองว่า ไทยเองหากไม่มีการปรับเปลี่ยนอะไร ในอีก 30 ปี ประกันสังคมล้มละลาย ก็เป็นไปได้มาก วันนี้พี่ทุยเลยพามาเจาะลึกสภาพการณ์ปัจจุบันของประกันสังคมไทย รายได้ สวัสดิการและการลงทุนในปัจจุบันเป็นอย่างไร? ไปฟังกัน
ประกันสังคมล้มละลาย ปัญหาของทั่วโลก
ประกันสังคมเป็นสวัสดิการหนึ่งของรัฐ ที่ช่วยให้ผู้ประกันตนมีความคุ้มครองในความจำเป็นด้านการเงิน ไม่ว่าจะเป็น ค่ารักษาพยาบาล การสมทบครอบครัวกรณีเสียชีวิต การคลอดบุตร เก็บเงินเกษียณ หรือช่วยเหลือกรณีว่างงาน เพื่อให้คนในประเทศที่เป็นผู้ประกันตน ได้รับสวัสดิการที่จำเป็น เป็นสิ่งหนึ่งที่หลายประเทศทั่วโลกใช้เพื่อดูแลประชาชน
แต่ด้วยปัญหาด้านโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป การลงทุนและผลตอบแทนที่ไม่เหมือนเดิม ทำให้โครงสร้างเดิมของประกันสังคมนั้นไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ได้เหมือนที่อดีตตั้งใจไว้ ทำให้ประกันสังคมหลาย ๆ ประเทศเกิดปัญหา และอาจล้มลงได้หากไม่มีการปรับเปลี่ยนแก้ไขอะไร
เรื่องหลัก ๆ เลยคือโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป โดยในอดีตคนวัยทำงานมีจำนวนมากกว่าผู้สูงอายุเป็นจำนวนมาก แต่ในปัจจุบันที่มีอัตราการมีบุตรลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้คนหมู่มากในอดีตกำลังเป็นคนสูงอายุที่ต้องการใช้เงินการเกษียณจากกองทุน ในขณะที่เด็กเกิดใหม่ที่จะโตเป็นกำลังหาเงินให้กับประเทศนั้นมีน้อยลงอย่างต่อเนื่อง
อย่างญี่ปุ่นเองก็เป็นตัวอย่างที่ชัดและประกันสังคมกำลังมีปัญหา คนทำงานในปัจจุบันส่งเงินประกันสังคมที่กำลังเลี้ยงคนสูงอายุในปัจจุบัน ในขณะที่อนาคตของตัวเองกองทุนประกันสังคมอาจไม่มีเงินพอดูแลคนเหล่านั้นในยามแก่เถ้าเลยด้วยซ้ำ และไทยเองที่ก็เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้วก็กำลังจะเผชิญปัญหานี้เช่นกัน
อ่านเพิ่ม
เจาะลึก ประกันสังคมไทย กองทุนมูลค่า 2 ล้านล้านบาท
ปัจจุบันกองทุนประกันสุงคมมีมูลสูงถึง 2,345,866 ล้านบาท เรียกได้ว่าสูงถึง 13-14% ของ GDP 17.9 ล้านล้านบาทเลยทีเดียว โดยเงินของกองทุนนั้นจะถูกแบ่งออกไป 4 หมวดตามสิทธิประโยชน์ได้แก่
- กองทุนว่างงาน – 159,330 ล้านบาท คิดเป็น 6.8%
- กองทุน 4 กรณี (เจ็บป่วย ทุพพลภาพ ตาย ตลอดบุตร) – 146,103 ล้านบาท คิดเป็น 6.23%
- กองทุน 2 กรณี (ชราภาพ สงเคราะห์บุตร) – 2,019,219 ล้านบาท คิดเป็น 86.06%
- กองทุนมาตรา 40 – 21,214 ล้านบาท คิดเป็น 0.91%
โดยสัดส่วนส่วนใหญ่จะอยู่ที่ กองทุน 2 กรณี คือเงินชราภาพและสงเคราะห์บุตร 2,019,219 ล้านบาท คิดเป็น 86.06% ตามด้วยกองทุนว่างงาน 159,330 ล้านบาท คิดเป็น 6.8% และกองทุน 4 กรณี ป่วย ทุพพลภาพ ตาย ตลอดบุตร 146,103 ล้านบาท คิดเป็น 6.23% และส่วนที่น้องที่สุด กองทุนมาตรา 40 ที่มี 21,214 ล้านบาท
สิ่งที่หลายคนกังวลและคาดว่าจะกลายเป็นปัญหาคือโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไปนั่นคือคนวัยทำงาน (คนที่หาเงินเข้ากองทุน) จะลดลงในขณะที่คนแก่กำลังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง (คนใช้เงินจากกองทุน)
ตอนนี้ประเทศไทยมีประชากร 71.8 ล้านคน ในขณะที่ตัวเลขการเติบโตนี้ลดลงอย่างต่อเนื่องอย่างในปีล่าสุด 2023 อัตราการเติบโตเหลือเพียง 0.15% เท่านั้น ซึ่งหากเทียบกับช่วงก่อนปี 1970 เรามีอัตราการเติบโตสูงกว่า 3% เลยด้วยซ้ำ
อีกตัวเลขหนึ่งที่จะสะท้อนจำนวนคนทำงาน (ผู้หาเงินเข้าประกันสังคมในอนาคต) นั้นคืออัตราการมีลูกของคนไทย ก็ลดลงเช่นกัน เท่ากับว่าคนทำงานในอนาคตจะลดลงเป็นอย่างมาก ในปัจจุบันอัตราการมีลูกของไทยต่ำเหลือเพียงแค่ 1.32 ซึ่งลดลงจากในอดีตที่มีตัวเลขสูงกว่า 6 ด้วยซ้ำ
ในขณะที่ Median หรือค่ามัธยฐานของอายุเองก็เติบโตจากอดีตที่อยู่ในช่วง 16-17 ปี กลายเป็นว่าคนส่วนใหญ่ตอนนี้อายุอยู่ที่ประมาณ 40.2 ปีและคาดว่าจะกลายเป็น 40.7 ปี ในปลายปี 2024 นี้
หากเราเจาะลึกไปในข้อมูลของประกันสังคม เราจะเห็นว่าฐานของผู้ที่มีอายุมีมากกว่า 60 ปี (บุคคลที่อายุถึงวัยเกษียณ) มีไม่น้อยเลยทีเดียว หากรวมชายหญิงรวมกันได้เกือบ 13 ล้านคน หรือประมาณ 18% ของประชากรทั้งหมด
แต่ใน 13 ล้านคนนั้นเป็นผู้ประกันตนประกันสังคมเพียง 2 ล้านคน หมายความว่าผู้สูงอายุในไทย มี เพียงไม่ถึง 1 ใน 5 ที่ได้รับสิทธิจากประกันสังคม หรือ มีคนใช้เงินจากประกันสังคมเพียงส่วนเดียวจากประชากรผู้สูงอายุทั้งหมด
ซึ่งหากเวลาผ่านไป 5 ปี และผู้ประกันจนปัจจุบันยังคงเป็นผู้ประกันตนต่อ จะมีผู้ประกันตนเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า หรือประมาณ 4 ล้านคน และหากผ่านไป 10 ปี จะมากขึ้นอีกกว่า 3 เท่า หรือกว่า 6.5 ล้านคน ในขณะที่ 5 ปี ข้างหน้าประชากรที่จะกลายเป็นแรงงานและช่วยหาเงินให้ประกันสังคมมีเพียง 6 แสนคน เท่านั้น เรียกได้ว่าต่างกันถึง 3 เท่าเลยทีเดียว
และหากตัวเลขการมีบุตรยังคงลดลงอย่างต่อเนื่องผลลัพธ์ของ Aging Society สังคมผู้สูงอายุก็จะส่งผลต่อกองทุนประกันสังคมอย่างรวดเร็ว เงินเข้ากองทุนจะลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่รายจ่ายและเงินสิทธิประโยชน์ที่จ่ายให้กับคนสูงอายุก็จะเพิ่มพูนอย่างรวดเร็ว เหมือนที่ญี่ปุ่นกำลังเป็นเรื่องถกเถียงและกังวลในปัจจุบัน ถ้าประกันสังคมไม่ปรับเปลี่ยนอะไร และตัวแปรต่าง ๆ ยังดำเนินไปอย่างนี้ ประกันสังคมไทยก็อาจเกิดปัญหาใหญ่ได้
การเงินของของกองทุนประกันสังคมปี 2565
หาก Snapshot ดูภาพสถานการณ์ปัจจุบันของประกันสังคม ในปี 2565 ก็ถือว่ายังเป็นที่น่าพอใจและบริหารได้ดีอยู่ โดยที่รายได้ทั้งหมดนั้นอยู่ที่ 253,953 ล้านบาท ในขณะที่รายจ่ายทั้งหมดอยู่ที่ 177,902 ล้านบาท โดยรายรับหลัก ๆ ของประกันสังคมคือเงินสมทบรับของผู้ประกันตน 168,996 ล้านบาท และผลตอบแทนจากการลงทุน 74,419 ล้านบาท เรียกได้ว่าผลตอบแทนจากการลงทุนมีบทบาทไม่น้อยเลย เกือบ 29.3% ในขณะที่ เงินสมทบมีสูงถึง 168,996 หรือประมาณ 2 ใน 3 ของรายได้ทั้งหมด
แนวทางป้องกัน ประกันสังคมล้มละลาย
จุดหนึ่งที่ประกันสังคมไทยสามารถพัฒนาได้คือจำนวนเงินสมทบที่ปัจจุบันเพดานอยู่ในอัตราเก่าที่ 15,000 บาท เท่านั้น ในขณะที่รายได้เฉลี่ยครัวเรือนนั้นอยู่ที่ประมาณ 29,502 บาทจากข้อมูล 6 เดือนแรกปี 2566 หมายความว่าหากประกันสังคมปรับเพดานรายได้ให้สูงขึ้น ก็สามารถเพิ่มรายได้ของประกันสังคมได้ไม่น้อยเลยทีเดียว
อีกมุมที่หลาย ๆ ฝ่ายแนะนำให้พัฒนาคือพอร์ตการลงทุนของประกันสังคม ปัจจุบันการลงทุน 76.05% ของประกันสังคม อยู่ที่สินทรัพย์มั่นคงสูง ในขณะที่สินทรัพย์เสี่ยงมีเพียง 23.95% และหุ้นไทยมีเพียง 11.05% เท่านั้น ส่วนหุ้นต่างประเทศมีเพียง 8.65%
พัฒนาการการลงทุนก็มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จากการซื้อสินทรัพย์ไม่มีความเสี่ยง เริ่มเข้าถือหุ้นไทยที่มั่นคง เริ่มมีกระจายการลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศปี 2549 กระจายการลงทุนไปในทองคำและกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน ในปี 2556 เริ่มขยายขอบเขตการลงทุนไปในต่างประเทศปี 2557 และ 2560 และในปี 2564 ก็ได้มีจัดทำแผนยุทธศาสตร์การลงทุน ฉบับที่ 4 ระยะที่ 2 ที่ครอบคุมปี 2565-2567
โดยมีความคาดหวังที่จะสามารถสร้างผลตอบแทนคาดหวังที่สูงขึ้น และปรับระดับความเสี่ยงให้เหมาะสมแต่ละกองทุนเพื่ออิงกับรายจ่ายของผลประโยชน์อย่างกองทุนเพื่อชราภาพ หรือกองทุนสำหรับการเจ็บป่วย เพื่อให้การลงทุนไม่ได้คาดหวังกับสภาพตลาดไทยเพียงอย่างเดียว แต่เพิ่มโอกาสในการลงทุนต่างประเทศมากขึ้น
รายจ่ายประกันสังคมหนักที่อะไร
รายจ่ายส่วนใหญ่มาจากการเจ็บป่วยโดยเป็นเม็ดเงินสูงถึง 98,142 ล้านบาทหรือเป็นเม็ดเงิน 60.87% ของรายจ่ายด้านผลประโยชน์ทั้งหมดในปี 2022 มีจำนวนรายสูงถึง 42,531,382 ราย คิดเป็น 94.25% รองลงมาเป็นค่าใช้จ่ายบำนาญที่มีตัวเลขสูงถึง 27,806 ล้านบาทหรือเป็นเม็ดเงิน 17.25%ของรายจ่ายด้านผลประโยชน์ทั้งหมด ตีมีสัดส่วนจำนวนรายเป็นอันดับ 3 อยู่ที่ 793,046 ราย หรือ 1.76%
ในขณะที่อันดับ 3 เงินสงเคราะห์บุตรเป็นรายจ่าย 13,220 ล้านบาท คิดเป็น 8.2% ของรายจ่ายทั้งหมด แต่มีสัดส่วนจำนวนรายเป็นอันดับ 2 ที่ 1,293,851 ราย คิดเป็น 2.87% ของจำนวนราย และอันดับ 4 คือเงินสนับสนุนคนว่างงาน 10,669 ล้านบาท คิดเป็น 6.62% ของรายจ่ายทั้งหมด มีสัดส่วนจำนวนรายเป็นอันดับ 5 เพียง 196,926 ราย หรือ 0.44%
ประกันสังคมประเทศไทยยังต้องการปรับเปลี่ยนพัฒนาที่รวดเร็วและต่อเนื่องเพื่อให้รับมือกับปัญหา Aging Society ที่กำลังคืบคานมาอย่างรวดเร็ว การปรับเปลี่ยนโครงสร้างเงินสมทบ และการพัฒนากลยุทธ์การลงทุน เป็นสิ่งประชาชนอย่างเรากำลังเฝ้ามองและคาดหวังอนาคตของประกันสังคมไทย เพราะการเพิ่มโอกาสในการเติบโตและการบริหารความเสี่ยงอย่างมั่นคงเป็นสิ่งที่ต้องควบคู่ไปด้วยกัน
อ่านเพิ่ม