เมื่อต้นเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา มีการเปิดเผยตัวเลข หนี้ครัวเรือนไทย 2566 ผลปรากฎว่ามีคนไทยกว่า 1 ใน 3 แบกหนี้ครัวเรือนที่ยังเดินหน้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่องมาอยู่ที่ 15.96 ล้านล้านบาท คิดเป็น 90.6% ของ GDP ด้วยหนี้ครัวเรือนมหาศาลเช่นนี้ ก่อเกิดคำถามต่ออนาคตเศรษฐกิจไทย อีกทั้งถ้ามีการจัดตั้งรัฐบาลเรียบร้อยก็จะมีนโยบายประชานิยม ซึ่งอาจทำให้ปัญหานี้แก้ยากขึ้นไปอีก
พี่ทุยขอพาทุกคนไปดูรายละเอียดปัญหาหนี้ครัวเรือนไทย ต้นเหตุปัญหา และบทสรุปว่าเศรษฐกิจไทยยังมีทางรอดเหลืออยู่หรือไม่?
สถานการณ์ หนี้ครัวเรือนไทย 2566 ไตรมาสแรก แย่แค่ไหน?
ข้อมูลหนี้ครัวเรือนครั้งนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยได้เพิ่มข้อมูล 4 กลุ่มหนี้ใหม่เข้ามา ประกอบด้วย หนี้กองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.), หนี้สหกรณ์ไม่รวมสหกรณ์ออมทรัพย์, หนี้พิโกไฟแนนซ์ 6 พันล้านบาท และหนี้การเคหะแห่งชาติ เพื่อให้ครอบคลุมหนี้ครัวเรือนมากขึ้น
จากการคิดแบบใหม่นี้ทำให้หนี้ครัวเรือนไตรมาส 1 ปี 2566 เพิ่มขึ้น 7.66 แสนล้านบาท มาที่ 15.96 ล้านล้านบาท คิดเป็น 90.6% ซึ่งถ้าเป็นการคิดแบบเดิม หนี้ครัวเรือนจะอยู่ที่ 15.2 ล้านล้านบาท คิดเป็น 86.3% โดยธนาคารเพื่อการชำระบัญชีระหว่างประเทศชี้ว่าอัตราส่วนที่สูงกว่า 80% นับเป็นจุดอันตราย
ภาพรวมหนี้ครัวเรือนก็ยังคงเป็นหนี้ในกลุ่มสินเชื่อยานยนต์และที่อยู่อาศัย โดยลูกหนี้บางส่วนใช้เงินเก็บระหว่างปิดเมืองจาก COVID-19 ไปจนหมดแล้ว สิ่งที่น่าสนใจ ก็คือ หนี้เลยกำหนดชำระ 30-91 วัน เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 2 ปี 2022 ถึง 56%
60% ของลูกหนี้มีปริมาณหนี้สูงกว่า 100,000 บาท ขณะที่ 14% มีหนี้สูงกว่า 1 ล้านบาท ส่วนคุณภาพหนี้ต้องยอมรับว่าไม่ค่อยดี เพราะ 2 ใน 3 ของหนี้ครัวเรือนถูกใช้จ่ายไปกับการท่องเที่ยว สินค้าฟุ่มเฟือย สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนหนี้ที่เป็นสินเชื่อที่อยู่อาศัยมีเพียง 35% น้อยกว่าประเทศพัฒนาแล้วซึ่งอยู่ประมาณ 60%
ช่วง COVID-19 สถานการณ์เปลี่ยนไปอย่างไร?
สัดส่วนหนี้เร่งตัวอย่างรวดเร็วหลังน้ำท่วมใหญ่ก่อนจะทรงตัวจนเมื่อเผชิญกับ COVID-19 สัดส่วนหนี้ก็เพิ่มอีกครั้ง โดยเปลี่ยนกรอบจากระดับมากกว่า 80% ของ GDP ไปที่มากกว่า 90% ของ GDP เนื่องจากภาคส่งออกรับผลกระทบในช่วงแรกของการแพร่ระบาด ส่วนภาคท่องเที่ยวกลับฟื้นตัวอีกครั้งในปีนี้ ประชาชนมีเงินเก็บไม่พอ ประกอบกับมีนโยบายพักหนี้ ทำให้ยอดหนี้ที่มีอยู่แล้วก่อนหน้านั้นไม่ลดลง
สัดส่วนประชาชนที่เป็นหนี้เพิ่มขึ้นชัดเจน โดยเมื่อปี 2017 มีประชาชน 30% ที่เป็นหนี้ ส่วนในปี 2022 สัดส่วนนี้เพิ่มขึ้นมาเป็น 37%
ต้นเหตุปัญหา หนี้ครัวเรือนไทย 2566
ปัจจัยแรกมาจากพฤติกรรมการใช้จ่ายที่เข้าขั้นแย่ หนี้ส่วนใหญ่เป็นหนี้ที่ไม่สร้างรายได้ในอนาคต ข้อมูลเครติดบูโรเมื่อไตรมาส 3 ปี 2022 เผยว่าหนี้ครัวเรือนราว 69% เป็นสินเชื่อส่วนบุคคลและหนี้บัตรเครดิต ด้าน Bloomberg ก็เผยว่า 30% ของลูกหนี้สินเชื่อส่วนบุคคลและบัตรเครดิตมีบัญชีมากกว่า 4 บัญชี รวมวงเงินได้ 10-25 เท่าของเงินเดือน มากกว่ามาตรฐานทั่วโลกซึ่งอยู่ที่เพียง 5-12 เท่าของเงินเดือน
อีกปัจจัยเกิดจากนโยบายประชานิยม หลัก ๆ แล้วเริ่มต้นภายหลังเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2011 ทำให้เศรษฐกิจซบเซา รัฐบาลจึงมีนโยบายคืนภาษีรถยนต์คันแรก ดันหนี้ครัวเรือนต่อ GDP จาก 60.3% ในปี 2011 มาที่ 71.8% ในปี 2012 และหนี้ครัวเรือนก็เป็นปัญหามากขึ้นผ่านวิกฤติ COVID-19 มาจนถึงทุกวันนี้
รัฐบาลตอบสนองต่อปัญหานี้อย่างไร?
หน่วยงานด้านเศรษฐกิจมองปัญหานี้เป็นระเบิดเวลา ยิ่งลูกหนี้ต้องเผชิญกับภาวะอัตราดอกเบี้ยสูงที่สุดในรอบ 8 ปีแล้ว ยิ่งทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวช้าลงไปอีก นอกจากนี้ด้วยระดับหนี้ที่สูงมากยังสร้างความกังวลต่อฝั่งสถาบันการเงินที่เป็นผู้ปล่อยกู้ด้วย ถ้าไม่รีบแก้ไขสถานการณ์ระเบิดเวลาลูกนี้อาจทำงานได้
ปัจจุบันธนาคารแห่งประเทศไทยมุ่งเน้นไปที่การปรับโครงสร้างหนี้สำหรับกลุ่มเปราะบาง เพื่อรับช่วงต่อจากมาตรการสินเชื่อฟื้นฟูและ soft loan ล่าสุดธนาคารแห่งประเทศไทยเตรียมออกมาตรการลดหนี้ครัวเรือน ทั้งกำหนดให้เจ้าหนี้ให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบ ส่งเสริมการเข้าถึงสินเชื่อในระบบ และให้เจ้าหนี้ให้สินเชื่อสอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้และลูกหนี้มีเงินเหลือพอดำรงชีพ
บทสรุปปัญหาหนี้ครัวเรือนไทย
พี่ทุยบอกก่อนเลยว่าปัญหานี้ต้องรีบแก้โดยด่วน เพราะนอกจากจะเผชิญกับภาวะดอกเบี้ยสูงและหนี้สินไม่มีคุณภาพแล้ว กลุ่มวัยเริ่มทำงานเป็นกลุ่มที่มีหนี้ที่ไม่สร้างรายได้และหนี้เสียมากที่สุดด้วย มากกว่านั้นกลุ่มเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อยกลับมีสัดส่วนหนี้ต่อรายได้สูงที่สุดอีก ความเสี่ยงที่จะเกิดหนี้เสียจำนวนมากยิ่งเพิ่มขึ้น
ผลจากปัญหานี้เริ่มปรากฎแล้วผ่านการเติบโตของเศรษฐกิจที่ช้ากว่าเพื่อนบ้านชัดเจน แถมอาจยังสร้างปัญหาต่อเสถียรภาพระบบการเงินประเทศได้ และอย่าลืมว่าประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้ว ปัญหานี้จะยิ่งเด่นชัดเมื่อเวลาผ่านไป ด้วยค่าใช้จ่ายสุขภาพและดำรงชีพที่สวนทางกับรายได้ ซึ่งพี่ทุยมองว่าปัญหาค่อนข้างแก้ยาก ทุกคนควรจะเตรียมตัวรับมือปัญหานี้แต่เนิ่น ๆ
อ่านเพิ่ม
