เมื่อวันที่ 16 ส.ค. 2564 ที่ผ่านมา ทางสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติหรือสภาพัฒน์ ได้ประกาศตัวเลข GDP ไทย Q2/2564 เติบโต 7.5% นับเป็นการกลับมาเติบโตจาก ไตรมาสที่ 1 ปี 2564 ที่ -2.6% และเป็นอัตราการเติบโตสูงสุดในรอบ 34 ไตรมาส หรือตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ปี 2555
แต่เมื่อมองไปข้างหน้า ทางสภาพัฒน์กลับปรับลดคาดการณ์ GDP ปี 2564 ลงจากเดิมที่ 1.5 – 2.5% เหลือเพียง 0.7 – 1.2% เช่นเดียวกับช่วงต้นเดือนวันที่ 4 ส.ค. 2564 ทางธนาคารแห่งประเทศไทยหรือแบงก์ชาติก็ปรับลด GDP ปี 2564 ลงเช่นกันจาก 1.8% เหลือ 0.7% เท่านั้น
จากหน่วยงานเศรษฐกิจสำคัญของไทยต่างปรับลดคาดการณ์ GDP ลงจากเดิม ทั้งที่ GDP ล่าสุดใน ไตรมาส 2 ปี 2564 ถือว่าเติบโตสูง แสดงว่าเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปีนี้ยังคงมีไข้ที่ทำให้การเติบโตยังอ่อนแรงอยู่ และจากสถานการณ์วิกฤตโควิด-19 ที่ยังรุนแรงและไม่แน่นอนสูง อาจเป็นปัจจัยซ้ำเติมฐานะทางการเงินการคลังของประเทศ รวมถึงค่าเงินบาทอย่างแน่นอน
“GDP ไทย Q2/2564” เติบโตแต่ยังน่าเป็นห่วง
จาก GDP ที่ประกอบไปด้วย ตัวเลขการบริโภคและการลงทุนของภาครัฐและประชาชน การส่งออก-นำเข้าสินค้าและบริการ ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ GDP ไทยไตรมาสที่ 2 ปี 2564 เติบโตสูง มาจากการส่งออกสินค้าที่สร้างรายได้คิดเป็นครึ่งหนึ่งของประเทศเติบโตสูงถึง 30.7% ตามการฟื้นตัวขึ้นเรื่อย ๆ ของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะประเทศคู่ค้าสำคัญอย่างสหรัฐฯ และจีนที่สั่งซื้อสินค้าไทยมากขึ้น ขณะที่เม็ดเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐก็ช่วยลดภาระต่าง ๆ และช่วยให้คนมีกำลังซื้อออกมาจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น
แต่โดยปกติแล้ว การวิเคราะห์ตัวเลข GDP แล้วบอกว่าเติบโตหรือไม่นั้น เรามักจะเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน (%YoY) นั่นคือ เทียบไตรมาสที่ 2 ปี 2564 กับไตรมาสที่ 2 ปี 2563 ซึ่งเป็นช่วงที่เศรษฐกิจไทยเจอกับวิกฤตโควิด-19 เต็มไตรมาส จนต้องใช้มาตรการล็อคดาวน์เต็มรูปแบบ จน GDP ติดลบหนักถึง -12.1% ต่ำสุดตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ฉะนั้น การที่ตัวเลข GDP ในไตรมาสที่ 2 ปี 2564 เติบโตสูงนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะปัจจัยเชิงเทคนิคที่มีฐานปีที่แล้วต่ำมากนั่นเอง
เมื่อดูรายละเอียดตัวของตัวเลข GDP ลึกลงไปอีก พี่ทุยพบสิ่งที่น่าสนใจคือ รายได้หรือเงินในกระเป๋าของคนส่วนใหญ่ในประเทศลดลง จนกำลังซื้อและการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนทั่วประเทศกลับแย่ลง (-2.5% ในไตรมาสที่ 2 ปี 2564 เทียบกับ -0.6% ในไตรมาสที่ 1 ปี 2564) แม้ว่าตัวเลข GDP โดยรวมจะไม่ได้ตกต่ำหรืออยู่ในภาวะถดถอยก็ตาม
ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ทั้งสภาพัฒน์และแบงก์ชาติต่างปรับลดการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ เพราะความรุนแรงของการระบาดที่กระจายวงกว้างทั่วประเทศมากขึ้น ทำให้ธุรกิจหลายแห่งมีแนวโน้มปิดตัวลงเพิ่มขึ้น ทั้งธุรกิจท่องเที่ยวที่เป็นแหล่งรายได้สำคัญของประเทศ ธุรกิจร้านอาหาร ค้าขายส่งและปลีก เป็นต้น ทำให้แรงงานอีกจำนวนมากต้องตกงานเพิ่มขึ้น รวมถึงการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสทำให้การฉีดวัคซีนด้อยประสิทธิภาพลง
เศรษฐกิจไทยเผชิญกับการขาดดุลแฝดครั้งแรกในรอบ 8 ปี
สถานการณ์โควิด-19 ทั่วโลกและไทยในปัจจุบันทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เคยเดินทางเข้าไทยมากถึงเกือบ 40 ล้านคน และสร้างรายได้ให้กับประเทศคิดเป็นกว่า 10% ของ GDP ไม่สามารถเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในไทยได้
โดยข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาพบว่า ตั้งแต่ต้นปี 2564 จนถึงปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเพียง 58,000 คน เทียบกับช่วงก่อนเกิดโควิด-19 ที่เคยมีมากถึง 23 ล้านคน ซึ่งการที่นักท่องเที่ยวหายไปขนาดนี้ ทำให้รายได้เข้าประเทศหายไปแทบทั้งหมด ความต้องการเงินบาททก็ลดลง
ขณะเดียวกัน ภาคการส่งออกก็เป็นแหล่งรายได้จากต่างประเทศที่สำคัญที่สุดของไทย แม้ในช่วงครึ่งปีแรกจะเติบโตถึง 15.7% แต่การนำเข้ากลับเติบโตสูงกว่าที่ 18.0% ซึ่งการนำเข้าที่เติบโตสูงกว่าก็หมายถึง เงินบาทไหลออกนอกประเทศเพื่อชำระค่าสินค้ามากกว่ารายได้จากการขายสินค้า
รายได้จากการท่องเที่ยวที่หายไป และมีรายจ่ายเพื่อนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศมากกว่ารายได้ ทำให้ไทยต้องเผชิญกับ “การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด” ในปัจจุบัน (ประเทศมีรายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าและบริการจากต่างประเทศมากกว่ารายได้จากการขายสินค้าและบริการกับต่างประเทศ)
ขณะที่สถานการณ์ในอนาคตยังคงไม่เปลี่ยนไปจากเดิม ทางสภาพัฒน์จึงคาดว่า ปีนี้ไทยจะขาดดุลบัญชีเดินสะพัดหรือสูญเสียเม็ดเงินมากกว่า 3.43 แสนล้านบาท คิดเป็น 2% ของ GDP
เช่นเดียวกับที่ทางรัฐบาลไทยกำลังเผชิญกับ “การขาดดุลงบประมาณ” จากการกู้เงินสองรอบวงเงินรวม 1.5 ล้านล้านบาท จนหนี้สาธารณะเข้าใกล้เพดานที่ 60% ขณะที่รัฐบาลมีรายจ่ายที่ต้องนำเงินออกมาช่วยเหลือประเทศมากกว่ารายได้จากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) อยู่ที่ 6 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 4-5% ของ GDP ตามกำลังซื้อของคนในประเทศที่หายไป ซึ่งทาง Bloomberg คาดว่า สิ้นปี 2564 นี้ รัฐบาลไทยมีโอกาสขาดดุลงบประมาณสูงถึง 10% ของ GDP มากที่สุดเป็นประวัติการณ์
สิ่งที่เกิดขึ้นแสดงว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับภาวะขาดดุลแฝด (Twin deficit) เป็นครั้งแรกในรอบ 8 ปี หรือนับตั้งแต่ปี 2556 จากการขาดดุลทั้งสองฝั่งทั้งการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดและการขาดดุลงบประมาณของรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม ไทยไม่ใช่ประเทศเดียวที่ขาดดุลแฝด เพราะช่วงวิกฤตโควิด-19 ทำให้หลายประเทศทั่วโลก เช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ อินเดีย รวมทั้งประเทศพัฒนาอย่างสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และญี่ปุ่น ที่มีรายได้จากการขายสินค้าลดลงและรายจ่ายของรัฐบาลสูงขึ้นเช่นเดียวกัน
เศรษฐกิจไทยที่โตต่ำและการขาดดุลแฝดกดดันให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงไปอีก
ค่าเงินบาทจะแข็งค่า – อ่อนค่า ขึ้นอยู่กับความต้องการเงินบาทว่ามีมากน้อยแค่ไหน แม้ว่าเศรษฐกิจไทยปีที่แล้วจะติดลบจากวิกฤตโควิด-19 แต่ค่าเงินบาทอยู่ในทิศทางแข็งค่าและเคยลงไปแตะระดับต่ำกว่า 30 บาทต่อดอลลาร์มาแล้ว ส่วนสำคัญเป็นเพราะไทยควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้ดีที่สุดในโลก ทำให้นักลงทุนต่างชาติมีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทยและเข้ามาถือครองเงินบาทมากขึ้น
แต่ปัจจุบันเป็นภาพที่กลับกัน สถานการณ์โควิด-19 ในไทยยังรุนแรงจนผู้ติดเชื้อทะลุหลักล้านคนไปแล้ว แต่การฉีดและการกระจายวัคซีนกลับล่าช้า ทำให้นักลงทุนต่างชาติไม่เชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทย ส่วนนักท่องเที่ยวที่ยังไม่กลับเข้ามาในไทยมากนัก ทำให้ความต้องการเงินบาทลดน้อยลงจนค่าเงินบาทมีทิศทางอ่อนค่าไปแล้วกว่า 10% ตั้งแต่ต้นปี 2564 และช่วงต้นเดือน ส.ค. 2564 ที่ผ่านมา ค่าเงินบาทอยู่ที่ 33.5 บาทต่อดอลลาร์ เป็นระดับที่อ่อนค่ามากที่สุดในรอบเกือบ 4 ปี
ในอนาคตช่วงที่เหลือของปี 2564 ที่เศรษฐกิจไทยยังคงมีความเสี่ยงจากไวรัสสายพันธุ์เดลต้า การฉีดวัคซีนให้กับคนในประเทศยังน้อยอยู่ ส่งผลให้นักท่องเที่ยวและนักลงทุนต่างชาติยังไม่กลับเข้าสู่ปกติในเร็ววัน เมื่อนักลงทุนชะลอการเข้ามาลงทุนในไทย รายได้จากภาคท่องเที่ยวที่หายไป ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยมีแนวโน้มขาดดุลต่อเนื่อง จนทางสภาพัฒน์คาดว่าค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่ากว่าปีที่แล้วไปจนถึงสิ้นปีที่ระดับ 31.3 – 32.3 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ
ถึงตรงนี้ พี่ทุยว่าเราน่าจะพอจะเห็นภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปี 2564 ชัดเจนขึ้น ว่า GDP น่าจะเติบโตอยู่ที่ราว ๆ เพียง 1% เท่านั้น ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังมีไข้จนทำให้ค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าต่อไป ดังนั้น ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจไทยที่มีความไม่แน่นอนสูงทั้งในปัจจุบันและอนาคต เราในฐานะนักลงทุนยิ่งต้องวางแผนและจัดสรรเงินทุน รวมถึงบริหารความเสี่ยงให้รอบคอบมากขึ้น