ไม่กี่วันที่ผ่านมามีข่าวการทำ QE เข้ามาในโลกโซเชียลมากมาย หลังเหตุการณ์ Sillicon Vallay Bank (SVB) ไม่ถึงสัปดาห์ มีคำถามมากมายว่า Fed กลับมาทำ QE หรือมีอะไรอื่นที่แตกต่างออกไป พี่ทุยเลยจะพาทุกคนเก่าไปดูกันหน่อยว่าเกิดอะไรขึ้นกับข่าวนี้ QE คืออะไร และผลจะออกมาเป็นอย่างไร?
QE คืออะไร กลไกเป็นอย่างไร?
QE หรือ Quantitative easing คือ เครื่องมือทางนโยบายการเงินรูปแบบหนึ่ง ถูกนำมาใช้ในยุคที่การลดอัตราดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียวไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้อีก เช่น วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ ปี 2008 และวิกฤติ COVID-19 ปี 2020
กลไกการทำ QE คือ Fed จะทุนสำรองขึ้นมา (พิมพ์เงิน) แล้วเอาทุนสำรองไปแลกกับพันธบัตรที่สถาบันการเงินถือครองอยู่
ตรงนี้คงสงสัยกันว่าทำไมสถาบันการเงินถึงถือครองพันธบัตร ? ซึ่งอย่างที่รู้กันจากกรณี SVB ว่าสถาบันการเงินจะบริหารสภาพคล่องที่ได้จากเงินฝากส่วนหนึ่งด้วยการถือครองพันธบัตร ส่วนอื่นอาจนำไปปล่อยสินเชื่อ (อย่าบริหารผิดพลาด เดี๋ยวเกิดปัญหาแบบ SVB)
ผลที่ได้ก็คือ Fed ได้พันธบัตรจากสถาบันการเงิน ส่วนสถาบันการเงินได้เงินทุนจาก Fed ดังนั้นงบดุล (Balance sheet) ของ Fed จะเพิ่มขึ้นด้วยพันธบัตร ด้านงบดุลของสถาบันการเงินก็เพิ่มขึ้นด้วยเงินทุน
ทำไมต้องทำ QE
ตั้งแต่ยุค 1970-1980 ธนาคารกลางมีเครื่องมือการเงินเพื่อดูแลสภาพเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว คือ อัตราดอกเบี้ย เมื่อเศรษฐกิจร้อนแรงก็ขึ้นอัตราดอกเบี้ย แต่ถ้าเศรษฐกิจชะลอตัวก็ลดอัตราดอกเบี้ย ซึ่งก็ได้ผลมาตลอด
แต่แล้วปี 2008 วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์สร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างหนักมาก ช่วงเวลานั้นฟองสบู่อสังหาฯ แตก จึงได้รับผลกระทบไปด้วย ทำให้ระบบเศรษฐกิจขาดสภาพคล่อง ดังนั้นการลดอัตราดอกเบี้ยจึงไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้
Fed จึงต้องเพิ่มสภาพคล่องเข้าระบบผ่านสถาบันการเงินด้วยการทำ QE ซึ่ง Fed ต้องการให้สถาบันการเงินนำเงินทุนไปปล่อยสินเชื่อเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
และนับตั้งแต่ใช้ QE ครั้งแรกเมื่อปี 2008 และกลับมาใช้ขนาดใหญ่อีกครั้งปี 2020 ระบบการเงินสหรัฐฯ ก็ได้รับสภาพคล่องจาก QE มาโดยตลอดจนถึงปัจจุบันรวมแล้วทั้งหมด 7.769 ล้านล้านดอลลาร์ และยังมีอีกหลายประเทศที่ใช้ QE กระตุ้นเศรษฐกิจเหมือน Fed โดยเฉพาะธนาคารกลางยุโรป (ECB) ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) จะเรียกว่าเศรษฐกิจเสพติดสภาพคล่องไปแล้วก็ว่าได้
ผลของการทำ QE ต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้น
ส่วนนี้จะเป็นคำตอบว่าทำไมเศรษฐกิจถึงเสพติดสภาพคล่องไปแล้ว!!!
อย่างที่พี่ทุยบอกไปว่าจุดประสงค์ของ QE คือ ให้สถาบันการเงินนำสภาพคล่องไปปล่อยสินเชื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ด้วยสภาพเศรษฐกิจที่ซบเซา แถมอัตราดอกเบี้ยก็ต่ำ ผลตอบแทนจากการปล่อยสินเชื่อไม่คุ้มค่ากับความเสี่ยงที่อาจถูกคนกู้ผิดชำระสินเชื่อ
สถาบันการเงินรวมถึงนักลงทุนจึงนำสภาพคล่องไปหาผลตอบแทนจากการลงทุนสินทรัพย์การเงินต่างๆ ที่มีอยู่อย่างจำกัด ทั้งหุ้น ทองคำ รวมถึงคริปโตเคอเรนซี ผลที่ได้ก็คือ ราคาสินทรัพย์จึงขึ้นกันหมด
หรือที่เข้าใจกันง่ายๆ ว่า QE ฉีดเงินเข้ามาจนล้นระบบ เลยวิ่งไปหาสินทรัพย์การเงิน ดันราคาขึ้น และสรุปได้ว่า QE ส่งผลดีต่อตลาดหุ้น ทำให้ตลาดปรับตัวขึ้น
แน่นอนว่านักลงทุนต่างรับผลตอบแทนจากราคาสินทรัพย์การเงินที่ต่างปรับตัวขึ้นกันถ้วนหน้า เงินที่ได้มาถูกนำไปใช้จ่ายกับสินทรัพย์แค่บางอย่างเท่านั้น เช่น อสังหาฯ, สินค้าฟุ่มเฟือย จึงไม่แปลกที่ราคาสินค้าเหล่านั้นเพิ่มขึ้นและยืนระยะมาโดยตลอด
ขณะที่ภาคส่วนอื่นในระบบเศรษฐกิจแทบไม่ได้รับสภาพคล่องจาก QE จึงเห็นได้ว่าอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจทั่วโลกอยู่ในระดับต่ำ แตกต่างจากตลาดหุ้นที่พุ่งขึ้นสิ้นเชิง พี่ทุยเลยสรุปว่า QE แทบไม่ส่งดีโดยตรงต่อเศรษฐกิจ
ทำไม QE รอบนี้ต่างจากรอบวิกฤติ 2008 และ 2020
สัปดาห์ที่แล้วมีข่าวว่างบดุลของ Fed เพิ่มขึ้นประมาณ 300,000 ล้านดอลลาร์ จุดประสงค์และกลไกการเพิ่มสภาพคล่องรอบนี้ต่างจากปี 2008 และ 2020 สิ้นเชิง
รอบนี้ Fed เพิ่มสภาพคล่องผ่าน Bank Term Funding Program และ Discount Windows Lending โดย Discount Windows Lending เป็นการเติมสภาพคล่องให้สถาบันการเงินโดย Fed เปิดวงเงินให้สถาบันการเงิน ซึ่งจะใช้หรือไม่ใช้ก็ได้
ส่วน Bank Term Funding Program เป็นกองทุนที่ Fed จัดตั้งให้สถาบันการเงินนำพันธบัตรที่ขาดทุนมาค้ำประกันกับ Fed เป็นระยะเวลา 1 ปี ระหว่างนี้หากมีการแห่ถอนเงิน Fed ก็จะให้เงินสดกับสถาบันการเงินในจำนวนเท่ากับราคาพาร์ของพันธบัตร (ไม่โดนหักเงินจากการขาดทุน) แต่ถ้าไม่มีการแห่ถอนเงินจนครบระยะเวลา 1 ปี สถาบันการเงินก็มาไถ่ถอนพันธบัตรที่นำมาค้ำประกันคืนไปได้
พี่ทุยพาย้อนอดีตกันสักนิด
ปี 2009 QE1 – งบดุลเพิ่ม นำเงินไปแลกกับพันธบัตรและตราสารหนี้ของสถาบันการเงิน
ปี 2011 QE2 – งบดุลเพิ่ม นำเงินไปแลกกับพันธบัตรและตราสารหนี้ของสถาบันการเงิน
ส่วนปี 2013 QE3 – งบดุลเพิ่ม นำเงินไปแลกกับพันธบัตรและตราสารหนี้ของสถาบันการเงิน
ปี 2019 Stealth QE – งบดุลเพิ่ม นำเงินไปซื้อพันธบัตรในตลาด repo แก้ปัญหาดอกเบี้ย repo พุ่งสูง
ปี 2020 Unlimited QE – งบดุลเพิ่ม นำเงินไปแลกกับพันธบัตรและตราสารหนี้ของสถาบันการเงิน แก้ปัญหา COVID-19
และปี 2023 QE? – งบดุลเพิ่ม เตรียมสภาพคล่องรองรับปัญหาสถาบันการเงิน
พี่ทุยคิดว่า ถ้ามองเพียงการเติมสภาพคล่องเข้าระบบ ก็ตอบได้เลยว่า การเพิ่มงบดุลรอบนี้เป็นการทำ QE แบบปกติเลย
แต่ถ้าดูจากกลไกโดยอิงจากการทำ QE จริง ๆ อย่าง QE1, QE2, QE3 และ Unlimited QE ก็ตอบว่าไม่ใช่การทำ QE เพราะไม่ได้นำเงินไปแลกกับพันธบัตรและตราสารหนี้ของสถาบันการเงิน เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งรอบนี้เป็นการพิมพ์เงินมารอให้สถาบันการเงินยืมไปใช้ถ้าเกิดปัญหาสภาพคล่องเท่านั้น (จะใช้หรือไม่ใช้ก็ได้)
อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์ยังคงถกเถียงกันอยู่ ไม่มีข้อยุติ คงต้องรอลุงพาวเวลล์ออกมายืนยันด้วยตัวเอง พี่ทุยเลยขอเรียกการเพิ่มงบดุลรอบนี้ว่า QE ที่ไม่ใช่ QE ละกัน
ผลของ QE ที่ไม่ใช่ QE รอบนี้ เป็นยังไง?
รอบปี 2008 และ 2020 Fed ต้องการเสริมสภาพคล่องเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจชัดเจน แต่รอบนี้ Fed ต้องการใช้สภาพคล่องแก้ปัญหาภาคสถาบันการเงิน ซึ่งได้ผลเชิงจิตวิทยาไปด้วยในเวลาเดียวกัน เพราะการเปิดวงเงินเสริมสภาพคล่องเตรียมไว้ให้สถาบันการเงิน เป็นการแสดงให้ตลาดเห็นว่า Fed เตรียมสภาพคล่องรับสถานการณ์ไว้เรียบร้อยแล้ว
ด้วยเวลาที่ผ่านไปไม่นาน ยังไม่สามารถสรุปได้ว่า QE ที่ไม่ใช่ QE รอบนี้จะส่งผลให้สินทรัพย์การเงินปรับตัวขึ้นหรือไม่ แต่อย่างน้อยก็เห็นได้ว่าช่วยควบคุมสถานการณ์ได้ และผลทางจิตวิทยาก็ทำให้ตลาดการเงินผันผวนน้อยลง
จับตาการประชุม FOMC ให้ดีว่าจะมีการปรับเชิงนโยบายอย่างไร ?
ประเด็นหนึ่งที่กดดันทั้งตลาดการลงทุนและเศรษฐกิจทั่วโลกอยู่ ณ เวลานี้ปัญหา “เงินเฟ้อ” ทำให้ทั่วโลกต้องใช้ยาแรงด้วย “นโยบายการเงินแบบหดตัว” ของเหล่าธนาคารลกางโดยเฉพาะ Fed ที่มีการขึ้นดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องพร้อมกับการทำ QT (ด้านตรงข้ามของ QE) เพื่อลดความร้อนแรงของเงินเฟ้อลง
แต่ก็อย่างที่เราเห็นว่าเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ระบบธนาคารทั่วโลกมีปัญหาอยู่ ณ ปัจจุบันเลยก็เพราะว่าการขึ้นดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องทำให้เกิดผลขาดทุนจากการถือครองพันธบัตรรัฐบาล สิ่งที่น่าสนใจก็คือทีท่าของ Fed หลังจากนี้ว่าจะทำอย่างไรต่อไป
- จะขึ้นดอกเบี้ยต่อเพื่อเอาเงินเฟ้อให้ลงตามเป้าหมายแรกที่ตั้งใจ
- จะชะลอการขึ้นดอกเบี้ยหรือคงดอกเบี้ยในระดับสูงไว้เท่านี้ เพื่อลดความเสียหายที่กำลังเกิดขึ้นกับระบบการเงิน
ซึ่งผลการประชุม FOMC หลังจากนี้เป็นต้นไปที่จะมีการจัดขึ้นทุก ๆ 45 วัน และท่าทีของประธาน Fed จะเป็นอะไรที่คนทั่วโลกในการจับตามองแน่นอน เพราะนโยบายที่ออกมาจะเป็นตัวชี้นำมุมมองของนักลงทุน และส่งผลกระทบต่อพอร์ตการลงทุนของเราอย่างแน่นอน
อ่านเพิ่ม
