ระหว่างที่ทุกสายตาพุ่งไปที่ข่าวร้อนอย่างการควบรวมกิจการระหว่างสองค่ายมือถือยักษ์ใหญ่อย่าง TRUE และ DTAC ในวันเดียวกันนั้นเอง ทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือแบงก์ชาติ ได้ออกประกาศมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้เพิ่มเติม เมื่อวันที่ 22 พ.ย. 2564 มาตรการล่าสุดที่ออกมาคือ “มาตรการรวมหนี้”
ซึ่งพี่ทุยเชื่อว่า หลายคนคงมีคำถามเกี่ยวกับมาตรการนี้ว่าจะช่วยเหลือเราได้อย่างไร และมีข้อเสียอย่างไรบ้าง
“มาตรการรวมหนี้” คืออะไร?
การรวมหนี้ หรือ Debt Consolidation เป็นหนึ่งในวิธีการปรับโครงสร้างหนี้ โดยนำเอาหนี้ที่เราก่อไว้กับธนาคารหลายแห่ง หรือแม้กระทั่งหนี้นอกระบบมารวมเอาไว้ที่เดียว
โดยมาตรการล่าสุดของ ธปท. เป็นการเจาะจงไปที่การรวมหนี้ “สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย” เข้ากับ “หนี้รายย่อย” อื่น ๆ เช่น หนี้บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด สินเชื่อส่วนบุคคล เป็นต้น โดยสามารถรวมกันได้ภายในธนาคารเดียวกัน (หนี้สินเชื่อบ้าน + หนี้รายย่อย) หรือโอนหนี้ไปต่างธนาคารก็ได้
“มาตรการรวมหนี้” ช่วยเราได้อย่างไร?
พี่ทุยมองว่า มาตรการนี้เป็นการใช้ประโยชน์จากการมี “บ้านที่ต้องผ่อน” เป็นหลักประกันสำหรับชำระหนี้ โดยตามประกาศของ ธปท. ระบุว่า อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านจะไม่เปลี่ยนแปลงหลังรวมหนี้แล้ว ส่วนหนี้รายย่อยจะมีอัตราดอกเบี้ยเท่าสินเชื่อบ้าน + 2% ต่อปี ซึ่งต่ำกว่าดอกเบี้ยหนี้ย่อยอื่น ๆ
ตัวอย่าง อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยปีที่ 1-3 สำหรับสินเชื่อที่อยู่อาศัยจะอยู่ที่ 2-7% แต่อัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตเฉลี่ยอยู่ที่ 18% ต่อปีเลยทีเดียว ซึ่งเมื่อปี 2563 ที่ผ่านมาทาง ธปท. ได้พยายามช่วยเหลือลูกหนี้บัตรเครดิตด้วยการปรับเพดานดอกเบี้ยของบัตรเครดิตลงจาก 18% เหลือ 16%
โดย “มาตรการรวมหนี้” นั้นทางลูกหนี้จะไม่เสียประวัติเครดิตอีกด้วย เพราะถือว่ายังอยู่ในขั้นตอนของการปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งยังไม่ถึงขั้นที่กลายเป็นหนี้เสีย
อย่างไรก็ตาม ก่อนเข้าร่วม “มาตรการรวมหนี้” จะต้องพิจารณาข้อมูลต่าง ๆ ให้ดี โดยเฉพาะอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับที่พึงพอใจมั้ย หรือ การรวมหนี้บัตรเครดิตนั้น หนี้ที่รวมไปเป็นก้อนใหม่จะประกอบไปด้วยเงินต้น ดอกเบี้ยค้างชำระ และค่าปรับ ก่อนนำไปคิดดอกเบี้ยในอัตราใหม่ ทำให้ต้องเสียดอกเบี้ยสองต่อ จึงต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนก่อนตัดสินใจ
ก่อนหน้านี้ ธปท. มีมาตรการช่วยเหลืออะไรมาแล้วบ้าง ?
อย่างที่พี่ทุยกล่าวไว้ข้างต้นว่า ก่อนหน้านี้ทาง ธปท. ได้ลดเพดานหนี้บัตรเครดิตลงมาแล้ว ดังนั้น มาตรการที่ ธปท. ออกมาเมื่อวันที่ 22 พ.ย. นั้น จึงไม่ใช่มาตรการเดียวที่ทาง ธปท. ออกมาเพื่อช่วยเหลือประชาชนขณะนี้
ตลอดช่วงการระบาดของโควิด-19 ตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา ทางธปท. ได้ออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้มาถึง 3 ระยะแล้วด้วยกัน โดยระยะแรกเริ่มต้นเมื่อเดือน เม.ย. 2563 ระยะที่ 2 เริ่มต้นเมื่อเดือน ก.ค. 2563 และระยะที่ 3 เริ่มต้น 17 พ.ค. 2564 พร้อมมีกำหนดสิ้นสุดในวันที่ 31 ธ.ค. 2564 ที่จะถึงนี้
สำหรับผู้ที่ต้องการดูมาตรการช่วยเหลือแบ่งตามประเภทและธนาคาร สามารถเข้าไปดู ที่นี่ ในส่วนของหัวข้อ “มาตรการช่วยเหลือ” ได้เลย
สภาพหนี้ในไทยแย่ขนาดนั้นเลยหรอ ?
มาถึงตรงนี้หลายคนคงมีคำถามในใจแล้วว่า “สภาพหนี้ในประเทศย่ำแย่ขนาดนั้นเลยหรอ?” ถึงต้องมีมาตรการจำนวนมากออกมาเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้
หนี้เสีย หรือ Non-performing loan (NPL) เป็นหนี้ที่ลูกหนี้ไม่สามารถชำระเงินได้แล้ว และไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่อผู้ที่ปล่อยกู้ โดยมูลค่าหนี้เสียเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สามารถบอกสถานการณ์หนี้ในประเทศได้
เมื่อสภาพเศรษฐกิจย่ำแย่จากโควิด-19 ลูกหนี้ที่ไม่เคยผิดนัดชำระหนี้เลยก็เริ่มผิดนัดเพราะไม่สามารถค้าขายได้ตามปกติ
จากข้อมูลของสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย พบว่า เมื่อนับถึงครึ่งปี 2564 ไทยมีหนี้เสียธนาคารอยู่เกือบ 5 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2563 ที่อยู่ที่ 4.8 แสนล้านบาท โดยธนาคารส่วนใหญ่มีหนี้เสียเพิ่มขึ้นทั้งสิ้น ยกเว้นธนาคารกรุงไทยที่มีหนี้เสียน้อยลง
นอกจากนี้ ตัวเลขล่าสุดจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พบว่า ตัวเลขหนี้ครัวเรือนปรับเพิ่มขึ้น 5% อยู่ที่ 14.27 ล้านบาทในไตรมาส 3 / 2564 ต่อเนื่องจากไตรมาส 2 / 2564 ที่เพิ่มขึ้นมาแล้ว 4.7% หรือคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 90% ต่อ GDP
นอกจากนี้ ยังพบว่า ตั้งเเต่ไตรมาส 2 / 2564 ถึงไตรมาส 3 / 2564 หนี้เสียของบัตรเครดิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องมากกว่า 3% ติดต่อกัน 2 ไตรมาสแล้ว โดย 1 ใน 3 ของหนี้เสียบัตรเครดิตมาจากผู้ที่มีอายุน้อยกว่า 35 ปี
ด้วยสภาพเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นและเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ทำให้ค่าครองชีพเพิ่มขึ้นตามไป พี่ทุยว่า แม้ ธปท. จะออกมาตรการรวมหนี้มาช่วยเหลือ เเต่ว่าสุดท้ายเเล้ว หากลูกหนี้ไม่มีรายได้ ก็ไม่สามารถจ่ายหนี้ได้อยู่ดี
