"หนี้ครัวเรือน" ไทย สูงสุดในโลก

เกิดวิกฤตหรือไม่ ? ไทยกำลังจะมี “หนี้ครัวเรือน” สูงที่สุดในโลก

3 min read    Money Buffalo

ฉบับย่อ

  • วิกฤตการแพร่ระบาดของโควิด-19 ตั้งแต่ระลอกแรกในปี 2563 จนถึงระลอกใหม่ในปัจจุบัน ทำให้รายได้ของประชาชนลดลงอย่างหนัก จนซ้ำเติมหนี้ครัวเรือนไทยที่เปราะบางอยู่แล้วให้เพิ่มสูงขึ้น
  • หนี้ครัวเรือนไทยสูงสุดในรอบเกือบ 20 ปี และไทยอาจเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่มีสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP สูงที่สุดในโลก
  • จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติและศูนย์วิจัยของธนาคารกสิกรไทย พบว่าโดยเฉลี่ยแล้วคนไทยมีภาระหนี้สูงกว่าระดับเงินออม คนที่มีรายได้น้อยจะมีภาระหนี้ที่สูงและระดับเงินออมที่ต่ำกว่าคนที่มีรายได้สูง

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

ก่อนที่จะพูดถึง “หนี้ครัวเรือน” พี่ทุยขอย้อนกลับมาตั้งแต่เกิดการระบาดของโควิด-19 ในระลอกแรกตลอดทั้งปี 2563 จนถึงระลอกใหม่เมื่อต้นปี 2564 ที่ผ่านมา ก็ทำให้รายได้ของประชาชนโดยรวมลดลง ไม่ว่าสาเหตุจากการปิดตัวลงของธุรกิจทำให้ถูกเลิกจ้างงาน หรือโดนลดเงินเดือนและค่าล่วงเวลาต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่ทำให้เงินในกระเป๋าสตางค์ของเราลดลงทั้งสิ้น แต่ค่าใช้จ่ายและภาระหนี้สินยังคงมีอยู่

ซึ่งการระบาดระลอกใหม่เมื่อต้นปีที่ผ่านมาได้เริ่มบรรเทาลง รายได้และรายจ่ายของแต่ละคน รวมไปถึงผู้ประกอบการค้าขายต่าง ๆ เริ่มหายใจได้ทั่วท้องกันมากขึ้น เพราะสถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศค่อนข้างดีขึ้นเรื่อย ๆ จนหลายคนเริ่มวางแผนท่องเที่ยวหน้าร้อนกันบ้างแล้ว

แต่ในที่สุดก่อนวันหยุดยาวการแพร่ระบาดระลอกใหม่กลับมาอีกครั้ง จนหลายคนต้องยอมทิ้งตั๋วที่พักและยอมเสียเงินฟรีเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากการระบาดครั้งนี้ ทำให้ภาวะหนี้ครัวเรือนโดยรวมของไทยที่มีความเปราะบางเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ดูเหมือนว่าจะถูกซ้ำเติมจากรายได้ที่ลดลงต่อเนื่องไปอีก ท่ามกลางค่าใช้จ่ายและภาระหนี้ที่ยังสูงอยู่

ไทยอาจเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่มีสัดส่วน “หนี้ครัวเรือน” ต่อ GDP สูงที่สุดในโลก

ก่อนหน้านี้ทางธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) ได้ออกมาบอกว่าหนี้ครัวเรือนของไทยปี 2563 สูงสุดในรอบเกือบ 20 ปี ที่มูลค่าราว 14 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ที่ 89.3% ซึ่งหากนับรวมกับการระบาดระลอกใหม่รอบที่ 2 ที่ดูรวดเร็วและรุนแรงกว่ารอบที่ผ่านมา คงจะทำให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ของไทยขยับเกิน 90% แน่นอน และอาจจะเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่มีหนี้ครัวเรือนสูงที่สุดในโลกก็เป็นได้ จากการที่ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทยและ IMF ได้ปรับลดการคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย 

ซึ่งประเทศที่มีสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP สูงสุดในโลก 2 อันดับแรก คือ แคนาดาที่ประมาณ 109.6% รองลงมาเป็นเกาหลีใต้ที่ประมาณ 103.8% แต่ทั้งสองประเทศมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับสูง ซึ่งทาง IMF คาดไว้ที่ 5.0% สำหรับแคนาดาและ 3.6% สำหรับเกาหลีใต้

แต่ที่น่าสนใจว่าประเทศที่มีสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP รองลงมา นั่นคือ ไทย ซึ่งเป็นประเทศเศรษฐกิจกำลังพัฒนาที่มีสัดส่วนดังกล่าวอยู่ที่ 89.3% ตามที่พี่ทุยบอกไปข้างต้น ตามมาด้วยประเทศฮ่องกง สหรัฐฯ สิงคโปร์ และญี่ปุ่น ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นประเทศในกลุ่มเศรษฐกิจพัฒนาแล้วทั้งสิ้น

ขณะที่หากลองดูประเทศเศรษฐกิจกำลังพัฒนาเหมือนไทยอย่าง จีน ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย จะพบว่ามีสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP อยู่ในระดับต่ำ และต่ำกว่าไทยหลายช่วงตัวเลยทีเดียว แถมยังมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงกว่าไทย

TOP10 ประเทศที่มีหนี้ครัวเรือนสูงที่สุดในโลก

"หนี้ครัวเรือน" ไทย สูงสุดในโลก

โดยเฉลี่ยคนไทยมีภาระหนี้สูงกว่าระดับเงินออม

แน่นอนว่าผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ความสามารถในการจ่ายคืนหนี้ของประชาชนลดลง เนื่องจากรายรับเกิดความไม่แน่นอน รวมทั้งต้องประสบกับรายได้ที่ลดลง ส่งผลให้หลายคนต้องนำเงินออมออกมาใช้ก่อน

จากข้อมูลการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติและจากการวิเคราะห์ของศูนย์วิจัยของธนาคารกสิกรไทยได้ประเมินความสามารถในการจ่ายคืนหนี้และระดับเงินออมของประชาชนคนไทย โดยดูจากสัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ (Debt Service Ratio: DSR) และสัดส่วนเงินออมต่อรายได้ (Saving Rate: SR) พบว่า โดยเฉลี่ยแล้วคนไทยมีสัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ (DSR) อยู่ที่ 27% และมีสัดส่วนของเงินออม (SR) อยู่ที่ 22% นั่นหมายความว่า โดยเฉลี่ยแล้วคนไทยมีภาระหนี้สูงกว่าระดับของเงินออม

คนที่มีรายได้น้อยจะมีภาระหนี้ที่สูงกว่าและระดับเงินออมที่ต่ำกว่าคนที่มีรายได้สูง

ทีนี้เมื่อดูลึกลงไปแบ่งตามระดับรายได้ พบว่า คนไทยที่มีรายได้ต่ำกว่า 10,000 บาทต่อเดือน มีสัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ (DSR) สูงถึง 40% แต่มีสัดส่วนเงินออมต่อรายได้ (SR) เพียง 14% เท่านั้น หมายความว่า รายได้ที่หามา 100 บาท ต้องนำไปชำระหนี้เกือบครึ่งหนึ่งหรือ 40 บาท และเมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้วจะเหลือเงินเก็บไว้ออมเพียง 14 บาทเท่านั้น หรือเก็บออมได้เพียง 1 ใน 10 จากรายได้ทั้งหมด

ขณะที่เมื่อมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 20,000 30,000 จนกระทั่ง 50,000 บาทต่อเดือน สัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ (DSR) ค่อย ๆ ลดลง และสัดส่วนเงินออมต่อรายได้ (SR) ก็ค่อย ๆ เพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะจากการที่เริ่มมีรายได้มากขึ้น ก็ทำให้สามารถเก็บเงินได้เพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน แต่ถือว่ากลุ่มนี้ยังมีภาระหนี้สินกับเงินออมใกล้เคียงกัน นั่นคือ หากไม่รักษาวินัยทางการเงินก็อาจนำมาสู่ปัญหาทางการเงินได้เช่นกัน และกลุ่มที่มีรายได้สูงเกินกว่า 50,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป เริ่มมีเงินออมมากขึ้นจนมีความสามารถพอที่จะชำระหนี้และใช้จ่ายอย่างอื่นได้ไม่ตึงมือมากเท่าไหร่นัก

สุดท้ายแล้วพี่ทุยว่าในช่วงสถานการณ์แบบนี้ที่หลายคนประสบปัญหากับเงินหดรายได้หายไปบ้าง แต่คงจะดีไม่น้อยถ้าหากเราเริ่มต้นสำรวจตัวเองด้วยเทคนิค DSR และ SR ง่าย ๆ ว่ามีรายจ่ายหนี้สินคิดเป็นเท่าไหร่ต่อรายได้ทั้งเดือน ขณะเดียวกันถ้าหากหักค่าใช้จ่ายหมดแล้วเราจะเหลือเงินออมเท่าไหร่

หากรายได้เราไม่พอชำระหนี้สินก็คงจำเป็นต้องเพิ่มรายได้หรือก็ไม่ควรสร้างภาระหนี้เพิ่ม ซึ่งทุกวันนี้พี่ทุยว่าในยุค New Normal ก็มีงานหลายรูปแบบมากขึ้น ทั้งอาชีพอิสระทำงานที่บ้าน (Work from Home) หรือทำงานที่ไหนบนโลกก็ได้ (Work from Anywhere) และหากมีรายได้เข้ามาก็ต้องหักส่วนหนึ่งเพื่อเก็บไว้เป็นเงินออมเลยทันที

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile