ช่วงนี้จะได้ยินข่าวเงินบาทแข็งค่าหนักมาก ปลายปี 2567 ขึ้นไปแตะ 33 บาท ต่อ 1 ดอลลาร์แล้ว ทั้งที่ต้นปี 2567 ยังอยู่ 36-37 บาท แล้วการที่ค่าเงิน เดี๋ยวอ่อนค่า เดี๋ยวแข็งค่า เกิดจากอะไร ปัจจัยอะไรเป็นสิ่งที่กำหนดทิศทางอัตราแลกเปลี่ยน มีผลกำหนด ค่าเงิน แข็งค่า-อ่อนค่า ใครได้ใครเสียประโยชน์ พี่ทุยมีคำตอบ ไปดูกัน
ค่าเงิน คืออะไร ทำไมมี แข็งค่า-อ่อนค่า
คือ การเปรียบเทียบกันระหว่างอัตราแลกเปลี่ยนของ “สกุลเงินหนึ่ง” เทียบกับ “เงินสกุลอื่น” เช่น เงินบาท เทียบกับ เงินดอลลาร์ เช่น สมมติ เดือนก่อน 1 ดอลลาร์ แลกเป็นเงินบาทได้ 34 บาท แต่เดือนถัดมา 1 ดอลลาร์ แลกเป็นเงินบาทได้ 37 บาท อย่างนี้เรียกว่า เงินบาทอ่อนค่า หรือในทางกลับกันคือ เงินดอลลาร์แข็ง นั่นเอง
ทำไมโลกต้องมีหลาย ๆ สกุลเงิน ไม่ใช่สกุลเงินเดียว
สาเหตุที่แต่ละประเทศต้องมีสกุลเงินเป็นของตัวเองนั้น เหตุผลสำคัญก็เพื่อ “รักษาเสถียรภาพทางการเงิน (Stabilizer)” เอาไว้
เพื่อให้เห็นภาพยิ่งขึ้น สมมติว่า ประเทศ A มีอัตราเงินเฟ้อที่มากกว่าประเทศอื่น ๆ ราคาสินค้าถีบตัวพุ่งสูงขึ้น ผลที่ตามมาคือจะเกิดแรงเทขายสกุลเงินประเทศ A และทำให้เงินอ่อนค่าลง
แล้วเมื่อค่าเงินของประเทศ A อ่อนค่าลง หมายความว่าเราสามารถซื้อเงินสกุลประเทศ A ได้ปริมาณที่มากขึ้น บริโภคได้เยอะขึ้นด้วยจำนวนเงินเท่าเดิม ความต้องการซื้อสกุลเงินประเทศ A จึงเพิ่มสูงขึ้น เกิดดุลยภาพของอัตราแลกเปลี่ยนใหม่ และในที่สุดก็ค่าเงินก็จะค่อย ๆ แข็งตัวขึ้นในเวลาต่อมา
ในทางกลับกันหากทั้งโลกไม่มีเรื่องของ ค่าเงินอ่อน – แข็งค่า กลไกการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ก็จะไม่เกิดขึ้น ดังนั้น “สกุลเงิน” จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่คอยถ่วงสมดุลทางเศรษฐกิจเอาไว้อยู่เสมอ
ปัจจัยที่ทำให้ ค่าเงิน แข็งค่า-อ่อนค่า
กลไกการเปลี่ยนแปลงของค่าเงิน พี่ทุยขออธิบายง่าย ๆ ด้วยกฎของ Demand-Supply โดย “ราคา” จะถูกกำหนดจาก “ความต้องการซื้อ (Demand)” และ “ความต้องการขาย (Supply)” กล่าวคือ ถ้าหากของชิ้นใดมี “ความต้องการซื้อมากขึ้น” ก็จะทำให้ราคาของชิ้นนั้นขยับสูงขึ้นตามไปด้วย ในทางกลับกัน ถ้าหาก “ความต้องการขายมากขึ้น” ราคาก็จะปรับตัวลง
ในเรื่องของค่าเงินก็เช่นเดียวกัน หากสกุลเงินไหนที่มีความต้องการมาก สกุลเงินดังกล่าวก็จะ “แข็งค่าขึ้น” และ “อ่อนค่าลง” เมื่อมีความต้องการขายเพิ่มขึ้น
โดยปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อสกุลเงินให้แข็งค่า-อ่อนค่า หลัก ๆ มีดังนี้
1. อัตราดอกเบี้ยและเงินเฟ้อ
นักลงทุนทุกคนต้องการผลตอบแทนที่สูง ดังนั้นเงินจึงไหลจากประเทศที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำไปประเทศที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า ความต้องการเงินของประเทศที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าจึงมากขึ้นเงินจึงแข็งค่า ในทางกลับกันความต้องการเงินของประเทศที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าก็จะลดลง เงินจึงอ่อนค่า
ยกตัวอย่างเช่น ไทยขึ้นอัตราดอกเบี้ย ส่วนสหรัฐฯ ยังคงอัตราดอกเบี้ย เงินลงทุนจะไหลเข้าไทยเพื่อหาผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้น เงินจากต่างประเทศต้องถูกแลกเป็นเงินบาท ทำให้ความต้องการเงินบาทเพิ่มขึ้น เงินบาทจึง ‘แข็งค่า’ โดยเฉพาะเทียบกับเงินดอลลาร์หรือสกุลเงินของประเทศที่อัตราดอกเบี้ยต่ำกว่า
แต่ถ้าไทยลดอัตราดอกเบี้ย ส่วนสหรัฐฯ คงอัตราดอกเบี้ย เงินลงทุนจะไหลออกจากประเทศไปหาประเทศที่ให้อัตราดอกเบี้ยสูงกว่า เงินบาทจะถูกแลกเป็นสกุลเงินต่างประเทศ ส่งให้ความต้องการเงินบาทลดลง เงินบาทจึง ‘อ่อนค่า’ โดยเฉพาะเทียบกับเงินดอลลาร์หรือสกุลเงินของประเทศที่อัตราดอกเบี้ยสูงกว่า
โดยทั่วไปธนาคารกลางจะขึ้นดอกเบี้ยเพื่อชะลอเงินเฟ้อ แต่ถ้าประเทศนั้นเกิดมีเงินเฟ้อสูงมากจนเรียกว่า Hyperinflation แม้ธนาคารกลางจะขึ้นดอกเบี้ยเยอะมากเพื่อหยุดยั้ง Hyperinflation ก็ไม่อาจทำให้สกุลเงินของประเทศแข็งค่าได้ เพราะนักลงทุนมีกังวลต่อเงินเฟ้อมากจนไม่กล้านำเงินเข้าไปเสี่ยงแม้จะได้ผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นจากการขึ้นดอกเบี้ยก็ตาม อีกทั้งยังเอาเงินออกจากประเทศเหล่านั้นอีกด้วย เช่น ประเทศตุรกี, อาร์เจนติน่า
ดังนั้นกรณีการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อหยุดยั้ง Hyperinflation อาจเป็นข้อยกเว้นสำหรับปัจจัยอัตราดอกเบี้ยที่มีผลต่อทิศทางอัตราแลกเปลี่ยน
2. การค้าและการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ กำหนด ค่าเงิน แข็งค่า-อ่อนค่า
ถ้าประเทศไทยส่งออกสินค้าและบริการมากกว่านำเข้า (เกินดุลการค้า) ประเทศก็จะมีเงินสกุลต่างประเทศมากขึ้น และเงินจากต่างประเทศก็จะถูกแลกเป็นเงินบาท ส่งให้ความต้องการเงินบาทมากขึ้น ดังนั้นหากไทยเกินดุลการค้าเงินบาทก็จะแข็งค่า
และแน่นอนว่าถ้าไทยนำเข้าสินค้าและบริการมากกว่าส่งออก (ขาดดุลการค้า) เงินจะย้ายออกจากประเทศ เงินบาทก็จะถูกแลกเป็นเงินต่างประเทศ ทำให้ความต้องการเงินบาทลดลง ดังนั้นเมื่อไทยขาดดุลการค้า เงินบาทก็จะอ่อนค่าลง
ด้านการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศก็มีผลต่อทิศทางค่าเงินบาทเช่นกัน โดยมีความสัมพันธ์ดังนี้ ถ้านักลงทุนต่างชาติมองเห็นโอกาสในตลาดหุ้นไทย แล้วเอาเงินเข้ามาลงทุน ก็จะส่งผลให้มีความต้องการเงินบาทมากขึ้น เงินบาทก็จะ ‘แข็งค่า’
แต่ถ้านักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทยและนำเงินออกจากประเทศ ความต้องการเงินบาทก็จะลดลง เงินบาทก็จะ ‘อ่อนค่า’
สุดท้ายต้องคิดผลรวมปริมาณเงินเข้าออกประเทศสุทธิระหว่างการค้าและการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ เช่น หากไทยเกินดุลการค้า 100 ล้านบาท แต่ต่างชาติขายหุ้นไทยและนำเงินออกนอกประเทศ 120 ล้านบาท ทำให้ผลรวมแล้วมีเงินไหลออกจากประเทศไทย 20 ล้านบาท เงินบาทก็จะ ‘อ่อนค่า’
3. นโยบายการเงินของธนาคารกลาง
ธนาคารแห่งประเทศไทยมีหน้าที่ควบคุมปริมาณเงินให้เหมาะสมกับปัจจัยทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ด้วยเครื่องมือ 2 อย่าง ประกอบด้วย
(1) อัตราส่วนสินทรัพย์สภาพคล่อง (Required Reserve Ratio)
คือ อัตราส่วนเงินฝากขั้นต่ำที่ธนาคารพาณิชย์ต้องเป็นไว้เป็นเงินสำรอง
เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดอัตราส่วนสินทรัพย์สภาพคล่องไว้ที่ 10% เงินฝากทุก 100 บาท จะถูกเก็บไว้เป็นเงินสำรอง 10 บาท ส่วนอีก 90 บาท ธนาคารพาณิชย์ก็นำไปปล่อยกู้ได้
ถ้าธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นควรว่าต้องลดปริมาณเงินบาทในระบบ ก็จะเพิ่มอัตราส่วนสินทรัพย์สภาพคล่อง เช่น จาก 10% เป็น 20% ทำให้ธนาคารพาณิชย์มีเงินจากเงินฝากทุก ๆ 100 บาท ไปปล่อยกู้ลดลงจาก 90 บาท เป็น 80 บาท ปริมาณเงินบาทอยู่ในระบบก็ลดลง ในขณะที่ความต้องการเงินบาทเท่าเดิม ทำให้เงินบาท ‘แข็งค่า’ และถ้าธนาคารแห่งประเทศไทยลดอัตราส่วนสินทรัพย์สภาพคล่อง ปริมาณเงินบาทในระบบก็จะเพิ่มขึ้น ทำให้เงินบาท ‘อ่อนค่า’
(2) การซื้อขายเงินบาทผ่านตลาดการเงิน
ธนาคารแห่งประเทศไทยสามารถเพิ่มหรือลดปริมาณเงินบาทในระบบได้ด้วยการซื้อขายเงินบาทผ่านตลาดการเงิน โดยต้องการลดปริมาณเงินบาทในระบบก็จะนำสกุลเงินต่างประเทศในคลังไปแลกเป็นเงินบาท (ซื้อเงินบาทด้วยเงินต่างชาติ) ปริมาณเงินบาทในระบบก็จะลดลง เงินบาทจะ ‘แข็งค่า’
ถ้าต้องการเพิ่มเงินบาทในระบบก็จะนำเงินบาทในคลังไปแลกเป็นสกุลเงินต่างประเทศ (ขายเงินบาทแลกกับสกุลเงินต่างชาติ) ปริมาณเงินบาทในระบบก็จะเพิ่มขึ้น เงินบาทจะ ‘อ่อนค่า’
4. สถานการณ์ภายในประเทศและปัจจัยระหว่างประเทศ ส่งผลต่อ ค่าเงิน แข็งค่า-อ่อนค่า
สถานการณ์ในประเทศทั้งประเด็นการเมืองและความมั่งคงของระบบการเงินต่างเป็นประเด็นที่กระทบต่อความต้องการสกุลเงินของประเทศนั้น ๆ อีกทั้งการเมืองระหว่างประเทศก็มีผลกระทบบ้างแม้อาจไม่บ่อยมากนัก เช่น สหประชาชาติมีมติคว่ำบาตรการนำเข้าสินค้าของประเทศใดประเทศหนึ่ง
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่น ๆ อีกนอกจาก 4 ปัจจัยที่กล่าวมาข้างต้นที่อาจส่งผลกระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยนได้ในแต่ละช่วงเวลาด้วย เช่น การใช้นโยบายการเงินผิดพลาดเปิดช่องให้ Hedge fund เข้าโจมตีค่าเงิน ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก
อย่างไรก็ตามปัจจัยที่พี่ทุยรวบรวมมาให้นี้ต่างเป็นปัจจัยหลักที่สามารถนำไปใช้พิจารณาแนวโน้มค่าเงินได้ ซึ่งในโลกความเป็นจริงอาจมีหลายปัจจัยเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าปัจจัยไหนมีอิทธิพลมากที่สุดก็จะเป็นสิ่งที่กำหนดอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงนั้น ยกตัวอย่างเช่น
เศรษฐกิจสหรัฐฯ กลับมาฟื้นตัวอย่างรวดเร็วด้วยการบริโภคภายในจากการเงินเก็บของประชาชนซึ่งไม่ได้ใช้ระหว่างที่มีมาตร lockdown แม้ต้องนำเข้าสินค้าปริมาณมหาศาลเพื่อตอบสนองการบริโภคภายในซึ่งจะทำให้เงินในประเทศไหลออกไปนอกประเทศเป็นจำนวนมาก
แต่เมื่อธนาคารกลางส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยเพื่อชะลอเงินเฟ้อ อีกทั้งตลาดหุ้นมีความน่าสนใจจึงดึงดูดเงินลงทุนจากต่างชาติเข้าประเทศได้มากกว่าเงินที่เสียออกไปจากการนำเข้า เงินดอลลาร์จึงแข็งค่าขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง แสดงว่าปัจจัยอัตราดอกเบี้ยและเงินเฟ้อรวมไปถึงการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศมีอิทธิพลมากกว่าการค้าระหว่างประเทศ
การที่ค่าเงิน แข็งค่า-อ่อนค่า ย่อมทำให้มีคนได้รับประโยชน์และเสียประโยชน์ เวลาเงินบาทอ่อนลง คนที่ต้องซื้อของจากต่างประเทศ เป็นหนี้ต่างประเทศ ที่จำเป็นต้องแลกเงินบาทเป็นสกุลเงินต่างประเทศ จะเสียประโยชน์ เพราะต้องใช้เงินบาทมากขึ้นเพื่อแลกเงินต่างประเทศเท่าเดิม แต่ขณะเดียวกัน เมื่อเงินบาทอ่อนค่า คนมีรายได้จากเงินต่างประเทศ ก็ใช้เงินต่างประเทศที่ได้เท่าเดิมแต่แลกเป็นเงินไทยได้มากขึ้น ซึ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์เงินบาทแข็งค่าคนได้รับประโยชน์และเสียประโยชน์ก็จะสลับกัน
อ่านเพิ่ม
