จะเกิดอะไรขึ้น ? เมื่อ UBS ซื้อ Credit Suisse

จะเกิดอะไรขึ้น ? เมื่อ UBS ซื้อ Credit Suisse

3 min read    Money Buffalo

ฉบับย่อ

  • UBS ประกาศเข้าซื้อกิจการ Credit Suisse ด้วยเงิน 3,000 ล้านฟรังก์สวิส หลังได้รับการสนับสนุนจากธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์  
  • Credit Suisse เดินมาถึงจุดนี้ได้ เกิดขึ้นจากปัญหาของตัวเอง ที่ทำให้ลูกค้าและผู้ลงทุนขาดความเชื่อมั่น 
  • ภายหลังควบรวมแล้ว จะทำให้ UBS มีสินทรัพย์ด้านการลงทุนรวม 5,000 ล้านล้านดอลลาร์ 
  • การควบรวมครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการกู้วิกฤตความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อระบบการเงินในยุโรป เพื่อหยุดไม่ให้วิกฤตความเชื่อมั่นลุกลามไปกว่านี้

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

ข่าวต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาซึ่งเขย่าโลกการเงินไม่น้อย ก็คือการที่ UBS ซื้อ Credit Suisse หรือถ้าเปรียบเทียบก็เหมือนธนาคารอันดับหนึ่งและอันดับสองของสวิสควบรวมกันนั่นเอง

ซึ่งก็เป็นผลพวงมาจากต้นเดือน มี.ค. 2023 ธนาคาร Silicon Valley Bank ในสหรัฐฯ ถูกปิด สร้างความปั่นป่วนให้กับกลุ่มสถาบันการเงินในสหรัฐฯ จากนั้น ฝั่งยุโรป ก็เกิดความปั่นป่วนตามมาติด ๆ เมื่อ Credit Suisse สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ที่มีต้นกำเนิดในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และมีอายุถึง 167 ปี (ก่อตั้งปี 1856) ส่อแววไปไม่รอด

หลัง Saudi National Bank หรือ ผู้ถือหุ้นใหญ่ ไม่ยอมเพิ่มทุนให้ ด้วยเหตุผลว่า ติดเกณฑ์การถือหุ้นได้ไม่เกิน 10% โดยหากถือเกิน จะต้องถูกหน่วยงานของซาอุดิอาระเบีย สวิตเซอร์แลนด์ หรือทางยุโรป บังคับใช้กฎระเบียบเพิ่มเติม

เหตุการณ์นี้ ส่งผลให้หุ้น Credit Suisse ร่วงหนัก ร้อนถึงธนาคารแห่งชาติสวิตเซอร์แลนด์ (SNB) ต้องออกโรงช่วย เพื่อไม่ให้ปัญหา Credit Suisse ทำให้ตลาดกังวลมาก จนลุกลามไปกระทบทั้งระบบสถาบันการเงิน เพราะลำพังมีข่าว SNB จากฝั่งสหรัฐฯ ออกมา นักลงทุนก็ตื่นกันทั้งตลาดแล้ว และสุดท้าย ภารกิจกู้วิกฤต Credit Suisse ก็จบลงด้วยการที่ UBS เข้าซื้อกิจการ 

ดีลครั้งนี้ เกิดขึ้นได้อย่างไร ทำไมต้องเป็น UBS และหลังจาก UBS เข้าซื้อ Credit Suisse ไปแล้ว จะมีอะไรเกิดขึ้นตามมาอีก วันนี้ พี่ทุยจะมาวิเคราะห์ให้ฟัง 

ปัญหา Credit Suisse คืออะไร

พี่ทุยต้องบอกก่อนว่า Credit Suisse ไม่ได้เพิ่งจะมีปัญหา หลังจากเกิดความปั่นป่วนในสถาบันการเงินสหรัฐฯ จากกรณี SVB ปิดกิจการ 

เพียงแต่ประเด็นของธนาคารในสหรัฐฯ เป็นการเติมเชื้อไฟที่ทำให้ สถานการณ์ของ Credit Suisse ยิ่งดูน่าห่วงและเป็นกังวลมากขึ้น ในสายตาของนักลงทุน โดยเหตุการณ์ที่เกิดกับ Credit Suisse มีดังนี้ 

สาเหตุที่ทำให้ Credit Suisse เดินมาถึงจุดนี้

  • ผลการดำเนินงานด้านวาณิชธนกิจ (Investment banking) ย่ำแย่
  • มีปัญหาภายใน มีเรื่องอื้อฉาว และการเปลี่ยนแปลงผู้นำองค์กร
  • มีความล้มเหลวในการบริหารความเสี่ยง
  • ถูกฟ้องร้องหลายครั้ง จนส่งผลกระทบต่อทำให้ผลการดำเนินงานปี 2022 ออกมาขาดทุน

ทั้งนี้ หน่วยงานกำกับดูแลตลาดการเงินสวิส หรือ FINMA ชี้ว่า ปัญหาที่ Credit Suisse เจอ คือ วิกฤตความเชื่อมั่น ทำให้มีลูกค้าจำนวนมากถอนเงินออกไป ซึ่งวิกฤตความเชื่อมั่นรุนแรงขึ้นหลังเกิดประเด็นในตลาดธนาคารของสหรัฐฯ ในเดือน มี.ค. 2023

พี่ทุย มองว่า ถ้ามองที่สาเหตุของปัญหาแล้ว ก็จะพบว่า การเดินมาถึงจุดนี้ สาเหตุหลักมาจากความไม่แข็งแรงของภายในธนาคารเอง ขณะที่ปัจจัยภายนอกอย่างประเด็นปัญหาธนาคารในสหรัฐฯ เป็นแรงกระตุ้นที่ทำให้ วิกฤตของ Credit Suisse ยิ่งหนักขึ้นไปอีก  

เพราะเมื่อปัญหาของธนาคารมีมาก ลูกค้าก็เลยเกิดความไม่เชื่อมั่น ผู้ลงทุนก็ไม่เชื่อมั่นเช่นกัน โดยในช่วงปลายปี 2022 พบว่า มีผู้ฝากเงินแห่ถอนเงินออกมาจำนวนมาก ขณะที่ผลประกอบการที่ออกมาก็ขาดทุนสุทธิแบบต่อเนื่อง จึงทำให้ Credit Suisse ต้องการเงินทุนไปต่อลมหายใจ แต่ฝันก็ไม่เป็นจริง เพราะไม่สามารถเพิ่มทุนได้ตามเป้าหมาย ผู้ถือหุ้นรายสำคัญอย่าง Saudi National Bank ก็ไม่พร้อมช่วยเติมเงินเพิ่มทุน 

พอผสมโรงเข้ากับข่าวคราว SVB ที่เพิ่งจะเกิดขึ้นในสหรัฐฯ ไม่นาน คราวนี้แหละ นักลงทุนก็ยิ่งมีดีกรีความกังวลสูงขึ้น จนส่งผลกระทบทำให้ ราคาหุ้นของ Credit Suisse ร่วงลงรุนแรง ขณะที่ผู้ฝากเงินกก็ร้อนๆ หนาวๆ ถอนเงินกันออกมา หันไปทางตลาดตราสารหนี้ นักลงทุนก็กลัวว่า ธนาคารจะผิดนัดชำระหนี้ จึงทำให้ค่า Credit Default Swap หรือค่าประกันความเสี่ยงตราสารหนี้ที่ถือครองอยู่ พุ่งขึ้นมาก 

ด้วยสถานการณ์ร้อนแรงขนาดนี้ กระทรวงการคลังของสวิตเซอร์แลนด์ พร้อมด้วย SNB และ FINMA จึงพร้อมใจกันออกมาหารือแนวทางเพื่อตัดไฟตั้งแต่ต้นลม ไม่ให้ปัญหาของ Credit Suisse ลุกลามไปกว่านี้ จนทำให้คนตื่นตระหนก และเกิดผลกระทบลุกลามไปในระบบสถาบันการเงิน

โดยเริ่มจากธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ที่ประกาศว่าพร้อมให้ความช่วยเหลือด้านสภาพคล่องกับ Credit Suisse เพราะธนาคารแห่งนี้ถือว่ามีความสำคัญต่อระบบการเงินอย่างมาก ต่อด้วยการมองหาแนวทางการช่วยเหลืออื่น และหวยก็ออกที่การเป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการให้ UBS เข้าซื้อกิจการ Credit Suisse

สรุปรายละเอียดกรณี UBS ซื้อ Credit Suisse

  • UBS จะซื้อหุ้น Credit Suisse จากผู้ถือหุ้นเดิม ในราคา 1 หุ้น UBS ต่อ 22.48 หุ้น Credit Suisse โดยคาดว่าจะใช้เงินทั้งหมด 3,000 ล้านฟรังก์สวิส (3,250 ล้านดอลลาร์) และดำเนินการควบรวมกิจการเสร็จสิ้นภายในสิ้นปี 2023
  • มูลค่าการซื้อกิจการครั้งนี้ คิดเป็นมูลค่าที่ลดลงถึง 60% เมื่อเทียบกับมูลค่าที่คำนวณจากราคาปิดตลาดของหุ้น Credit Suisse ณ วันศุกร์ที่ 17 มี.ค. 2023  
  • SNB ยินดีให้ Credit Suisse เข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกที่จะทำให้มีสภาพคล่องเพิ่มขึ้น พร้อมระบุว่า การควบรวมกิจการครั้งนี้เป็นการทำเพื่อรักษาเสถียรภาพการเงินและการปกป้องเศรษฐกิจของสวิตเซอร์แลนด์ 
  • UBS จะแต่งตั้งผู้บริหารหลักใน Credit Suisse อย่างเป็นทางการให้เร็วที่สุด
  • Credit Suisse ยังดำเนินธุรกิจได้ตามปกติ ควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้างโดยร่วมมือกับ UBS
  • จากการควบรวมกิจการครั้งนี้ จะทำให้ ตราสารหนี้ Additional Tier1 (AT1) ซึ่งเป็นหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่จะสามารถนับเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 ของธนาคารได้ ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 16,000 ล้านฟรังก์สวิส ถูกตัดมูลค่าจนเหลือศูนย์   
  • กลยุทธ์ธุรกิจของ UBS ไม่ได้เปลี่ยนแปลง โดยยังคงเน้นการเติบโตในอเมริกาและเอเชียแปซิฟิก
  • UBS ยังคงมีโครงสร้างเงินทุนที่แข็งแกร่ง เหนือกว่าระดับที่ทางการกำหนดเอาไว้ที่ 13% และให้สัญญาว่าจะมีนโยบายการจ่ายเงินปันผลในอัตราก้าวหน้า 
  • การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้ ไม่ต้องขออนุมัติจากผู้ถือหุ้นก่อน เพราะรัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์ได้ยกเว้นกฎระเบียบเอาไว้
  • รัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์ จะรับประกันการขาดทุนให้มากถึง 9,000 ฟรังก์สวิส (9,720 ล้านดอลลาร์) โดยในส่วนของ SNB ตกลงจะนำเสนอสภาพคล่อง 1 แสนล้านฟรังก์สวิส เพื่อสนับสนุนการรับประกันการผิดนัดชำระหนี้ของรัฐบาลกลาง 

ทำไมต้องเป็น UBS

สำหรับเหตุผลที่ UBS คือ ผู้ที่ถูกเลือกให้เป็นผู้ซื้อนั้น ก็เพราะ UBS มีฐานะเป็นสถาบันการเงินระดับผู้นำในสวิตเซอร์แลนด์ โดบ UBS ดำเนินธุรกิจการจัดการความมั่งคั่งระดับโลก มีสินทรัพย์ด้านการลงทุน 3.4 ล้านล้านดอลลาร์ และการดำเนินงานอยู่ในตลาดที่มีการเติบโตที่น่าสนใจ

UBS ได้-เสีย อะไรบ้างจากการซื้อกิจการ Credit Suisse

  • ได้รักษาความเป็นผู้นำในสวิตเซอร์แลนด์ ประเทศต้นกำเนิด
  • สินทรัพย์ลงทุนของ UBS จะเพิ่มขึนทันทีจาก 3.4 ล้านล้านดอลลาร์ เป็น 5 ล้านล้านดอลลาร์ 
  • หลังการควบรวมครั้งนี้ คาดว่าภายในปี 2027 จะสามารถลดต้นทุนการดำเนินงานรายปีได้มากกว่า 8,000 ล้านดอลลาร์
  • UBS จะต้องรับรู้ผลขาดทุน 5,400 ล้านดอลลาร์ จากการเข้าซื้อกิจการ   

เกิดอะไรขึ้นต่อกับระบบการเงินทั่วโลก หลัง UBS ประกาศควบรวมกิจการ Credit Suisse

  • สมาคมพนักงานธนาคารสวิส ออกมาแสดงความเห็นในว่า ตกใจอย่างมากกับการเข้าซื้อกิจการ Credit Suisse ที่เกิดขึ้น พร้อมเรียกร้องให้ UBS ลดการจ้างงานให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ขณะที่พนักงาน Credit Suisse เป็นกังวลกับอนาคต
  • Saudi National Bank ขาดทุนทันทีมากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ จากการลงทุนใน Credit Suisse หรือคิดเป็น 80% ของเงินที่ลงทุนไป  
  • ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) พร้อมด้วยธนาคารกลางหลักอื่น ๆ ในโลก ได้แก่ ธนาคารกลางแคนาดา ธนาคารกลางอังกฤษ ธนาคารกลางญี่ปุ่น ธนาคารกลางสหภาพยุโรป และธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ ประกาศร่วมมือกันเพิ่มสภาพคล่องให้ตลาด หวังจะผ่อนความความกังวลของผู้คนที่มีต่อระบบการเงินโลก
  • ผู้บริหารธนาคารในยุโรปและอังกฤษ ต่างก็พยายามหยุดการแปลงสภาพหุ้นกู้ของธนาคาร โดยระบุว่า ผู้ถือหุ้นกู้ประเภท AT1 จะได้รับความเสียหายขาดทุน หลังจากผู้ถือหุ้นแล้วเท่านั้น
  • หน่วยงานกำกับด้านการเงินในเอเชีย ต่างออกมาระบุว่า ระบบสถาบันการเงินของตัวเองยังแข็งแกร่งและมีเสถียรภาพ เช่น หน่วยงานกำกับด้านการเงินในฮ่องกง หน่วยงานกำกับด้านการเงินในสิงคโปร์ และธนาคารกลางออสเตรเลีย เป็นต้น

โดยรวมแล้ว พี่ทุย มองว่า การควบรวมกิจการระหว่าง UBS-Credit Suisse ครั้งนี้ เป็นการทำเพื่อกู้วิกฤตระบบสถาบันการเงินในสวิตเซอร์แลนด์ ไม่ให้ลุกลามไปกว่านี้

เพราะถ้าปล่อยให้ Credit Suisse ไม่มีทางออก จากปัญหาความเชื่อมั่นที่กำลังเจอ จะไม่ใช่แค่ Credit Suisse ที่ล้ม แต่จะกระทบชิ่งไปถึงธนาคารแห่งอื่นในระบบสถาบันการเงินด้วย ทั้งที่ธนาคารเหล่านั้นอาจจะไม่ได้มีปัญหาอะไรภายในเลย เพราะถ้าลูกค้าแห่ถอนเงินมาก ๆ แล้ว ธนาคารหาสภาพคล่องมาใช้คืนไม่ทัน ก็วิกฤตได้ 

ส่วนถ้ามองไปไกล ๆ ว่า เหตุการณ์ที่กำลังเกิดอยู่ในตอนนี้ จะมีอะไรหนาว ๆ ร้อน ๆ เกิดขึ้นกับธนาคารในประเทศอื่น ภูมิภาคอื่นอีกรึเปล่า รวมถึงไทยจะต้องระวังอะไรมั้ย 

พี่ทุยมองว่า ในสหรัฐฯ และยุโรป คงจะต้องเหนื่อยกับการกู้วิกฤตศรัทธาระบบการเงินมากหน่อย ส่วนในเอเชียและไทย ยังไม่น่ากังวลใด ๆ ตราบใดที่คนยังไม่ตื่นตระหนกแห่กันไปถอนเงินกัน 

โดยเฉพาะในส่วนของไทย ต้องบอกว่า เราผ่านวิกฤตต้มยำกุ้งกันมาก่อนแล้ว ถ้าจะเรียกง่าย ๆ ก็คือ อาบน้ำร้อนกันมาก่อนแล้ว พอมาถึงยุคนี้ ก็เลยรู้ว่า อะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็มีการดูแลสถาบันการเงินที่เข้มงวด  

จากข้อมูลของ ธปท. ระบุว่า ถ้าไปดูเงินทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) ของสถาบันการเงินในไทย ก็พบว่า ณ สิ้นปี 2022 มีสูงถึง 19.4% สูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนดเอาไว้ 8.5% โดยส่วนใหญ่เป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของ 

แล้วถ้าไปดูสินทรัพย์สภาพคล่องว่ามีแค่ไหน เพื่อรองรับหากเกิดภาวะกระแสเงินสดไหลออก (Liquidity Coverage ratio : LCR) ก็อยู่ในระดับสูงถึง 197.3% ส่วนหนี้ด้อยคุณภาพ (NPL ratio) ก็อยู่ที่ 2.73% เท่านั้น ขณะที่เงินสำรองต่อหนี้ด้อยคุณภาพ (NPL Coverage ratio) ของเราสูงถึง 171.9% ส่วนฐานลูกค้าสินเชื่อและเงินฝาก ก็ล้วนกระจายตัว มีทั้งรายย่อย ภาคธุรกิจใหญ่ และ SMEs  

เรียกง่าย ๆ ก็คือ ไม่ต้องตกใจกันไป ไทยยังไม่มีอะไรน่าห่วงเลย 

อย่างไรก็ตาม คงต้องมาจับตาดูพัฒนาการของสถาบันการเงินในสหรัฐฯ กับยุโรปกันต่อ เพราะพี่ทุย มองว่า อาจมีการควบรวม หรือไปต่อไม่ได้เกิดขึ้นอีกก็ได้ เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจในภูมิภาคเหล่านี้ก็ไม่ได้ดีมากอยู่แล้ว แนวโน้มเศรษฐกิจถดถอยจ่อคิวรออยู่ ธนาคารที่ไม่แข็งแกร่ง จะแสดงตัวออกมาอีกแน่นอน แต่ธนาคารที่แข็งแกร่งมาก ๆ ไม่ใช่แค่ผ่านวิกฤตนี้ได้ แต่อาจจะแข็งแกร่งมากขึ้นไปอีก และมีโอกาสเข้าซื้อกิจการ ท่ามกลางวิกฤตรอบนี้

อ่านเพิ่ม

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile